ส.อ.ท. ชี้ บาทแข็ง กระทบส่งออก-ท่องเที่ยว จี้ตรวจสอบสาเหตุแท้จริง-หวั่นปัญหาเงินเทา
เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันค่าเงินบาทไทย กำลังเผชิญกับการแข็งค่าขึ้นอย่างมาก โดยปัจจุบันแข็งค่าขึ้นกว่า 8% ซึ่งถือเป็นการแข็งค่ามากที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้เคยแข็งค่าขึ้น 5.77% ในเดือนก่อน ทั้งนี้ ทาง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมายอมรับว่า การแข็งค่าในระดับนี้ ไม่ส่งผลดีต่อภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน พบว่าค่าเงินด่องของเวียดนามแข็งค่าขึ้น 3% กว่า ในขณะที่เงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้นประมาณ 7% เศษ ซึ่งยังตามหลังการแข็งค่าของเงินบาทไทย ล่าสุด ค่าเงินบาทที่แข็งค่าทันที 8% กว่า ซึ่งได้รับอิทธิพลทางจิตวิทยาจากการที่สหรัฐส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดอัตราดอกเบี้ยลงประมาณ 0.25 ทำให้ค่าเงินบาทของไทยที่ขี้ตกใจอยู่แล้ว แข็งค่าขึ้นมาอีก
นายเกรียงไกรกล่าวว่า ดังนั้น เพื่อบรรเทาความกังวลเรื่องค่าเงินบาท ธปท.จึงได้ออกมาตรการสั่งการให้ธนาคารต่างๆ ตรวจสอบเอกสารการซื้อขายดอลลาร์ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทองคำ ตนมองว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการออกมาอย่างตรงจุดเพื่อช่วยแก้ปัญหา โดยครอบคลุมถึงการควบคุมรายละเอียดบัญชี การโอนเงิน และการซื้อขายทอง
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ จุดเริ่มต้นของการตรวจสอบธุรกรรมทองคำมาจากการที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ตั้งข้อสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับค่าเงินบาทตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 และได้ส่งคำถามไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย
นายเกรียงไกรกล่าวว่า แต่อย่างไรก็ตามมาตรการนี้เป็นเพียงมาตรการแรกเท่านั้น และมองว่าอาจไม่ใช่สาเหตุเดียวของการแข็งค่าของเงินบาท เพราะโดยส่วนตัวตนกังวลที่สุดในขณะนี้ คือปัญหา เงินเทา และธุรกิจสแกมเมอร์ ที่อาจอาศัยประเทศไทยเป็นแหล่งในการฟอกเงิน เนื่องจากไม่ทราบทิศทางการเข้ามาของเงินเหล่านี้ อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติ หรือไม่ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันตรวจสอบอย่างใกล้ชิด อย่างเข้มงวดให้มาก เพื่อให้ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการแข็งค่าของเงินบาท เพื่อที่จะสามารถ แก้ปัญหาได้ตรงจุดก่อนเศรษฐกิจจะเสียหายในระยะต่อไป

