ประธาน สรท.ชี้ ‘พิษบาทแข็ง’ กระทบทุกมิติ ชงคุมค่าเงินวาระชาติ ศูนย์วิจัยกสิกรคาดขึ้นปี’69 ยังเห็น 31บาท
เมื่อวันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงผลกระทบจากบาทแข็งค่าและผันผวนเร็ว ว่า เป็นปัญหาของผู้ผลิตและส่งออก/นำเข้าสินค้าอย่างมาก เป็นเรื่องสำคัญอยากให้หน่วยงานที่ดูแลค่าเงิน เร่งบริหารอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับสกุลเงินหลักด้วยดอลลาร์สหรัฐ มีพื้นฐานสำคัญกับการส่งออกและเศรษฐกิจของประเทศ เป็นเสาค้ำความสามารถแข่งขันของเศรษฐกิจไทย โดย สรท.เห็นว่าการบริหารและควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท โดยเฉพาะเทียบกับเงินสกุลหลักของโลก เช่น ดอลลาร์สหรัฐ เป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่มีผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และมีความสำคัญไม่ด้อยไปกว่า
“ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญปัญหาเงินบาทแข็งค่าเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค อันมิได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แท้จริงเพียงอย่างเดียว แต่ได้รับอิทธิพลจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนระยะสั้น ธุรกรรมทางการเงินที่ไม่สอดคล้องกับกิจกรรมเศรษฐกิจจริง (non-trade related flows) และช่องว่างของมาตรการกำกับดูแลเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบทุกมิติ ทั้งต่อภาคการส่งออก การผลิต การจ้างงาน และความสามารถแข่งขันในระยะยาว” นายธนากร กล่าว
ประธาน สรท. กล่าวว่า สรท.เห็นชัดว่าค่าเงินบาทแข็งเกินปัจจัยพื้นฐาน (Overvaluation) ซึ่ง 1.ค่าเงินบาทแข็งกว่าประเทศคู่แข่งในอาเซียน เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และผู้ส่งออกไทยต้องแบกรับความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น ขณะที่คู่แข่งได้เปรียบด้านราคา 2.เงินทุนเคลื่อนย้ายระยะสั้น (Hot Money) เงินทุนไหลเข้าเพื่อเก็งกำไรค่าเงินและสินทรัพย์ทางการเงิน ไม่ก่อให้เกิดการลงทุนจริงหรือการจ้างงานในประเทศ และสร้างแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็วและผันผวน 3.ต้นทุนการป้องกันความเสี่ยง (Hedging Cost) โดย SMEs และผู้ส่งออกขนาดกลางเข้าถึงเครื่องมือบริหารความเสี่ยงได้จำกัด และต้นทุน FX hedging สูงขึ้น กลายเป็นภาระเพิ่มแทนที่จะเป็นเครื่องมือช่วย
นายธนากร กล่าวว่า สำหรับของเสนอของ สรท. 1.ยกระดับอัตราแลกเปลี่ยน เป็นเสาค้ำเศรษฐกิจระดับชาติ โดย สรท. เสนอให้รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดเป้าหมายเชิงนโยบายว่า ค่าเงินบาทต้องไม่แข็งค่ากว่าค่าเฉลี่ยของประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ และใช้ค่าเงินเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นผลลัพธ์ทางการเงินเพียงอย่างเดียว 2.ควบคุมและกำกับเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจจริง โดยให้พิจารณา ดังนี้ มาตรการแยกแยะเงินทุน เงินทุนเพื่อการค้า การลงทุนจริง เงินทุนเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น การใช้มาตรการเชิงป้องกัน (Macroprudential Tools)
เช่น ระยะเวลาถือครองขั้นต่ำ ภาษีหรือค่าธรรมเนียมต่อเงินทุนไหลเข้าในบางลักษณะ เพิ่มความโปร่งใสของธุรกรรม FX ที่ไม่เกี่ยวกับ trade/investment ซึ่งหลักการคือเปิดรับเงินทุนที่สร้างมูลค่า แต่จำกัดเงินทุนที่บิดเบือนระบบ
“3.ใช้นโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนให้สอดประสานกับเศรษฐกิจจริง โดย สรท.เห็นว่า การกำหนดอัตราดอกเบี้ยและการดูแลค่าเงินต้องคำนึงถึงภาคการผลิต การส่งออก การจ้างงาน และไม่ควรปล่อยให้ภาคเศรษฐกิจจริงแบกรับต้นทุนจากเสถียรภาพทางการเงินฝ่ายเดียว 4.ควรลดต้นทุน FX Risk ให้ผู้ส่งออก โดยเฉพาะ SMEs ทั้งขยายโครงการ hedging ต้นทุนต่ำ เพิ่มบทบาทรัฐ/สถาบันการเงินเฉพาะกิจในการร่วมรับความเสี่ยง และส่งเสริมการใช้เงินสกุลท้องถิ่น (Local Currency Settlement) กับประเทศคู่ค้า” นายธนากร กล่าว
