ครั้งแรกกับการเดินทางไปยัง “ประเทศอินเดีย” มหาอำนาจทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 4 ของโลก
ทริปจัดขึ้นโดยบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี มี “พิทยา วรปัญญาสกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเคทีซี นำทัพพาคณะสื่อมวลชนหลายสิบชีวิตบินลัดฟ้าสัมผัสประสบการณ์ ณ ดินแดนภารตะ ระหว่างวันที่ 11-17 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

นอกจากจะเป็นทริปแรกในชีวิตแล้ว ยังเป็นครั้งแรกกับการท่องเที่ยวชมอารยธรรมที่เลื่องชื่อของอินเดียใต้ ด้วยรถไฟมหารานี ของการรถไฟประเทศอินเดีย ที่เนรมิตขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวของประเทศ และสร้างความตื่นตาให้นักท่องเที่ยวทั่วโลก
หลังเช็กเอาต์จากโรงแรมใน “บังกาลอร์” เมืองหลวงแห่งรัฐกรณาฎกะ เมืองที่ได้รับฉายาว่า “ซิลิคอนวัลเลย์แห่งอินเดีย” คณะกระโดดขึ้นรถบัส เพื่อออกเดินทางสู่สถานีรถไฟ เป้าหมายคือ The Golden Chariot Luxury Train รถไฟขบวนหรูมหารานี มุ่งหน้าสู่ “ไมซอร์” เมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่ “สะอาดที่สุด” ในอินเดีย

ขบวนรถไฟมีกว่า 10 โบกี้ รับได้กว่า 60 คน พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าบาร์เครื่องดื่ม ห้องอาหาร พนักงานต้อนรับและบริการต่างๆ ตลอดการเดินทาง
ในแต่ละขบวนจะมีชื่อเรียกตามชื่อราชวงศ์ และมีความเป็นส่วนตัว เนื่องจากใน 1 ขบวน จะมีเพียง 4 ห้องนอนเท่านั้น แต่ละห้องจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกไม่ต่างจากห้องพักในโรงแรม ทั้งห้องน้ำ ทีวี อินเตอร์เน็ต พร้อมด้วยบัตเลอร์ที่สามารถเรียกใช้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง
และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของทริป 3 วัน 3 คืน ที่ใช้ชีวิต กิน เที่ยวตามเส้นทางรถไฟมหารานี
จาก “บังกาลอร์” เราใช้เวลาเดินทางไปยัง “สถานีเมืองไมซอร์” ร่วม 4 ชั่วโมง ถึงจุดหมายปลายทาง ในระหว่างวันจะมีอาหารไว้บริการ

หลังรถไฟเข้าจอดที่สถานีและชมการแสดงที่การรถไฟอินเดียจัดไว้ให้แล้ว ทางคณะขึ้นรถบัสมุ่งหน้าไปยัง “พระราชวังไมซอร์” สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับสองรองจาก “ทัชมาฮาล” ซึ่งพระราชวังไมซอร์ หรือพระราชวังแห่งมหาราชา ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมือง
นับเป็นพระราชวังที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากแห่งหนึ่งของอินเดีย กษัตริย์ของราชวงศ์วาดิยาร์ทรงสั่งให้สร้างพระราชวังแห่งนี้ขึ้นในศตวรรษที่ 14 แต่ถูกรื้อถอนและสร้างขึ้นใหม่หลายครั้ง ถูกไฟไหม้ในปี ค.ศ.1897 ราชวงศ์ได้มอบหมายให้ลอร์ดเฮนรี่ เออร์วิน สถาปนิกชาวอังกฤษออกแบบก่อสร้างพระราชวังใหม่
โดยให้ผสมผสานสถาปัตยกรรมหลากหลายรูปแบบไว้ด้วยกัน ซึ่งเป็นอาคารปัจจุบัน สร้างเสร็จในปี ค.ศ.1912 เป็นอาคารหิน 3 ชั้น ที่ทำจากหินแกรนิตสีเทาชั้นดีและโดมหินอ่อน สีชมพูเข้ม มีซุ้มที่มีส่วนโค้งขนาดใหญ่หลายเสารองรับด้วยเสาสูงพระราชวังเป็นที่ตั้งของห้องประชุมขนาดใหญ่และหรูหรา 2 ห้อง ที่เรียกว่า Durbars ภายในตกแต่งอย่างหรูหราด้วยกระจกสี ประตูไม้แกะสลัก พื้นกระเบื้องโมเสค

