ทองทำนิวไฮ ทองแท่ง 66,200 รูปพรรณ 67,000 ตามทองโลกที่ทำนิวไฮแตะ $4,500 ครั้งแรก เผยตลอดปีทองทำนิวไฮแล้ว 50 ครั้ง นายกสมาคมค้าทองคำ ชี้ เป้าปีหน้าลุ้น $4,900 มองบาทแข็งเป็นโอกาสเข้าซื้อ แต่เข้าช่วงนิวไฮระวังติดดอย ขณะที่สภาทองโลกมองปี 2026 ทองมีโอกาสขยับขึ้นอีก 15%
เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม สมาคมค้าทองคำ แจ้งปรับราคาครั้งที่ 1 เวลา 09.06 น. ราคาทองคำ 96.5% ปรับขึ้น 300 บาท เมื่อเทียบกับราคาปิดก่อนหน้า (23 ธันวาคม) ก่อนที่ต่อมาในเวลา 09.10 น. จะมีการปรับลดลง 50 บาท

เท่ากับเช้านี้ราคาทองคำปรับขึ้นมาแล้ว 250 บาท ทำให้ราคาทองคำแท่ง รับซื้อ บาททองคำละ 66,100 บาท และขายออกบาททองคำละ 66,200 บาท ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อบาททองคำละ 64,778.68 บาท และขายออกบาททองคำ 67,000 บาท
ขณะที่ทองคำโลก (Gold Spot) อยู่ที่ 4,507.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ โดยที่ค่าเงินบาทอยู่ที่ดอลลาร์ละ 31.06 บาท

ฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์ว่าทองโลกกลับตัวเป็นขาขึ้น จากการที่ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ได้ปรับตัวลงเป็นวันที่ 2 สู่ระดับ 97.90 หน่วย จาก 98.66 หน่วย อีกทั้งบอนด์ยีลด์สหรัฐ อายุ 10 ปียังคงทรงตัวที่ระดับ 4.16% ในขณะที่สภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่า การใช้จ่ายทางการคลังที่เพิ่มขึ้น, อุปสงค์จากธนาคารกลาง และอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง อาจช่วยหนุนราคาให้พุ่งขึ้นได้อีก 5-15% ในปี 2026
โดยนายโจ คาวาโทนี (Joe Cavatoni) นักยุทธศาสตร์การตลาดอาวุโสจากสภาทองคำโลก ได้กล่าวถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงและอัตราดอกเบี้ยยังคงลดลง จะส่งผลให้ทองคำอาจเห็นการปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม ตลาด CME FedWatch ได้ปรับคาดการณ์ขึ้นเป็น 86.7% จาก 80.1% ว่าเฟดจะยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ในเดือนมกราคม 2569 ในขณะที่สหรัฐ เผยดัชนี GDP ไตรมาส 3 ประมาณการครั้งที่ 2 มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ / ครั้งก่อน
ฮั่วเซ่งเฮงรายงานต่อว่า นอกจากนี้ นายไมค์ แมคโกลน (Mike McGlone) นักยุทธศาสตร์จาก Bloomberg Intelligence ได้กล่าวว่า ราคาทองคำสามารถลงมาที่ 3,500 ดอลลาร์ได้ โดยอ้างอิงถึงราคาทองคำพุ่งทะยานในปี 1979 และทำราคาสูงสุดในปี 1980 หลังจากนั้นราคากลับดิ่งลงมากกว่า 50% ภายในปี 1982 ทางด้านกองทุน SPDR ถือครองเท่าเดิมรวมสุทธิ 1,064.56 ตัน
ด้านนายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยผ่านรายการ WEALTH LIVE วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ถึงสถานการณ์ราคาทองคำที่ทำจุดสูงสุดใหม่ (All-time High) อย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2568 โดยระบุว่าปัจจัยหลักมาจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง และความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจที่ลดลง รวมถึงการที่ธนาคารกลางหลายประเทศยังคงเดินหน้าเข้าซื้อทองคำเพื่อสะสมเป็นทุนสำรอง
ในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่านี้ แม้ราคาทองโลกจะพุ่งสูง แต่สำหรับนักลงทุนไทยถือเป็นจังหวะที่ดีเนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้ราคาทองคำในประเทศถูกลงกว่าที่ควรจะเป็น หากเปรียบเทียบกับราคา Gold Spot พบว่าผลตอบแทนทองคำไทยยังตามหลังตลาดโลกอยู่ประมาณ 10% ซึ่งหากในอนาคตค่าเงินบาทกลับทิศมาอ่อนค่า นักลงทุนจะได้กำไร “สองเด้ง” ทั้งจากราคาทองที่เป็นขาขึ้นและจากส่วนต่างค่าเงิน
คาดการณ์ปีหน้าราคาทองคำมีโอกาสขยับขึ้นไปแตะระดับ 4,700-4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตามได้ให้คำแนะนำแยกตามกลุ่มนักลงทุน ดังนี้
นักลงทุนระยะยาว สามารถใช้จังหวะนี้ทยอยสะสมได้ แม้ราคาจะอยู่ระดับ High แต่เทรนด์หลักยังเป็นขาขึ้นชัดเจน
นักลงทุนระยะสั้น/เก็งกำไร ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากช่วงปลายปีปกติการค้าจะเงียบเหงา แต่ปีนี้ราคาสะวิงแรงผิดปกติ จึงมีความเสี่ยงในการ “ติดดอย” หากเข้าผิดจังหวะ
ทั้งนี้ นายจิตติทิ้งท้ายว่าปีนี้ถือเป็น “ปีทอง” อย่างแท้จริง เพราะราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นกว่า 60% ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่มักจะเติบโตเพียงปีละ 8-9% เท่านั้น
ขณะที่ Bloomberg รายงานเมื่อวาน (23 ธันวาคม) ว่า ปีนี้ทองคำทำสถิติสูงสุดรายวันไปแล้วกว่า 50 ครั้ง โดยแรงซื้อหลักมาจากธนาคารกลางทั่วโลกและเงินทุนที่ไหลเข้าสู่กองทุน ETF ทองคำ ขณะที่สถาบันการเงินรายใหญ่อย่าง Goldman Sachs คาดว่าราคาทองคำยังมีโอกาสขยับขึ้นต่อในปี 2026 โดยประเมินกรอบเป้าหมายพื้นฐานใกล้ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พร้อมความเสี่ยงด้านขาขึ้น

