หน้าแรก เศรษฐกิจ กรอ. ไฟเขียวเ...

กรอ. ไฟเขียวเดินเครื่อง ‘โรงเหล็กซินเคอหยวน’ 10 สมาคมฮึดเข้าพบ รมว.อุตฯ คัดค้านอีกรอบ

25.12.25 | 14:53 น.

แรงต้านไร้ผล กรอ.ไฟเขียว ‘โรงเหล็กซินเคอหยวน’ เดินเครื่องรอบใหม่ แจง ไร้เหตุผลรั้งให้ปิดกิจการ แต่จะคุมเข้ม สมอ. ตรวจเหล็กต้องได้มาตรฐานทุกล็อต ขณะที่ 10 สมาคมอุตฯ เหล็ก ยังไม่หมดความพยายาม เข้าพบ รมว. จี้เข้มงวดมาตรฐาน มอก. เตาไอเอฟ ย้ำรัฐบาลต้องยึดความปลอดภัยประชาชนเป็นหลัก

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ได้เข้าตรวจสอบการทดลองเดินเครื่องผลิตเหล็กของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด อ.บ้านค่าย จ.ระยอง เพื่อพิจารณาให้กลับมาเปิดโรงงานอีกครั้ง หลังถูกสั่งปิดให้ปรับปรุงแก้ไขโรงงานจากตั้งแต่ปี 2567 จากเหตุถังแก๊สแอลพีจีระเบิด และได้มีการขยายผลนำเหล็กบางส่วนไปตรวจสอบพบไม่ได้มาตรฐาน ด้วยองค์ประกอบทางเคมีผิดไปจากเกณฑ์ โดยเฉพาะมีธาตุโบรอนเกินกำหนด จึงยึดอายัดเหล็ก 2,690 เส้น และบางล็อตใช้กับโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ถล่มจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว

นอกจากนี้ ยังมีการลักลอบจัดเก็บฝุ่นแดง ซึ่งเป็นวัตถุอันตรายไว้ภายในบริเวณโรงงานจำนวนมากถึง 43,000 ตัน ซึ่งไม่ตรงกับรายงาน แต่ล่าสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ยุติการทำคดีฝุ่นแดงเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากไม่พบการนำเข้า-ส่งออกฝุ่นแดงจากแหล่งอื่น

นายประวิทย์ หอรุ่งเรือง ที่ปรึกษาสมาคมการค้าเหล็กทรงยาวมาตรฐาน เปิดเผยว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมากลุ่ม 10 สมาคมเหล็กไทยได้เข้าพบนายธนกร วังบุญคงชนะ รมว. กระทรวงอุตสาหกรรม อีกครั้ง เพื่อนำเสนอข้อมูลสถานการณ์การใช้กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมเหล็กไทยที่อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงข้อเสนอเชิงโครงสร้างเพื่อแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมในระยะยาว

โดยคาดหวังว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก และใช้มาตรฐานที่ได้รับการปรับปรุงแล้วเป็นเงื่อนไขสำคัญ ก่อนจะอนุญาตให้โรงงานใดกลับมาผลิตอีก และประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับมาตรฐาน มอก. เหล็กเส้นให้ทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น มาตรฐานเหล็กเส้นจีน GB 1499-2024 ซึ่งเป็นมาตรฐานบังคับ กำหนดให้ใช้กระบวนการผลิตจากเตา บีโอเอฟ และ อีเอเอฟ เท่านั้น และกำหนดให้เหล็กเกรดพิเศษสำหรับใช้งานในเขตแผ่นดินไหวต้องผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์จากภายนอก (External Refining)

นายประวิทย์ กล่าวว่า ควรสะท้อนแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก นอกจากนี้ยังควรปรับปรุง มอก. เหล็กเส้นให้ทันต่อบริบทปัจจุบัน เพื่อสกัดเหล็กคุณภาพต่ำออกจากตลาด และเพิ่มเหล็กเกรดที่มีความมั่นใจได้สำหรับการใช้งานที่มีความเสี่ยงสูง เพราะความปลอดภัยของประชาชนไม่ควรถูกนำมาแลกกับต้นทุนที่ต่ำกว่า