หลังเต็มอิ่มกับการชมความงามของพระราชวังไมซอร์ แวะชมวิถีชีวิตและการค้าตลาดอินเดียท้องถิ่น ก่อนกลับมาทานอาหารเย็นและค้างคืนที่รถไฟ
วันรุ่งขึ้น หลังทานอาหารเช้าบนรถไฟ คณะขึ้นรถบัส มุ่งหน้าจากสถานีรถไฟไปยัง “เมืองศรีรังปัฎฎณะ” ดินแดนโบราณ อยู่ห่างจากเมืองไมซอร์ไม่มาก ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อชม “พระราชวังฤดูร้อน” ของสุลต่านทิปูหรือ Summer Palace ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1778-1784
ตัวพระราชวัง สร้างขึ้นด้วยไม้ทั้งหลัง พื้นที่ภายในไม่ว่าจะเป็นระเบียง เสา และผนังกำแพง มีภาพเขียนสีเฟรสโกในสไตล์ไมซอร์ วาดไว้อย่างสวยงาม และชมวิหารศรีรังนาถสวามี เป็นต้นกำเนิดชื่อของเมืองนี้ และเป็นวิหารศูนย์กลางของเมือง ทั้งยังเป็นวิหารหลักของศาสนาฮินดู นิกายไวษณวะที่นับถือพระวิษณุเป็นเทพสูงสุด ปัจจุบันบางส่วนกำลังปิดรีโนเวต
หลังชมสถาปัตยกรรม มีเวลาเดินชิลตลาดที่มีสินค้าขายหลากหลาย จิปาถะ เรียกว่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้เมืองไทย ก่อนเดินทางกลับมาที่สถานี ทานข้าวเย็นบนรถไฟ พร้อมกับเตรียมตัวเพื่อเดินทางไปยังเมือง “ฮอสเปต” อีกหนึ่งเมืองไฮไลต์ของอินเดียใต้

“เมืองฮอสเปต” เป็นหนึ่งในเมืองอุตสาหกรรมที่ใหญ่และเจริญที่สุดในรัฐกรณาฎกะ และยังเปรียบเสมือนประตูสู่เมืองโบราณฮัมปิ ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก
ขบวนรถไฟเคลื่อนออกจากสถานีเวลา 21.30 น. เพื่อให้ไปถึงอีกเมืองในเช้าตรู่ของวันถัดไป ด้วยความที่รถไฟวิ่งตลอดทั้งคืน และเส้นทางที่อาจจะคดเคี้ยว อาจจะทำให้คนที่ไม่คุ้นชิน อาจจะนอนหลับไม่สนิท
หลังทำภารกิจเสร็จ คณะลงจากรถไฟ เพื่อขึ้นรถบัสไปเที่ยวอาณาจักร “วิชัยนคร” โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง
สำหรับฮัมปิ หรือฮัมเป (Hampe) หรือเรียกว่า กลุ่มอนุสรณ์สถานที่ฮัมปินั้น คำว่า “ฮัมปิ” มาจากภาษากันนาดาเก่า “ปัมปา” (Pampa) แปลว่า “ใหญ่” หรือ “ยิ่งใหญ่”
ในศตวรรษที่ 14 บันทึกเหตุการณ์ของนักเดินทางชาวเปอร์เซียและยุโรปโดยเฉพาะชาวโปรตุเกสระบุว่า “ฮัมปิ” เป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมั่งคั่ง และยิ่งใหญ่ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำตุงคภัทร ในเมืองเต็มไปด้วยวิหาร บ้านเรือน
ในช่วงปี ค.ศ.1500 ถือว่า “ฮัมปิวิชัยนคร” เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับสอง ในบรรดาเมืองยุคกลาง เป็นรองเพียงปักกิ่ง และเป็นไปได้ว่าเป็นเมืองที่ร่ำรวยที่สุดในอินเดียในยุคนั้น มีทั้งผู้ค้าจากเปอร์เซียและโปรตุเกส

