หน้าแรก เศรษฐกิจ ปิดจ๊อบคนละคร...

ปิดจ๊อบคนละครึ่ง ดันจีดีพี 0.2% อียูเก็บภาษีคาร์บอน เหล็กไทยกระทบ 2.8 หมื่นล.

2.01.26 | 06:29 น.

ปิดจ๊อบคนละครึ่ง ดันจีดีพี 0.2% อียูเก็บภาษีคาร์บอน เหล็กไทยกระทบ 2.8 หมื่นล.

นายพงศ์นคร โภชากรณ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะผู้ช่วยโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงตัวเลขเบื้องต้นการใช้จ่ายโครงการคนละครึ่งพลัส สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23.00 น. ว่า มีผู้ใช้สิทธิ 19.76 ล้านราย และมียอดใช้จ่ายผ่านโครงการฯ รวม 84,185.73 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น ส่วนที่ 1 เงินที่ประชาชนใช้จ่าย 42,810.64 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไปจำนวน 41,251.73 ล้านบาท และใช้จ่ายผ่าน Food Delivery Platform 1,558.91 ล้านบาท

และส่วนที่ 2 เงินที่รัฐร่วมจ่าย 41,375.09 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 39,899.53 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายผ่าน Food Delivery Platform 1,475.56 ล้านบาท และสำหรับจำนวนร้านค้าในโครงการฯ จากข้อมูลสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23.00 น. มีร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูล จำนวน 999,350 ราย ในจำนวนนี้เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่มที่รับชำระผ่าน Food Delivery Platform 89,799 ราย

ผู้ช่วยโฆษกกระทรวงการคลังกล่าวว่า ผลการดำเนินโครงการฯ ทำให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 84,185.73 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.2 ในปี 2568 เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการฯ นอกจากนี้ เมื่อผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น ร้านค้าขนาดเล็กมีรายได้หมุนเวียน เกิดการผลิต การค้าขาย การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่ง ตามมาเป็นวงกว้าง สร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องไปยังต้นปี 2569

ด้านนายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า มาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป (EU) ที่เตรียมเก็บภาษีคาร์บอนเต็มรูปแบบ ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญเปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันของอุตสาหกรรมเหล็กโลก

Advertisement

โดยมาตรการดังกล่าว กำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าไปยัง EU ต้องรายงานค่าจำเพาะการปลดปล่อยคาร์บอนฝังตัวอยู่ในสินค้าสำหรับสินค้าบางกลุ่ม ก่อนจะเข้าสู่ระยะจัดเก็บภาษีจริงในปี 2569 ซึ่งผู้นำเข้าจะต้องซื้อและส่งมอบ CBAM certificates ตามปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอนที่ฝังตัวในสินค้า โดยอ้างอิงราคาคาร์บอนในระบบ EU Emissions Trading System (EU ETS) กลายเป็นต้นทุนทางการค้าที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับระยะเริ่มต้น CBAM ครอบคลุม 6 กลุ่มสินค้า ได้แก่ เหล็กและเหล็กกล้า ปูนซีเมนต์ ปุ๋ย อะลูมิเนียม ไฟฟ้า และไฮโดรเจน เป็นกลุ่มที่ปล่อยคาร์บอนสูงและมีความเสี่ยงต่อการเกิด Carbon Leakage ส่วนอุตสาหกรรมเหล็กครอบคลุมตั้งแต่เหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กแผ่นรีดเย็น เหล็กเส้น ท่อเหล็ก ไปจนถึงผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป เช่น slab และ billet โดยใช้การระบุสินค้าตามพิกัดศุลกากร (CN codes) ของ EU และแนวทางเฉพาะภาคอุตสาหกรรมตามเอกสารกำกับของคณะกรรมาธิการยุโรป

นายบัณฑูรย์กล่าวว่า สัญญาณที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือข้อเสนอขยายขอบเขต CBAM ไปยังสินค้าปลายน้ำ ที่ใช้เหล็กและอะลูมิเนียมของคณะกรรมาธิการยุโรป เป็นเริ่มบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค.2571 พร้อมยกระดับข้อกำหนดด้านการสอบกลับได้และมาตรการต่อต้านการหลบเลี่ยง

ทั้งนี้ หากขยาย CBAM ไปยังสินค้าปลายน้ำ หมายความว่าผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ผลิตเหล็กต้นน้ำ แต่จะลามไปถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรม เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีเหล็กและอะลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบหลักในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ด้านงานวิจัยธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า ผลกระทบเบื้องต้นอาจคิดเป็นประมาณ 3.8% ของมูลค่าการส่งออกไทยไป EU หรือราว 28,000 ล้านบาท