ตลาดรถไฟฟ้าอีวีปีหน้ายังไปต่อ
“ปิกอัพ”เริ่มจับทางไฟแนนซ์ได้
เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แถลงข่าว “ยอดการผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ โดย นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. และ นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท.
นายสุรพงษ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์รถอีวีปีหน้าหลังจากหมดมาตรการ อีวี 3.0 แล้ว ตลาดรถอีวีจะเป็นอย่างไรว่า มาตรการส่งเสริมอีวี 3.0 ให้ส่วนลดจากการซื้อรถอีวีคันละ 1.5 แสนบาท หมดไปภายในสิ้นปีนี้ และต้องจดทะเบียนภายในมกราคม 2569 แต่ยังคงมีมาตรการอีวี 3.5 ได้อุดหนุนคันละ 1 แสนบาทต่อเนื่อง และยังคงได้ภาษีสรรสามิตจากร้อยละ 8 เหลือ ร้อยละ 2 ทำให้ราคารถอีวียังคงแข่งขันได้ จึงยังคงเชิญชวนให้ผู้มีรายได้ไม่มากมาซื้อได้ แต่ต้องคอยดูราคาแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ราคาเพิ่งขยับไปเป็น 9 หมื่นหยวนต่อตัน จากเดิม 6-7 หมื่นหยวนต่อตันเมื่อกลางปีที่ผ่านมา จะมีผลต่อราคาขายแค่ไหน ต้องดูว่าจะมีนวัตกรรมอะไรมาชดเชยลิเธียมไอออนได้หรือไม่ เช่น แบตเตอรี่โซเดียมไอออนราคาถูกกว่า เริ่มมีการผลิตจำนวนมากแล้ว จะมาทดแทนได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามยังคาดว่ายอดขายรถบีอีวีหรือรถไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ 100% น่าจะใกล้เคียงปีนี้ที่ประมาณ 1.1-1.2 แสนคัน
นายสุรพงษ์ กล่าวถึงกรณียอดรถกระบะเริ่มกลับมาเป็นบวกเดือนพฤศจิกายนกว่า 7 % ว่า ที่ผ่านมาตลาดรถกระบะถูกสถาบันการเงินปฏิเสธการให้กู้มาประมาณ 2-3 ปี แต่ขณะนี้เริ่มจำหน่ายได้มากขึ้น เมื่อถามข้อมูลจากโชว์รูมพบว่า มีประสบการณ์ในการช่วยเหลือลูกค้าหาหลักฐานเอกสารการขอสินเชื่อให้สถาบันการเงินได้ดีขึ้น ทำให้ยอดการถูกปฏิเสธสินเชื่อลดลง ส่วนโครงการกระบะพี่มีคลังค้ำของรัฐบาล พบว่ามียอดอยู่ที่ประมาณ 1,773 คัน วงเงินประมาณ 1,177 ล้านบาท เป็นยอดของรถเก่าเข้าโครงการประมาณ 658 ราย วงเงินประมาณ 228 ล้านบาท ถือว่าช่วยกระตุ้นยอดขารถกระบะได้บ้างช่วงเมษายน-พฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่ยังไม่มากพอ ที่ผ่านมาคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กกร. เคยเสนอเมื่อปีที่แล้ว ขอให้รัฐบาลตั้งวงเงิน 5 พันล้าน เพื่อเป็นหลักประกันการขาดทุนจากการยึดรถที่ลูกค้าไม่สามารถผ่อนไหว เพราะสถาบันการเงินไม่สามารถรับผลกระทบจากการขายรถยนต์กลุ่มดังกล่าวขาดทุนได้ จะช่วยตลาดรถกระบะได้มาก และจะช่วยเศรษฐกิจของประเทศได้มากเช่นกัน เพราะรถกระบะใช้ชิ้นส่วนในประเทศกว่า 90%

นายสุรพงษ์ เปิดเผยถึงจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศและการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ยอดการผลิตจำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนพฤศจิกายน 2568 มีทั้งสิ้น 130,222 คัน ลดลงจากเดือนตุลาคม 2568 ร้อยละ 4.03 แต่เพิ่มขึ้นจากพฤศจิกายน 2567 ร้อยละ 11.06 จากการผลิตเพื่อขายในประเทศเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 57.49 เพราะต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชดเชยในอัตรา 1.5 เท่าของยอดรถไฟฟ้านำเข้ามาจำหน่ายในปี 2565 – 2566 ยังผลิตไม่ครบในปีที่แล้ว จากมาตรการอีวี 3.0 ส่งผลให้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 1,974.14 และผลิตรถกระบะเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.34 จากการผลิตเพื่อขายในประเทศผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 44.31 ส่วนจำนวนรถยนต์ผลิตได้เดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,341,714 คัน ลดลงจากมกราคม – พฤศจิกายน 2567 ร้อยละ 1.64 แบ่งเป็น รถยนต์นั่ง พฤศจิกายน 