หน้าแรก เศรษฐกิจ นักวิชาการ ศก...

นักวิชาการ ศก.ชี้คุม ค้าทองออนไลน์ ไม่แก้บาทแข็ง แนะทำ 5 ข้อ ลุยแก๊งฟอกเงิน-สแกมเมอร์

25.12.25 | 06:01 น.

นักวิชาการ ศก.ชี้คุม ค้าทองออนไลน์ ไม่แก้บาทแข็ง แนะทำ 5 ข้อ ลุยแก๊งฟอกเงิน-สแกมเมอร์

นายอัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยบทวิเคราะห์รัฐแก้เงินบาทแข็งค่า จัดการซื้อขายทองคำ เกาถูกที่คันหรือไม่ ว่า ปี 2568 ค่าเงินบาทไทยต่อดอลลาร์กลับมาแข็งค่าอีกครั้ง หลังเคยแข็งค่าปี 2564 และปี 2568 บาทแข็งค่ามากสุดรอบ 4 ปี ซึ่งจากเดือนมกราคม 2568 อยู่ที่ 33.7 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าเป็น 31.1 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในเดือนธันวาคมนี้ หรือแข็งค่าแล้ว 6.8% เทียบปีก่อน และเทียบในอาเซียน เงินบาทไทยแข็งค่ามากสุด 7.7% รองลงมาคือ เงินรูเปียห์ (อินโดนีเซีย) แข็งค่า 3.2% เงินด่อง (เวียดนาม) แข็งค่า 2.5% ขณะที่มาเลเซีย อ่อนค่า 9% ฟิลิปฟินส์ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งสาเหตุเงินบาทแข็งค่าในปี 2568 ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า จากลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง รวม 0.75% ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเพิ่มขึ้นจาก 149,627 ล้านบาท เป็น 378,639 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 153% และเงินทุนไหลที่ไม่สามารถตรวจสอบและผิดปกติได้เข้าประเทศไทย

นายอัทธ์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการเก็บภาษีเฉพาะทองคำออนไลน์ จะสกัดเงินบาทแข็งค่าได้เล็กน้อย และเกาไม่ถูกที่คัน โดยปัจจุบันการซื้อขายออนไลน์ในไทย มี 3 แพลมฟอร์มหลัก คือ 1.ซื้อขายทองคำจริง (ผ่านแอพพลิเคชั่นธนาคาร/ร้านทอง) 2.การเทรดเก็งกำไรส่วนต่างราคา (เน้นกำไรจากราคา ไม่ต้องรับทองจริง) และ 3.การลงทุนในตราสารอนุพันธ์ทองคำ (Gold Futures/Online Futures) ซึ่งการเก็บภาษีเฉพาะทองคำซื้อขายออนไลน์ จะกระทบ 1.ผู้ซื้อรายย่อยรับภาษีไปเต็มๆ ปกติการซื้อขายทองคำบนออนไลน์ทั้ง 3 รูปแบบ ตัวแทนที่ดำเนินกิจกรรมธุรกิจทองคำออนไลน์ เก็บค่าธรรมเนียบกับนักลงทุนหรือคนทั่วไปอยู่แล้ว หากมีการเก็บภาษีเฉพาะทองคำเพิ่ม กระทบผู้ซื้อรายย่อยมากกว่า เพราะมีเงินน้อย ในขณะที่ผู้ซื้อรายใหญ่กระทบน้อยกว่าเพราะมีเงินเยอะ 2.สกัดเงินบาทแข็งได้ไม่มาก การเก็บภาษีเฉพาะทองคำในธุรกิจออนไลน์ เป็นยาบรรเทา ไม่ใช่ยารักษาให้หายขาด เพราะส่งผลต่อการซื้อขายทองคำบนออนไลน์น้อย กลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ที่ซื้อขายในวงเงินที่สูง การเสียภาษีเพิ่มขึ้น นักลงทุนเหล่านี้มองว่ายังมีกำไรมากอยู่ และยังสามารถเข้ามาซื้อขายทองคำออนไลน์ได้เหมือนเดิม 3.เงินบาทยังคงแข็งค่า เพราะหันไปลงทุนทางอื่นแทน เงินบาทยังคงแข็งค่า เพราะนักลงทุนรายใหญ่ หันไปซื้อคริปโท ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ และตั้งบริษัทแทน การซื้อขายทองคำ เป็น 1 ส่วนในหลายส่วนที่ทำให้เงินบาทแข็ง แต่เมื่อเงินที่ตรวจสอบไม่ได้ สามารถหนีจากลงทุนทองคำไปที่ลงทุนอื่นๆ ยังคงส่งผลกระทบต่อความต้องการเงินบาทแข็งค่าอยู่ดี ธุรกิจซื้อขายทองคำออนไลน์ กรณีนี้เสมือนเป็น แพะ 1 ตัว ในอีกหลายตัว

นายอัทธ์ กล่าวถึงข้อเสนอแนะต่อเงินบาทแข็งค่า ว่า ได้แก่ 1.ส่งเสริมการทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ส่งออก ควรบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินบาทผ่านเครื่องมือทางการเงิน เช่น Forward หรือ Option เพื่อลดความไม่แน่นอนของรายได้และรักษา

ความสามารถในการแข่งขันด้านราคา 2.หาสาเหตุการแข็งค่าที่แท้จริงของเงินบาทอย่างจริงจัง ควรติดตามการแข็งค่าของเงินบาทอย่างต่อเนื่อง โดยแยกแยะให้ชัดเจนว่าเป็นผลจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยหรือเป็นผลจาก กระแสเงินทุนไหลเข้าระยะสั้นที่ผิดปกติ เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการได้ตรงจุดและทันท่วงที 3.แทรกแซงเพื่อลดความได้เปรียบเสียเปรียบด้านค่าเงินในภูมิภาค ควรพิจารณาแทรกแซงค่าเงินบาทในลักษณะ ลดความผันผวนและชะลอการแข็งค่าไม่ให้เงินบาทแข็งค่ามากกว่าสกุลเงินของประเทศในอาเซียนอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกไทยในตลาดโลก

Advertisement

นายอัทธ์ กล่าวว่า 4.ติดตามเส้นทางการลงทุนในธุรกิจเสี่ยงฟอกเงิน เงินทุนที่ไหลเข้ามาในประเทศที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ สามารถเข้าไปลงทุนใน 4 ทาง คือ ซื้อทองคำ ซื้อคริปโท ซื้ออสังหาริมทรัพย์ และจัดตั้งบริษัทนอมินี รัฐบาลต้องไปตรวจสอบเส้นทางเงินเหล่านี้ว่ามาอย่างไร และ 5.กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน แก๊งสแกมเมอร์ และการทำธุรกิจ ต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะเงินที่ได้จากธุรกิจเหล่านี้ จะเป็นต้นทางของการเข้าไปซื้อขายในทองคำ คริปโท อสังหาริมทรัพย์ และตั้งบริษัทตัวแทน (นอมินี)