หน้าแรก เศรษฐกิจ เอสเอ็มอี เสน...

เอสเอ็มอี เสนอ วางโรดแมปแก้บาทแข็งผิดปกติ แนะรัฐใหม่ช่วยฐานราก–SMEs

2.01.26 | 15:49 น.

เอสเอ็มอี เสนอ วางโรดแมปแก้บาทแข็งผิดปกติ แนะรัฐใหม่ช่วยฐานราก–SMEs 

นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในช่วงที่ผ่านมาเป็นภาวะที่น่ากังวลและมีลักษณะผิดปกติ เนื่องจากในภาวะปกติเมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ราคาทองคำมักปรับตัวลดลง แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับพบว่าราคาทองคำยังคงอยู่ในระดับสูง สะท้อนถึงความผันผวนของระบบการเงินโลกและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะเงินทุนเคลื่อนย้าย ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความเปราะบางของเศรษฐกิจโลกโดยรวม ทั้งนี้ ความผันผวนของค่าเงินบาทส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือผู้ส่งออกและซัพพลายเชนภาคการส่งออก เนื่องจากรายได้จากต่างประเทศเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาทจะลดลง กระทบต่อความสามารถในการทำกำไรและการแข่งขัน ขณะที่ผู้ประกอบการที่พึ่งพาการนำเข้าได้รับปัจจัยบวกจากต้นทุนที่ลดลง รวมถึงค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลดีต่อประชาชนบางส่วน

นายแสงชัย กล่าวว่า การบริหารจัดการค่าเงินบาทไม่ควรปล่อยให้แข็งหรืออ่อนมากเกินไปด้านใดด้านหนึ่ง แต่ต้องสร้างดุลยภาพให้เหมาะสมกับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ซึ่งพึ่งพาทั้งเครื่องยนต์ส่งออกและนำเข้า โดยรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยควรร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์และกลยุทธ์บริหารค่าเงินบาทอย่างเป็นระบบ พร้อมจัดทำ Roadmap ที่ชัดเจน ระบุสาเหตุของปัญหา ปัจจัยแวดล้อม และแนวทางแก้ไขทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างรอบด้าน

นายแสงชัย กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังอยู่ในภาวะขยายตัวต่ำต่อเนื่องเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียน แม้เศรษฐกิจภายในประเทศจะเริ่มมีสัญญาณกระเตื้องจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ เช่น คนละครึ่งพลัส แต่ยังถูกฉุดรั้งจากปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ปัญหาสำคัญที่ยังเป็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทย ได้แก่ การปราบปรามนอมินี ทุนเทา เศรษฐกิจนอกระบบ และธุรกิจผิดกฎหมายที่ยังไม่เข้มแข็ง รวมถึงปัญหา Transshipment และ Rule of Origin ซึ่งอาจกลายเป็นประเด็นกำแพงภาษีรอบใหม่ หากไม่เร่งแก้ไขอย่างจริงจัง จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

นายแสงชัย กล่าวว่า ตนเสนอให้รัฐบาลใหม่เร่งออกชุดมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นการช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานรากและผู้ประกอบการรายย่อย อาทิ มาตรการคนละครึ่งพลัสในพื้นที่ประสบภัย เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและฟื้นฟูรายได้ ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ประกอบการในตลาดชุมชน ผ่านการช่วยเหลือค่าเช่าแผงค้าเป็นระยะเวลา 3–6 เดือน เพื่อลดต้นทุนและรักษาการจ้างงาน รวมถึงการพัฒนาทักษะอาชีพที่จำเป็นให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานนอกจากนี้ ยังเสนอให้มีมาตรการด้านแหล่งทุนอย่างจริงจัง อาทิ การพักต้น พักดอกเป็นระยะเวลา 6–12 เดือน สำหรับผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชน การรีไฟแนนซ์ดอกเบี้ยต่ำ การปล่อยสินเชื่อ Soft loan พร้อมกลไกค้ำประกัน รวมถึงสินเชื่อเพื่อการซ่อมแซม ปรับปรุง หรือย้ายที่อยู่อาศัยและสถานประกอบการ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

Advertisement

นายแสงชัย กล่าวว่า สำหรับบรรยากาศทางการเมืองและการเลือกตั้งในปี 2569 นายแสงชัย มองว่า โพลเลือกตั้งของสื่อมวลชนยังมีบทบาทสำคัญในการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชน ทั้งในมิติของพรรคการเมืองและบุคคลที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี หากมีการนำเสนออย่างเป็นกลาง โปร่งใส และน่าเชื่อถือ จะช่วยกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง

นายแสงชัย กล่าวว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตย และจะมีผลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะต่อไป โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาปากท้อง การยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ และการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน หากสามารถบริหารจัดการทั้งมิติเศรษฐกิจและการเมืองไปพร้อมกันได้อย่างสมดุล จะช่วยเปลี่ยนความท้าทายที่ประเทศกำลังเผชิญให้เป็นโอกาส เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน นักลงทุน และภาคธุรกิจ และวางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอย่างมั่นคง