หน้าแรก เศรษฐกิจ นักธุรกิจเปิด...

นักธุรกิจเปิดสเปก รัฐบาลใหม่ที่อยากได้ มอง ‘เศรษฐกิจ-ปากท้อง’ ต้องมาก่อนการเมือง

31.12.25 | 13:47 น.

นักธุรกิจเปิดสเปก รัฐบาลใหม่ที่อยากได้ มอง ‘เศรษฐกิจ-ปากท้อง’ ต้องมาก่อนการเมือง

สัญญาณเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังคงเป็นที่ “เหนื่อย” ต่อเนื่องจากปี 2568 ทำให้สปอร์ตไลต์ ฉายส่องไปยังการเปลี่ยนผ่าน “การเมือง” ที่จะผลัดใบสู่ “รัฐบาลใหม่” ที่กำลังจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพราะเป็นสิ่งที่ “ภาคธุรกิจ” คาดหวัง และอยากจะเห็นการดึงมืออาชีพเข้ามาร่วมรัฐนาวา พลิกฟื้นความเชื่อมั่นและวิกฤตเศรษฐกิจไทย

หลังเห็น โมเดลพรรคภูมิใจไทย ซึ่งดึง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เข้าร่วมดรีมทีมรัฐบาลขับเคลื่อนเศษฐกิจของประเทศ แม้จะแค่ 4 เดือน แต่ก็มีเสียงสะท้อนวงกว้างทำงานเร็ว-เข้าตา-จับต้องได้

เสียงสะท้อนจากผู้บริหารรุ่นใหม่ พันธ์ พะเนียงเวทย์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยเพรซิเด้นท์ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรา “มาม่า” มองว่า สำหรับรัฐบาลในฝัน ตนอยากได้รัฐบาลที่จริงใจในการบริหารประเทศให้ดี และเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ถ้าทำได้เชื่อว่าจะสามารถรักษาอำนาจในการบริหารประเทศได้ครบ 4 ปี นอกจากนี้อยากเห็นการคัดผู้มารับตำแหน่งกระทรวงหลักๆ โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ โดยขอให้เลือกคนที่ถูกฝา ถูกตัว ไม่ว่าจะเป็นคนนอกมืออาชีพหรือฝ่ายการเมืองก็ได้

“ไม่อยากให้ใช้หลักคิดคณิตศาสตร์แบ่งสรรโควต้ามาเป็นตัวตั้ง จนผิดฝา ผิดตัว ทำให้ไม่เกิดความแตกต่าง เพราะถ้าสุดท้ายเป็นแบบนั้น คนจะขาดความเชื่อมั่นและไม่มีความหวัง ขณะที่นโนบายอยากให้จัดลำดับความสำคัญเพื่อเดินหน้าแก้ปัญหา โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากเติมเงินในมือประชาชนแล้ว ต้องเร่งแก้เรื่องกฎมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ รวมถึงคุมเข้มเงินไหลออกนอกประเทศ” พันธ์กล่าว

Advertisement

ด้านภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อิสระ บุญยัง นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ระบุสเปกรัฐบาลใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลจากขั้วเก่าหรือขั้วใหม่ อยากให้ฟังเสียงของประชาชนเป็นหลัก เพื่อคัดผู้ที่จะมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศในภาวะที่บอบช้ำหนัก ด้วยการดึงคนนอกที่เป็นคนรุ่นใหม่ มากฝีมือ มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญและเข้าใจเศรษฐกิจเข้ามาร่วมทีมเศรษฐกิจ ช่วยกันแก้ปัญหาของประเทศให้เดินไปข้างหน้า

“อยากเห็นภาพเหมือนกับที่พรรคภูมิใจไทยดึงคุณเอกนิติและคุณศุภจี เข้ามาร่วมทีมเศรษฐกิจ และทุกฝ่ายขานรับแบบนี้อีก เพราะทำให้ประชาชนและธุรกิจเชื่อมั่น ยังเป็นบทเรียนให้ฝ่ายการเมือง อย่าคิดแค่จัดสรรโควต้าให้พรรคการเมืองเท่านั้น แต่ต้องเลือกผู้มานั่งแต่ละกระทรวงให้ตรงปก โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ” อิสระกล่าว

อิสระ กล่าวอีกว่า สำหรับนโยบายเศรษฐกิจที่อยากให้เดินหน้าทันทีหลังมีรัฐบาลใหม่ ขอให้เน้นแก้ปัญหาหนี้ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของธุรกิจอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าหนี้กลุ่มเอสเอ็มอี กลุ่มธุรกิจรายย่อย กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่มที่ติดเครดิตบูโร ให้เข้าถึงสินเชื่อได้ง่าย เพราะหากไม่แก้หนี้ การฟื้นเศรษฐกิจก็จะยาก

“ส่วนคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ผมมองว่ายังมีความจำเป็น สำหรับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะเศรษฐกิจไทยป่วยเรื้อรังมานาน และเครื่องยนต์หลักเริ่มแผ่ว ทั้งส่งออก ท่องเที่ยว การลงทุน และเร่งเจรจาการค้าให้ได้ข้อยุติ ทั้งภาษีทรัมป์ หรือข้อตกลงการค้าต่างๆ และกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง” อิสระกล่าว

ขณะที่ มิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด ผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่ง จังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ขอให้รัฐบาลใหม่ดึงคนนอกที่มีความซื่อสัตย์ เป็นมืออาชีพ มีความรู้ด้านเศรษฐกิจเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อเน้นแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนมากกว่าแก้ปัญหาหรือเล่นเกมทางการเมือง ซึ่งโครงการคนละครึ่งพลัสและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังต้องเดินหน้าต่อ เพราะที่ผ่านมาทั้ง 2 โครงการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ทำให้คนมีเงินได้ใช้จ่าย 2 เดือน ตนเชื่อว่าไม่ว่าพรรคไหนจะเป็นรัฐบาล หนีไม่พ้นจะเดินหน้าโครงการ

“นโยบายรัฐบาลใหม่ที่จะผลักดันออกมา นอกจากแก้ปัญหาปากท้องแล้ว อยากให้เป็นนโยบายที่ทำได้จริงๆ ไม่ใช่แค่นโยบายหาเสียง ถึงเวลาแล้วที่ไทยต้องบูรณะประเทศให้หลุดพ้นจากคนป่วยแห่งเอเชีย” มิลินทร์กล่าว

ด้าน รัชตะ สุทธาพัฒน์ธานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริหารสินค้าเพาเวอร์มอลล์ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่าโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ ขอให้เป็นรัฐบาลที่เข้าใจกลไกในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยจะมีหรือไม่มีมืออาชีพเข้าร่วมรัฐบาลก็ตาม ซึ่งการกระตุ้นอย่างที่รัฐบาลออกมาตรการมา เช่น คนละครึ่งพลัสถือว่าช่วยได้ แต่แค่ระยะสั้น อยากให้ผลักดันโยบายระยะกลางและระยะยาวออกมาเสริมด้วย เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตยั่งยืน

“เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ในมุมมองของภาคธุรกิจก็แค่ประคองเอาตัวรอดได้เท่านั้น ยังต้องลุ้นกันต่อในปี 2569 ซึ่งมองว่าท้องฟ้าคงไม่ปลอดโปร่ง ซึ่งต้องมีการควบคุมค่าใช้จ่ายมากขึ้น” รัชตะทิ้งท้าย