Advertisement

“การที่รัฐให้ซินเคอหยวนกลับมาเปิดได้ก็เพราะเขาพยายามปรับปรุงตามคำสั่ง เราไม่แน่ใจว่ารัฐฟังเราหรือไม่ แต่เราเองสนับสนุนให้ภาครัฐดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหล็กเส้นและฝุ่นแดงอย่างรอบคอบและโปร่งใส เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันในการกำกับดูแลอุตสาหกรรม และลดข้อกังวลของสังคมต่อคุณภาพสินค้าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชนในประเด็นมาตรฐานการผลิต” นายประวิทย์ กล่าว

นายประวิทย์ กล่าวอีกว่า สำหรับข้อกล่าวอ้างว่า หากไม่มีการผลิตเหล็กด้วยเตาไอเอฟ จะทำให้ตลาดขาดแคลนเหล็กหรือเกิดการผูกขาดนั้น ยืนยันว่าไม่ใช่ความจริง เพราะตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา หลังมีการสั่งปิดโรงงานไอเอฟที่มีปัญหา ราคาเหล็กเส้นในไตรมาส 4 ปี 2568 เฉลี่ยอยู่ที่ 19.6 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งต่ำกว่าราคาเฉลี่ยในไตรมาส 3 ปีเดียวกันที่ 20.9 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนว่า ตลาดยังคงดำเนินไปตามกลไกปกติ ไม่มีภาวะขาดแคลนหรือราคาพุ่งสูง

นอกจากนี้ โรงงานที่ใช้กระบวนการไอเอฟยังสามารถนำเข้าบิลเลตจากกระบวนการบีโอเอฟ หรือ อีเอเอฟ ซึ่งมีปริมาณเพียงพอในตลาดโลก มารีดเป็นเหล็กเส้นได้ทันที การนำเข้าบิลเลตมาตรฐานเพื่อการรีดเหล็กเส้นถือเป็นรูปแบบธุรกิจปกติในอุตสาหกรรม และไม่จำเป็นต้องปิดกิจการแต่อย่างใด

ทั้งนี้ กลุ่ม 10 สมาคมเหล็กไทย ขอเรียกร้องให้ภาครัฐเข้มงวดในการกำกับดูแลโรงงานเหล็กเส้นที่ใช้กระบวนการไอเอฟ ซึ่งจะขอเปิดดำเนินการ ต้องปฏิบัติตาม มอก. อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะข้อกำหนดด้านวัสดุ กระบวนการผลิต และส่วนประกอบทางเคมี ซึ่งต้องมีกระบวนการทำน้ำเหล็กให้บริสุทธิ์ หรือ กลั่นด้วยเตาปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace-LF) ซึ่งเป็นเทคนิคขั้นพื้นฐานหรือขั้นต่ำที่จำเป็น หรือหากใช้เทคนิคอื่นที่เทียบเท่าหรือดีกว่า ต้องผ่านการพิจารณาและให้ความเห็นชอบจากคณะกรรมการวิชาการของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) ก่อนอนุญาตให้เปิดดำเนินการ

ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า โรงงานใดที่ถูกสั่งให้ปิดปรับปรุงแก้ไขโรงงานให้มีมาตรการความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลแล้ว หรือสินค้าที่นำไปส่งตรวจผ่านการรับรองตามมาตรฐาน โรงงานนั้นสามารถเปิดดำเนินการ จึงไม่มีเหตุผลที่ต้องรั้งให้ต้องปิดกิจการตามคำสั่งต่อไปอีก แต่ในบางรายอาจเป็นแบบมีข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้น เช่น มีการควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) โดยที่เหล็กทุกลอตจะต้องถูกส่งตรวจ เพื่อให้มั่นใจว่าเหล็กที่ผลิตได้มาตรฐาน

แหล่งที่มา: ประชาชาติธุรกิจ