และว่า รัฐควรสื่อสารต่อสาธารณะว่า ค่าเงินบาทที่เสถียรและแข่งขันได้ไม่ใช่การบิดเบือนตลาด แต่คือการปกป้องฐานการผลิต การส่งออก และการจ้างงานของประเทศ ซึ่งจุดยืนของ สรท.คือ อัตราแลกเปลี่ยนเท่ากับเสาค้ำความสามารถแข่งขันของประเทศ เงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไม่เหมาะสม เท่ากับความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง การปล่อยให้เงินบาทแข็งเกินภูมิภาค เท่ากับบั่นทอนเศรษฐกิจจริง และรัฐต้องมีบทบาทเชิงรุก ไม่ใช่เชิงรับ
ทางด้าน ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานความเคลื่อนไหวค่าเงินบาท ในการเปิดทำการสัปดาห์แรกของปี 2569 ระหว่างวันที่ 5-9 มกราคม 2569 โดยธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.00-31.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากวันทำงานสุดท้ายปี 2568 วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เงินบาทปิดตลาดที่ 31.41 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้ภาพรวมทั้งปี 2568 (วันที่ 2 มกราคม- วันที่ 30 ธันวาคม 2568) เงินบาทแข็งค่าขึ้น 8.5% ปิดตลาดที่ 31.41 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากสิ้นปี 2567 อยู่ที่ 34.10 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์แรกของปีนี้ ได้แก่ ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือนธันวาคมของไทย ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นและมุมมองต่อเงินเฟ้อของผู้บริโภค (เบื้องต้น) สำหรับเดือนมกราคม 2569 ดัชนี ISM/PMI ภาคการผลิตและภาคบริการ ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชน การจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานเดือนธันวาคม 2568 ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านเดือนกันยายน-ตุลาคม 2568 และข้อมูลจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนธันวาคม ของญี่ปุ่น จีน ยูโรโซน และอังกฤษ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อเดือนธันวาคม ของยูโรโซนด้วยเช่นกัน
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทย ระหว่างวันที่ 5-9 มกราคม 2569 มีแนวรับที่ 1,240 และ 1,230 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,270 และ 1,285 จุด ตามลำดับ จากปิดตลาดวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ดัชนี SET ปิดที่ 1,259.67 จุด เพิ่มขึ้น 0.03% ทำให้ภาพรวมทั้งปี 2568 ดัชนี SET ปิดที่ 1,259.67 จุด ลดลง 10.04% จากระดับ 1,400.21 จุด ณ สิ้นปี 2567
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์แรกปีนี้ ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนธันวาคมของไทย และทิศทางเงินทุนต่างชาติ ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการ ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนของ ADP ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร อัตราการว่างงานเดือนธันวาคม และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ ดัชนี PMI เดือนธันวาคมของยูโรโซน อังกฤษ และญี่ปุ่น ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนธันวาคม และดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนพฤศจิกายนของยูโรโซน ตลอดจนดัชนีราคาผู้บริโภคและดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนธันวาคมของจีน

