เจาะเส้นทางหมื่นล้าน LHMH ปั้นอาณาจักรโรงแรม-ศูนย์การค้า
จากเมื่อ 17 ปีที่แล้ว ในวันนี้ “แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์” โรงแรมแบรนด์ไทย ภายใต้บริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทลจำกัด (LHMH) ธุรกิจในเครือของบริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) พี่ใหญ่ของวงการอสังหาริมทรัพย์ ก็ได้เดินทางมาถึงปีที่ 18 แล้ว
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เรียกว่าขยายพอร์ตโฟลิโอไม่หยุด จากปักหมุดสาขาแรกราชดำริ มุ่งหน้าสยายปีกยึดหัวหาดทำเลสำคัญทั้งกรุงเทพฯและพัทยา มาถึงปัจจุบันมีโรงแรมในเครือร่วม 9 แห่ง กว่า 3,000 ห้อง แบ่งแบรนด์เป็น 3 ระดับ “Prestige Tier” เป็นระดับมีเอกลักษณ์เฉพาะและหรูหรา “Timeless Tier” เป็นระดับมีความทันสมัย และ “Limited Tier” เป็นระดับดีไซน์พิเศษและลักษณะเฉพาะ
●ปั้น‘พัทยา’อาณาจักรหมื่นล้าน
“สุวรรณา พุทธประสาท” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LHMH กล่าวว่า ตลอด 17 ปี ถ้าเทียบความสำเร็จของแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ กับวันนี้ถือว่าสำเร็จเกือบ 100% สะท้อนว่าเรามาถูกทาง และยังคงลงทุนพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง เน้นทำเลกรุงเทพฯและพัทยาเป็นหลัก โดยปี 2568 ได้เปิด 2 โรงแรมใหม่เป็นระดับลักชัวรี่ คือ แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี เป็นโรงแรมแห่งที่ 8 ล่าสุดวันที่ 1 ธันวาคมเปิดแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ในย่านราชประสงค์ เป็นโรงแรมแห่งที่ 9
สำหรับโรงแรมใหม่ในปี 2569 เดือนตุลาคมจะเปิดแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ วอยาจพัทยา เป็น Limited Tier แห่งที่ 2 ในเครือ และเป็นโรงแรมแห่งที่ 10 ของพอร์ต และเป็นโรงแรมแห่งที่ 3 ในพัทยา จากนั้นในปี 2571 จะเปิดแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ไชน่าทาวน์ เป็นโรงแรมแห่งที่ 11 ทำให้ภายในปี 2571 LHMH จะมีโรงแรมเปิดครบ 11 แห่ง มีทั้งหมดกว่า 5,000 ห้อง และรายได้แตะ 10,000 ล้านบาท จากปี 2568 มีรายได้ประมาณ 5,900 ล้านบาท และคาดว่าปี 2569 รายได้จะอยู่ที่ 8,000 ล้านบาท
ปัจจุบันโรงแรมเป็นธุรกิจขาขึ้น ตามการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวหลังโควิด ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี คนยังคงเดินทางท่องเที่ยว เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ แต่การใช้จ่ายอาจจะลดลงบ้างตามสภาพเศรษฐกิจ อย่างที่พัทยาอัตราการเข้าพักเราดีมากกว่า 80-90% จึงลงทุนแห่งที่ 3 แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ วอยาจ บนพื้นที่ 22 ไร่ มีขนาดใหญ่ขึ้น มีพื้นที่กว่า 1 แสน ตร.ม. ใช้เงินลงทุน 4,400 ล้านบาท มีทั้งโรงแรมและสวนน้ำขนาดใหญ่ ร้านสะดวกซื้อเซเว่น-อีเลฟเว่น ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ยังมีแผนจะลงทุนโรงแรมแห่งที่ 4 ในพัทยาเพิ่ม หลังเปิดแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ วอยาจแล้ว
“เราลงทุนโรงแรมในพัทยาแล้วกว่า 1 หมื่นล้านบาท ที่ติดใจพัทยา เพราะทำรายได้ดี อยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ยังมีสนามบินอู่ตะเภา โมโนเรล รถไฟความเร็วสูง การเดินทางจากกรุงเทพฯก็สะดวก ใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ มีกิจกรรมสนับสนุนการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี เวลคัมคนเข้าไปเยอะ ทำให้พัทยาเป็นทำเลมีศักยภาพของภาคตะวันออก ส่วนแห่งที่ 4 เรากำลังดูพื้นที่ มีเจ้าของที่ดินเสนอมาเยอะ ทั้งอยู่ติดทะเลและไม่ติดทะล เราอยากเลือกทำเลที่นักท่องเที่ยวไปถึง” สุวรรณากล่าว

●ชู‘ต้นทุน-คน’คีย์ซักเซสธุรกิจรร.
