หน้าแรก เศรษฐกิจ กนง. มติเอกฉั...

กนง. มติเอกฉันท์หั่น ดบ. 0.25% ส.อ.ท.ชี้ ‘คนละครึ่งพลัส’ ช่วยดัชนีความเชื่อมั่น พ.ย.สูงในรอบ 7 เดือน

18.12.25 | 06:20 น.
กนง.

กนง. มติเอกฉันท์หั่น ดบ. 0.25% ส.อ.ท.ชี้ ‘คนละครึ่งพลัส’ ช่วยดัชนีความเชื่อมั่น พ.ย.สูงในรอบ 7 เดือน

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.50% เป็น 1.25% ต่อปี ให้มีผลทันที โดยเศรษฐกิจไทยปี 2569 และปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากครึ่งแรกของปี 2568 ตามการบริโภคภาคเอกชนชะลอลง ตามแนวโน้มรายได้ และภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีสหรัฐอเมริกา ขณะที่ภาคท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัว ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ระดับต่ำตามราคาพลังงานและอาหารสด ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีจำกัดในภาวะที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ด้านสินเชื่อรวมหดตัว และคุณภาพสินเชื่อกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง โดยเอสเอ็มอีถูกกดดันด้านสภาพคล่อง จากทั้งปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและการแข็งค่าของเงินบาท

“กนง.เห็นว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจน และมีความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงิน และนโยบายอื่นของภาครัฐ จึงเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี” นายสักกะภพ กล่าว

ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมในเดือนพฤศจิกายน 2568 ปรับตัวอยู่ที่ระดับ 89.1% เพิ่มขึ้นจาก 87.3% ในเดือนตุลาคม 2568 และถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน สะท้อนทิศทางภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น การปรับเพิ่มขึ้นของดัชนีดังกล่าว เป็นผลจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน และส่งผลดีต่อการบริโภคสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างต่อเนื่อง

“ประกอบกับ การเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นท่องเที่ยว ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการเร่งการผลิตสินค้าเพื่อรองรับคำสั่งซื้อในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี และวันหยุดยาวปลายเดือนธันวาคม 2568” นายเกรียงไกร กล่าว

นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย โดยเฉพาสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อโรงงานอุตสาหกรรม และที่อยู่อาศัยในวงกว้าง คาดว่ามูลค่าความเสียหายในช่วงเดือนธันวาคม 2568 อยู่ที่ประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท และอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องในปี 2569 มูลค่ารวมกว่า 9 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ การระงับข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชาชั่วคราว ยังทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ และส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนอย่างต่อเนื่อง

Advertisement

“ขณะเดียวกัน การแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ยังคงเป็นแรงกดดันต่อผู้ประกอบการไทย โดยในช่วง 10 เดือนแรก ของปี 2568 การนำเข้าเพิ่มขึ้น 16.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 8.68% จากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะสินค้าแผงวงจรไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์พลาสติก และเหล็ก ซึ่งกระทบต่อุตสาหกรรมภายในประเทศโดยตรง นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค ยังกระทบต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย” นายเกรียงไกร กล่าว

นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า สำหรับดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 94.9 เพิ่มขึ้นจาก 93.5 ในเดือนตุลาคม สะท้อนมุมมองเชิงบวกจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะมติคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในการปรับลดค่าไฟฟ้างวดเดือนมกราคมเมษายน 2569 เหลือ 3.88 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนภาคอุตสาหกรรม และบรรเทาค่าครองชีพประชาชน รวมถึงการจัดงาน Motor Expo 2025 ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน-10 ธันวาคม 2568 ที่คาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายรถยนต์ในประเทศ อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท.ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากความเสียหายอุทกภัยที่ต้องเร่งฟื้นฟูและเยียวยา รวมถึงความเสี่ยงจากการชะลอการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับไทย ซึ่งอาจกระทบต่อภาคการส่งออกในระยะถัดไป

“ส.อ.ท.เสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ อาทิ เร่งรัดการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกัน จัดตั้งกองทุนซ่อมแซมเครื่องจักร มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ย 0% และการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พร้อมทั้งยกระดับการบริหารจัดการน้ำและป้องกันอุทกภัยให้เป็นวาระแห่งชาติ ควบคู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบเตือนภัยและการทบทวนผังเมืองในระยะยาว รวมถึงพิจารณาขยายการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดแบบ Direct PPA ไปยังภาคอุตสาหกรรมอื่น เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านพลังงาน และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของภาคอุตสาหกรรมไทย” นายเกรียงไกร กล่าว

นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ปัจจุบันค่าเงินบาทไทยกำลังเผชิญกับการแข็งค่าขึ้นอย่างมาก ปัจจุบันแข็งค่าขึ้นกว่า 8% ซึ่งถือเป็นการแข็งค่ามากที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้เคยแข็งค่าขึ้น 5.77% ในเดือนก่อน ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่าการแข็งค่าในระดับนี้ไม่ส่งผลดีต่อภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน พบว่าค่าเงินด่งของเวียดนามแข็งค่าขึ้น 3% กว่า ขณะที่เงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้นประมาณ 7% เศษ ซึ่งยังตามหลังการแข็งค่าของเงินบาทไทย ล่าสุด ค่าเงินบาทที่แข็งค่าทันที 8% กว่า ซึ่งได้รับอิทธิพลทางจิตวิทยาจากการที่สหรัฐส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะลดอัตราดอกเบี้ยลงประมาณ 0.25 ทำให้ค่าเงินบาทของไทยที่ขี้ตกใจอยู่แล้ว แข็งค่าขึ้นมาอีก

“ดังนั้น เพื่อบรรเทาความกังวลเรื่องค่าเงินบาท ธปท.จึงได้ออกมาตรการสั่งการให้ธนาคารต่างๆ ตรวจสอบเอกสารการซื้อขายดอลลาร์ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทองคำ มองว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการออกมาอย่างตรงจุดเพื่อช่วยแก้ปัญหา โดยครอบคลุมถึงการควบคุมรายละเอียดบัญชี การโอนเงิน และการซื้อขายทอง” นายเกรียงไกร กล่าว

นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ จุดเริ่มต้นของการตรวจสอบธุรกรรมทองคำมาจากการที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ตั้งข้อสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับค่าเงินบาทตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 และได้ส่งคำถามไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ ธปท. อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้เป็นเพียงมาตรการแรกเท่านั้น อาจไม่ใช่สาเหตุเดียวของการแข็งค่าของเงินบาท เพราะส่วนตัวกังวลที่สุดในขณะนี้ คือปัญหาเงินเทาและธุรกิจสแกมเมอร์ ที่อาจอาศัยไทยเป็นแหล่งในการฟอกเงิน เนื่องจากไม่ทราบทิศทางการเข้ามาของเงินเหล่านี้ อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติหรือไม่

“ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ ธปท.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมกันตรวจสอบอย่างใกล้ชิดอย่างเข้มงวดให้มาก เพื่อให้ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการแข็งค่าของเงินบาท เพื่อที่จะแก้ปัญหาได้ตรงจุดก่อนเศรษฐกิจจะเสียหายในระยะต่อไป” นายเกรียงไกร กล่าว