หน้าแรก เศรษฐกิจ เคาต์ดาวน์ ถ....

เคาต์ดาวน์ ถ.ข้าวสาร ส่อเงียบ ยอดจองวูบ 30% เพิ่มตรวจเข้มสกัดเหตุร้าย ต่างชาติหันเที่ยวปท.คู่แข่ง

28.12.25 | 16:33 น.

ผู้ประกอบการ ถ.ข้าวสาร ชี้เคาต์ดาวน์ส่อเงียบ ยอดจองวูบ 30 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มตรวจเข้มสกัดเหตุร้าย ต่างชาติหันหัวเที่ยวปท.คู่แข่ง

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม นายสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร เปิดเผย ‘มติชน’ ว่า บรรยากาศเข้าเทศกาลปีใหม่ 2569 สัปดาห์สุดท้ายของปี 2568 ไม่ได้คึกคักเท่าปี 2568 โดยยอดจองเข้าพักโรงแรมในถนนข้าวสาร และพื้นที่ใกล้เคียงของนักท่องเที่ยว ปกติทุกปีตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมจะมีอัตราจองเพื่อเข้าพักคืนก่อนปีใหม่เกือบเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ปีนี้อัตราจองเข้าพักแค่ 70-80 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่แย่สุด หลังจากเริ่มฟื้นตัวหลังโควิด-19คลี่คลาย และส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ตั้งใจเดินทางมาฉลองเคาต์ดาวน์คืนส่งท้าย 31 ธันวาคมที่ประเทศไทย ส่วนคนไทยกำลังซื้อหายไปเกือบหมดตั้งแต่เข้าไตรมาส 4 ปีนี้ ร้านค้าเล็กๆในถนนข้าวสารอยู่ได้เพราะมีโครงการคนละครึ่งพลัสช่วยพยุงยอดขายตอนนี้เงินคนละครึ่งพลัสใช้กันหมดแล้ว บรรยากาศจึงกลับมาเงียบอีกครั้ง

สำหรับกิจกรรมนับถอยหลังเคาต์ดาวน์บนถนนข้าวสาร จะเริ่มตั้งแต่เวลา 19.00 น.ของวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ถึง 01.00 น. ของวันที่ 1 มกราคม 2569 ตลอดช่วงเวลานั้นจะมีการแสดงแบบไทยๆ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ และคนไทยเข้ามาหมุนเวียนในคืนเคาต์ดาวน์ประมาณ 20,000 คน และเงินใช้จ่าย 20-30 ล้านบาท หากเทียบกับปีก่อนๆ ถือว่าเป็นตัวเลขที่ลดลงกว่าครึ่ง จากทุกปีจะมีเงินสะพัดอย่างน้อย 50 ล้านบาท

“เคาต์ดาวน์ปีนี้ เราจะเพิ่มความเข้มงวดตรวจคนเข้ามาถนนข้าวสารมากเป็นพิเศษ โดยเพิ่มการอบรมเพิ่มการสังเกตกลุ่มคนต่างด้าวประเทศเพื่อนบ้าน ที่ยังทำงาน และพักอาศัยในไทย เพื่อป้องกันความปลอดภัยและเหตุการณ์ร้ายที่อาจเกิดขึ้น พร้อมเพิ่มกล้องวงจรปิด และเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย รวมถึงเข้มงวดห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้กับนักท่องเที่ยวไทย และต่างชาติที่มีอาการมึนเมาหนัก” นายสง่า กล่าว

นายสง่า กล่าวว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อบรรยากาศฉลองเคาต์ดาวน์ และเที่ยวปีใหม่ปีนี้ คือ สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ได้สร้างความกังวลให้ต่างชาติไปประเทศอื่นแทนไทย เช่น ญี่ปุ่น เวียดนาม หรือ จีน ซึ่งคนไทยที่มีรายได้สูงก็ไปเที่ยวประเทศในเอเชียแทนเที่ยวไทยกันมากขึ้น โดยเฉพาะญี่ปุ่น ที่ค่าเงินเยนถูกลงมาก หรือ จีน ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าเที่ยวทะเลในไทย เช่น ช่วงเวลาเดียวกัน การบินเที่ยวจีนค่าตั๋วและที่พักประมาณหมื่นกว่าบาท แต่บินเที่ยวและพักที่ จ.ภูเก็ต ราคาเกิน 2 หมื่นบาท ยิ่งกดดันให้บรรยากาศเดินทางและเที่ยวไทยเงียบกว่าปีก่อนมาก รวมถึงหลายสถานการณ์ทั้งการเมืองในประเทศที่กำลังเลือกตั้ง เศรษฐกิจในประเทศนอกประเทศยังไม่ฟื้นตัว และความไม่มั่นใจต่อรายได้ในอนาคต ทำให้คนประหยัดเงินใช้จ่ายเพิ่มกว่าภาวะปกติ อย่างน้อยก็ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ที่หายไปจากโอกาสการค้าที่ควรเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้

“การจะฟื้นบรรยากาศเที่ยวไทย และเดินทางของคนไทย จะเร่งสะสางเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ตอนนี้ตกลงว่าจะไม่มีการยิง แต่ยังมองว่ากัมพูชาจะไม่มีการหยุดยิงแบบถาวร ตราบใดที่ยังมองในเรื่องผลประโยชน์ และการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ทางทะเลและทางบก ดังนั้น การจะหยุดยิงในช่วงนี้ ไม่ได้มีผลอะไรต่อการเดินทางของคนต่างชาติ เพราะพวกเขาได้วางแผน และจองเดินทางไว้หมดแล้ว หากมีการตกลงหยุดยิงได้ตั้งแต่ก่อนธันวาคม ก็มีโอกาสที่ต่างชาติจะจองเดินทางมาเที่ยวไทยมากกว่านี้ ตอนนี้เหลือเวลาแค่ 2 วันก่อนเข้าปีใหม่ ทำอะไรไม่ได้มากแล้ว” นายสง่า กล่าวทิ้งท้าย

Advertisement