ถึงแม้จะเป็นโรงแรมแบรนด์ไทย แต่หัวเรือใหญ่ LHMH บอกว่า จากการเดินหน้ากลยุทธ์มาถูกทางและการรับมือกับสถานการณ์ต้นทุนได้เป็นอย่างดี จึงทำให้แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังได้รับการติดต่อจากเจ้าของที่ดินที่อยากจะทำธุรกิจโรงแรม เพื่อให้เราเป็นเชนบริหารให้ แต่เราได้ปฏิเสธไป เนื่องจากการที่เราบริหารโรงแรมเราเอง ทำให้สามารถปรับรายละเอียดการบริการได้ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย จึงทำให้ที่ผ่านมาลูกค้ามีความประทับใจและจดจำแบรนด์เราได้ แต่ถ้าเราบริหารตามเชนจะไม่สามารถออกนอกกรอบได้
อีกคีย์ซักเซสคือ เราใช้โมเดลเอาต์ซอร์ส ทำให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีและทำราคาได้ถูกกว่าเชนคู่แข่งในตลาด อย่างแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ เราก็สามารถทำราคาได้ถูกว่าโรงแรมที่อยู่โดยรอบได้ถึง 30% เนื่องจากมีลูกค้าบางกลุ่มที่เขาเลือกพักโรงแรมที่เป็นเชนบริหาร ไม่ได้เลือกเชนที่เป็นโลคอล เราจึงต้องทำให้ลูกค้ารู้จักเรา จึงใช้กลยุทธ์ด้านราคา เพื่อเจาะช่องว่างตลาดกลุ่มที่ต้องการโรงแรมที่มีคุณภาพและความคุ้มค่า ทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกว่าพักที่นี่ไม่แพงเท่ากับเชน แต่ได้อะไรที่ไม่น้อยกว่าเชน
“อีกปัจจัยเราบริหารต้นทุนได้ดี เพราะเราไม่ต้องรับภาระต่างๆ จึงสามารถบริหารจัดการตรงนี้ได้ อย่างเช่น อาหารเช้าพนักงานทำความสะอาด พนักงานรักษาความปลอดภัย ที่เราจ้างเอาต์ซอร์สแต่ทั้งหมดต้องทำตามมาตรฐานของเรา โดยเราจะมีการเทรนนิ่งให้ด้วย” สุวรรณาขยายความ
●มั่นใจ‘ท่องเที่ยวไทย’โตต่อ
สุวรรณายังสะท้อนทิศทางการท่องเที่ยวของไทยว่า แม้ว่าการท่องเที่ยวจะเริ่มดีขึ้น แต่ด้วยสถานการณ์นักท่องเที่ยวจีนหาย เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว ล่าสุดมีเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ จากผลกระทบหลายเรื่องในปี 2568 ทำให้ไตรมาสที่ 2 อัตราการเข้าพักตกไปค่อนข้างมาก กว่าจะตั้งหลักได้ก็ไตรมาสที่ 3 และปลายปีนี้น่าจะคึกคัก มีอัตราการเข้าพักเกิน 90% แม้ว่านักท่องเที่ยวชาวจีนจะลดลง แต่ยังมีนักเที่ยวระยะไกล ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังซื้อสูงจากยุโรปเข้ามาเพิ่ม ส่งผลบวกต่อตลาดโรงแรมระดับ 4-5 ดาวในทำเลศักยภาพยังมีอัตราการเข้าพักและราคาค่าห้องยังปรับตัวสูงขึ้นและมองว่าในปี 2569 การท่องเที่ยวของไทยน่าจะดีกว่าปี 2568 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
“ปัจจัยสำคัญต่อการท่องเที่ยว คือ ความปลอดภัยและสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งประเทศไทยมีเสน่ห์ สิ่งเหล่านี้ต้องมีความปลอดภัยเข้ามาร่วมด้วย รวมถึงสตรีทฟู้ด ต้องสะอาด เพื่อให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาประทับใจและบอกต่อว่าประเทศไทยอาหารการกินสะอาด อร่อย มีความปลอดภัย อย่าไปทำร้ายตัวเอง จึงอยากให้รัฐบาลส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยมากยิ่งขึ้น”
●ชะลอลงทุน‘เทอร์มินอล21’
จากธุรกิจโรงแรม “สุวรรณา” อัพเดตแผนลงทุนศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 อีกหนึ่งธุรกิจในเครือว่า หลังเปิดเทอร์มินอล 21 พระราม 3 แล้ว ยังไม่มีแผนลงทุนโครงการใหม่ เนื่องจากมองว่าแลนด์สเคปศูนย์การค้าเปลี่ยนไปมากหลังโควิด แต่ได้ตั้งงบ 300-500 ล้านบาท สำหรับปรับปรุงศูนย์การค้าเดิมให้ทันสมัยมากขึ้น ตอนนี้เริ่มปรับปรุงเทอร์มินอล 21 อโศกแล้ว เพื่อเพิ่มทราฟฟิกจากปัจจุบัน 30,000 คนต่อวัน
ส่วนเทอร์มินอล 21 พระราม 3 เปิดมา 3 ปี ตอนนี้เริ่มเข้าใจตลาดและลูกค้าโซนนั้น โดยที่ผ่านมาได้ปรับเปลี่ยนร้านค้าให้ตรงกลุ่มลูกค้า เช่น ครอบครัว ซีเนียร์ พนักงานออฟฟิศ เป็นปกติที่ศูนย์การค้าเปิดใหม่ อาจมีความเปลี่ยนแปลงไม่เป็นไปตามที่เราคิดบ้างสัก 10-20% ก็ต้องปรับเพื่อให้ศูนย์สมบูรณ์แบบ รองรับคนในพื้นที่และนอกพื้นที่มากยิ่งขึ้น ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะยังไม่มีระบบขนส่งมวลชนไปถึง แต่เราสร้างท่าเรือเพิ่มแล้ว เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ปัจจุบันทราฟฟิกวันหยุดอยู่ที่ 20,000 กว่าคนต่อวัน และวันธรรมดาอยู่ที่ 10,000 กว่าคนต่อวัน ยังต่ำจากที่ประมาณการไว้ 30,000 คนต่อวัน