2568 ผลิตได้ 52,887คัน เพิ่มขึ้นจากพฤศจิกายน 2567 ร้อยละ 16.26 แยกย่อยเป็น รถยนต์นั่งเครื่องสันดาปใช้น้ำมัน (Internal Combustion Engine) มีจำนวน 20,892 คัน ลดลง ร้อยละ 27.65 รถยนต์นั่งไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ 100% หรือบีอีวี (Battery Electric Vehicle) 9,624 คัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 1,974.14 รถยนต์นั่งปลั๊กอินไฮบริด หรือ พีเอชอีวี (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) 437 คัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 13.21 รถยนต์นั่งไฮบริด หรือ เอชอีวี (Hybrid Electric Vehicle) 21,934 คัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 39.13
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ยอดผลิตของรถยนต์นั่ง ตั้งแต่มกราคม – พฤศจิกายน 2568 มีจำนวน 504,597 คัน เท่ากับร้อยละ 37.82 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2567 ร้อยละ 2.90 แบ่งเป็น รถยนต์นั่งสันดาป 229,719 คัน ลดลง ร้อยละ 30.56 รถยนต์นั่งบีอีวี 60,200 คัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 609.07 รถยนต์นั่งปลั๊กอินไฮบริด 16,921 คัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 210.31 รถยนต์นั่งไฮบริด 197,757 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.04 รถยนต์บรรทุกพฤศจิกายน 2568 ผลิตได้ 77,335 คัน เพิ่มขึ้นจากพฤศจิกายน 2567 ร้อยละ 7.77 และตั้งแต่มกราคม -พฤศจิกายน 2568 ผลิตได้ 837,117 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม –พฤศจิกายน 2567 ร้อยละ 0.86 รถกระบะขนาด 1 ตัน พฤศจิกายน 2568 ผลิตได้ 76,022 คัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.34 และตั้งแต่มกราคม -พฤศจิกายน 2568 ผลิตได้ 827,446 คัน เท่ากับร้อยละ 62.39 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลง ร้อยละ 0.13 แบ่งเป็น รถกระบะบรรทุก 129,036 คัน ลดลง ร้อยละ 1.52 รถกระบะดับเบิลแค็บ 527,950 คัน ลดลง ร้อยละ 3.33 รถกระบะดับเบิลแค็บ บีอีวี 321 คัน เพิ่มขึ้นจากมกราคม – พฤศจิกายน 2567 ร้อยละ 100 รถกระบะดัดแปลงหรือพีพีวี (PPV) 170,139 คัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.40 รถบรรทุกขนาดต่ำกว่า 5 ตัน – มากกว่า 10 ตัน พฤศจิกายน 2568 ผลิตได้ 1,313 คัน เพิ่มขึ้นจากพฤศจิกายน 2567 ร้อยละ 40.13 รวมมกราคม – พฤศจิกายน 2568 ผลิตได้ 9,671 คัน ลดลง ร้อยละ 39.12
นายสุรพงษ์ กล่าวว่า สำหรับการผลิตเพื่อส่งออกพฤศจิกายน 2568 ผลิตได้ 71,589 คัน เท่ากับร้อยละ 54.97 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากพฤศจิกายน 2567 ร้อยละ 10.54 ส่วนมกราคม – พฤศจิกายน 2568 ผลิตเพื่อส่งออกได้ 862,886 คัน เท่ากับร้อยละ 64.31 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากปี 2567 ระยะเวลาเดียวกันร้อยละ 8.39
นายสุรพงษ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2569 ว่า เบื้องต้นคาดการณ์ยอดผลิตน่าจะใกล้เคียงกับปีที่แล้ว แต่จากความไม่แน่นอนของภาษีทรัมป์ ทำให้เศรษฐกิจหลายประเทศชะลอตัวลง สถานการณ์ปี 2569 เบื้องต้นสถานการณ์ส่งออกยังไม่แน่นอน ต้องรอดูผลการเจรจาภาษีทรัมป์จะมีผลกระทบหรือไม่ อย่างไร คาดว่าประมาณไตรมาส 1 หรือ 2 ของปี 2569 ดูว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล ใครจะมาเป็นรัฐมนตรี งบประมาณ 2570 จะผ่านเมื่อไหร่ จะทันใช้หรือไม่ นโยบายแถลงต่อรัฐสภาของรัฐบาลใหม่ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยแค่ไหน คิดว่าประมาณกลางปีหน้า น่าจะเห็นความชัดเจน ตอนนี้คิดว่าทุกอย่างเหมือนเดิมเท่าปีนี้ไว้ก่อนคือ ยอดผลิตในประเทศ 1.45 ล้านคัน แบ่งเป็น ตลาดในประเทศ 5 แสนคัน ส่งออก 9.5 แสนคัน
………….
–