จากเรื่องเล่าระบุว่า จักรวรรดิวิชัยนครสิ้นสุดลง หลังพ่ายแพ้ภายหลังการปะทะกับรัฐสุลต่านมุสลิม ฮัมปิถูกยึดครองทุบทำลายและลักเอาของมีค่าไป โดยกองทัพของสุลต่านในปี ค.ศ.1565 หลังจากนั้นก็อยู่ในสภาพเป็นซากปรักหักพังมาโดยตลอด
ซากปรักหักพังกินพื้นที่มากกว่า 4,100 เฮกตาร์ ยูเนสโกยกย่องให้ฮัมปิเป็น “แหล่งที่ขึงขังและยิ่งใหญ่” อาณาจักรฮินดูอันยิ่งใหญ่อาณาจักรสุดท้ายของอินเดียใต้ ซึ่งประกอบไปด้วยป้อมปราการ พื้นที่ริมแม่น้ำ ศาล หมู่อาคาร ศาสนสถาน เทวาลัย มณฑป อนุสาวรีย์และสิ่งก่อสร้างอื่นๆ
“ฮัมปิ” มีอายุเก่าแก่กว่าอาณาจักรวิชัยนคร มีหลักฐานแสดงในจารึกยุคพระเจ้าอโศกมหาราชและมีปรากฏในรามายณะ และบรรดาปุราณะในศาสนาฮินดูด้วยชื่อปับปา (ปารวตี) เทวีตีรถะเกษตร ปัจจุบันยังคงมีความสำคัญในทางศาสนา เช่น วิรูปักษ์มณเฑียร ซึ่งเป็นเทวาลัยของอาทิศังการะ และยังคงมีผู้เข้ามาสักการะรวมถึงมีพิธีกรรมอยู่ตลอด
ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นมรดกโลก ด้วยมีสถาปัตยกรรมที่มีความงดงาม และความเก่าแก่ของศิลปะแบบดราวิเดียน อย่างซากโบราณสถาน พระราชวังและวัดต่างๆ เทวาลัยวิรุฬปักษ์ เทวาลัยศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาศิวะ มหาเทพแห่งการทำลายของศาสนาฮินดู

ภายในอาณาเขตวัดแห่งนี้มีสถูปที่มีความสูงกว่า 49 เมตร ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังอื่นๆ ไฮไลต์คือ ราชรถทองคำที่แกะสลักจากหินแกรนิตถือว่าเป็นแลนด์มาร์กที่นักท่องเที่ยวต้องมาถ่ายรูปด้วย
วันรุ่งขึ้นเช็กเอาต์ออกจากรถไฟ กลับมาขึ้นรถบัสออกเดินทางกลับไปเมือง “บังกาลอร์” เพื่อชมวัดศรีคงคามเทวี และวัดศรีทักษินาบูชา นันตี ตีรธา กัลยาฯ เศตรา ซึ่งเป็นวัดที่สร้างขึ้นเพื่อบูชาพระแม่คงคา เทวีแห่งความบริสุทธิ์ ซึ่งชาวฮินดูเชื่อว่าพระแม่ทรงชำระล้างบาปและให้ชีวิตแก่มนุษย์
ตัววัดสร้างตามสถาปัตยกรรมแบบอินเดียใต้และยังเป็นวัดที่มีอายุเก่าแก่กว่า 400 ปี โดยในอดีตได้ถูกปล่อยร้างและจมอยู่ใต้ดิน เนื่องจากตัววัดถูกสร้างอยู่ระดับต่ำกว่าพื้นดิน แต่ช่วงปี ค.ศ.1997 ได้รับการค้นพบและบูรณะขึ้นมาใหม่ โดยวัดนี้สร้างขึ้นเพื่อบูชาพระศิวะ โดยมีศิวลึงค์เป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาที่ใช้แทนพระองค์
ปิดท้ายทริปที่ “พระราชวังบังกาลอร์” ซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1878 เป็นพระราชวังที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากพระราชวังวินเซอร์ของอังกฤษ ภายในตกแต่งสไตล์
ทิวดอร์อังกฤษผสมผสานกับสกอตติชโกธิคได้อย่างลงตัวกับรูปแบบของอินเดีย

ตกแต่งภายในด้วยการแกะสลักไม้อันวิจิตร ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่บันไดวนที่เชื่อมต่อไปยังชั้นบนลวดลายดอกไม้ และภาพวาดบนเพดาน และเฟอร์นิเจอร์แบบนีโอคลาสสิก
แม้ปัจจุบันโครงสร้างบางส่วนจะเริ่มเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา หากแต่ยังคงหลงเหลือร่องรอยของความสวยงามโดยเฉพาะห้องโถงที่มองดูแล้วพอจะนึกภาพได้เลยว่า ครั้งหนึ่งเคยทำหน้าที่เป็นสถานที่จัดเลี้ยงสุดแสนอลังการ
ถือเป็นเส้นทางท่องเที่ยวทางรถไฟที่น่าสนใจไม่น้อย และในอนาคตเชื่อว่าน่าจะเป็นอีกหมุดหมายของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้ ซึ่งรวมถึงจากประเทศไทยด้วย
จากข้อมูลของ “เคทีซี” ซึ่งสะท้อนจากพฤติกรรมของลูกค้าที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตกับการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ พบว่าใน 5 ลำดับแรก ประกอบด้วย ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง จีน และสหรัฐอเมริกา
ขณะที่ “อินเดีย” ทางเคทีซีมองว่า น่าจะยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะในการทำตลาดและขยายกลุ่มลูกค้าให้กว้างมากขึ้น
ประเสริฐ จารึก

