หน้าแรก เศรษฐกิจ สังสรรค์ปีใหม...

สังสรรค์ปีใหม่เริ่มแล้ว เพิ่มเวลาห้ามขาย ดันขายสุรา-เบียร์ โตพรวด 30% ธุรกิจลุ้นรบ.ใหม่ ปลดล็อกถาวร

30.12.25 | 17:46 น.

สังสรรค์ปีใหม่เริ่มแล้ว เพิ่มเวลาห้ามขาย ดันขายสุรา-เบียร์โตพรวด 30% ธุรกิจระดมเสียงจ่อรัฐบาลใหม่ปลดล็อกถาวร

นายสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจถนนข้าวสาร เปิดเผยว่า หลังคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปลดล็อกให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใหม่ได้แล้ว ช่วงเวลา 14.00-17.00 น. เป็นระยะเวลา 180 วัน เริ่มวันที่ 3 ธันวาคม 2568 และสิ้นสุดเดือนพฤษภาคม 2569 พร้อมขยายเวลานั่งดื่มในร้านต่อ 1 ชั่วโมง ก่อนประเมินผลในทุกมิติ นั้น

เป็นการยกเลิกในช่วงที่เหมาะสม เนื่องจากในเดือนธันวาคม เข้าเทศกาลหยุดยาว เพื่อเดินทางหรือท่องเที่ยวฉลองปีใหม่ของคนทั่วโลก และเป็นการเพิ่มโอกาสการค้าภาคบริการและท่องเที่ยวของไทย ซึ่งหลังขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปรากฏว่า ยอดขายร้านอาหาร หรือสถานที่หรือบริเวณที่จัดบริการเพื่อให้มีการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม มีรายได้ฟื้นตัวและเพิ่มขึ้นจากก่อนหน้า 20-30% เป็นการสร้างความสบายใจทั้งผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวที่นิยมการพักผ่อนและดื่มกินในเวลาดังกล่าว

ด้วยก่อนหน้านี้มีความเข้าใจคาดเคลื่อนกรณี พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ที่มีผลบังคับใช้ทั่วประเทศเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หนึ่งในบทบัญญัติที่ทำให้เกิดข้อถกเถียงในหมู่คนขาย-นักดื่ม คือ การกำหนดบทลงโทษแก่ผู้บริโภคที่นั่งดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่เชิงพาณิชย์ในช่วงเวลาที่ห้ามขาย และมีกำหนดโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ทำให้เกิดความวิตกและหลายประเทศออกหนังสือเตือนนักท่องเที่ยวของประเทศตนที่จะเดินทางมากินเที่ยวในไทย แต่เมื่อปลดล็อกเวลาห้ามขายและขยายเวลานั่งดื่มได้อีก 1 ชั่วโมง ทำให้ความกังวลการกินดื่มช่วงเทศกาลปีใหม่นี้หายไป และเชื่อว่าบรรยากาศมาเที่ยวไทยจะคึกคักต่อเนื่องช่วงหยุดยาว ทั้งช่วงตรุษจีนและสงกรานต์

นายสง่ากล่าวว่า ขณะนี้สมาคมและเครือข่ายภาคบริการและท่องเที่ยว กำลังอยู่ระหว่างรวบรวมข้อเสนอถึงพรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่ เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าในภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประกอบด้วย 1.ปลดล็อกเวลาห้ามขายถาวร 14.00-17.00 น. เบื้องต้นพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าช่วยกระตุ้นใช้จ่ายและการท่องเที่ยว 2.กำหนดระเบียบใบอนุญาตประกอบการในเรื่องระยะเวลาเปิด-ปิดการให้บริการ เช่น ใบอนุญาตกำหนดช่วงเปิด-ปิด อย่างไม่เกิน 24.00 น. หรือไม่เกิน 02.00 น. หรือ 04.00 น. หรือ เปิดโต้รุ่ง โดยรัฐสามารถจัดเก็บภาษีจากการจดทะเบียนและต่ออายุใบอนุญาตเป็นรายปี เป็นต้น

Advertisement

นายสง่ากล่าวว่า 3.ทบทวนการเพิ่มพื้นที่และจำนวนใบอนุญาตให้สถานบริการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งตลอด 20 ปีที่ผ่านมา การออกใบอนุญาตจำกัดจำนวนอย่างสูงและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้ เรื่องใบอนุญาตจะเป็นการลดปัญหาเรื่องเรียกร้องเงินจากกลุ่มใต้โต๊ะและใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม ลดการผูกขาดในพื้นที่และกลุ่มมีอิทธิพล อีกทั้งรองรับการเปิดกว้างในธุรกิจสุราชุมชนที่รัฐบาลก็ให้การสนับสนุนภูมิปัญหาชาวบ้านของไทย ให้สามารถแข่งขันได้กับเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ และ 4.ทบทวนเรื่องการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีประเด็นเรื่องการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยรัฐและเอกชนต้องร่วมกันหารือกำหนดกรอบการดูแลที่อาจส่งผลต่อภาคสังคม เช่น ห้ามการเข้าถึงของเยาวชน เป็นต้น

นายสง่ากล่าวว่า ในปี 2569 ยังมีการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมาคมยังได้จัดทำข้อเสนอถึงผู้ว่าฯคนใหม่ ให้เพิ่มการวัดผลประสิทธิภาพการทำงาน(KPI) ของผู้อำนวยการเขต (ผอ.เขต) โดยจัดจากผลงานที่สามารถพัฒนาและขับเคลื่อนการเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนเขตนั้นๆ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นรายได้ของผู้ประกอบการภายในเขตของตน เป็นการสร้างการแข่งขันและพัฒนาพื้นที่ในเขตได้เกิดบรรยากาศความคึกคัก เช่น กำหนดแผนสร้างบรรยากาศหรือขยายพื้นที่จัดกิจกรรม อย่างถนนข้าวสาร ก็สามารถเชื่อมต่อไปบริเวณบางลำภู ให้เป็นกิจกรรมเดียวกัน เป็นต้น

“ส่วนการเลือกตั้งใหญ่ ผู้ประกอบการนโยบายรายพรรคที่ประกาศออกมาว่า ยังไม่มีพรรคใดให้ความสำคัญและมีแผนรูปธรรมในการกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้า และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งยังไม่เห็นความชัดเจนพิเศษจากพรรคการเมืองใด ซึ่งนโยบายที่แต่ละพรรคประกาศออกมาช่วงนี้ ผมยังมองว่ามีความใกล้เคียงและยังเหมือนเดิมๆ คงต้องรอดูองค์ประกอบของทีมงานบริหารรายกระทรวงต่อไป” นายสง่ากล่าว