ยานยนต์ไฟฟ้า ฟันเฟืองสำคัญของระบบพลังงานสะอาด ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การเดินทางยุคใหม่ของไทย

6.01.26 | 12:30 น.

ใหม่คือช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้น หลายคนใช้โอกาสนี้เดินทางกลับบ้าน ไปพบหน้าคนที่รัก และชาร์จพลังใจให้พร้อมสำหรับปีข้างหน้า ในโอกาสขึ้นปีใหม่ ขอส่งความปรารถนาดีไปยังผู้อ่านทุกท่านขอให้ปีนี้เป็นปีแห่งสุขภาพที่แข็งแรง การเดินทางที่ปลอดภัย และการเริ่มต้นสิ่งดีๆ สำหรับทุกครอบครัว หลังจากช่วงหยุดยาวที่ผ่านมา หลายคนได้ใช้เวลาเดินทางกลับภูมิลำเนา ใช้เวลาร่วมกับครอบครัว และเตรียมพร้อมกลับสู่ชีวิตประจำวันอีกครั้ง

ท่ามกลางบรรยากาศการเดินทางในช่วงเทศกาล ถนนสายหลักทั่วประเทศเต็มไปด้วยผู้คนและยานพาหนะ และหนึ่งในภาพที่เริ่มเห็นบ่อยขึ้นอย่างชัดเจนในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา คือรถยนต์ไฟฟ้าที่วิ่งร่วมทางไปกับรถคันอื่นๆ พร้อมแวะเติมพลังงานตามจุดพักรถระหว่างทาง ภาพเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการเดินทางของคนไทยกำลังค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป พร้อมกับบทบาทของยานยนต์ไฟฟ้าที่เริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากขึ้น

เมื่อก้าวเข้าสู่ปีใหม่ จึงเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการชวนกันมองว่า การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เปลี่ยนแค่รูปแบบการเดินทาง แต่กำลังเชื่อมโยงไปถึงระบบไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานและโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว

EV : จากนโยบายสู่การใช้งานจริงของสังคมไทย

Advertisement

การเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นผลจากการวางนโยบายและการขับเคลื่อนอย่างจริงจังของภาครัฐ ภายใต้กรอบนโยบาย EV30@30 ซึ่งตั้งเป้าให้ประเทศไทยมีสัดส่วนการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี ค.ศ.2030 นโยบายดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นของประเทศในการใช้ EV เป็นกลไกสำคัญของการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ และเชื่อมโยงภาคคมนาคมเข้ากับระบบพลังงานสะอาดในระยะยาว

ภายใต้ EV30@30 ภาครัฐได้ดำเนินมาตรการส่งเสริมอย่างรอบด้าน ทั้งการสนับสนุนด้านภาษี เงินอุดหนุน การดึงดูดการลงทุนจากผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการอัดประจุไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาด EV ในประเทศไทยขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และทำให้ยานยนต์ไฟฟ้าเริ่มเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น ภาพรถยนต์ไฟฟ้าที่วิ่งบนถนนสายหลักและถูกใช้งานในช่วงเทศกาลเดินทางระยะไกล จึงสะท้อนให้เห็นว่า EV ได้ก้าวจาก “นโยบายบนกระดาษ” สู่ “การใช้งานจริงในสังคมไทย” อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว

ความคุ้มค่าที่ผู้บริโภคสัมผัสได้จริง

นอกจากความชัดเจนของนโยบายและทิศทางประเทศแล้ว ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเริ่มหันมาสนใจยานยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง คือ ความประหยัดด้านค่าใช้จ่ายในการใช้งาน โดยทั่วไป รถยนต์ไฟฟ้ามีต้นทุนค่าเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 0.6-1.0 บาทต่อกิโลเมตร ขึ้นอยู่กับรูปแบบการชาร์จและอัตราค่าไฟฟ้า ขณะที่รถยนต์ใช้น้ำมันมีต้นทุนค่าน้ำมันเฉลี่ยอยู่ราว 2.5-3.5 บาทต่อกิโลเมตร หรือสูงกว่านั้น กล่าวได้ว่าการใช้รถยนต์ไฟฟ้าช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ มากกว่าครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับรถยนต์สันดาปภายใน (ICE)

ความได้เปรียบด้านต้นทุนการใช้งานนี้ ทำให้ยานยนต์ไฟฟ้าไม่ได้ถูกมองเพียงในมิติของสิ่งแวดล้อมหรือเทคโนโลยีใหม่ แต่เริ่มกลายเป็นการตัดสินใจเชิงเศรษฐศาสตร์ของครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันมีความผันผวน และค่าครองชีพโดยรวมอยู่ในระดับสูง

EV กับโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจของประเทศ

ภายหลังภาครัฐได้ออกมาตรการ EV3.0 ในปี 2565 จนถึงปัจจุบัน พบว่ามียอดทะเบียนใหม่ของยานยนต์ไฟฟ้าสูงขึ้นกว่า 10 เท่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยสถิติการจดทะเบียนในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 มีรถยนต์ส่วนบุคคลประเภท BEV ที่จดทะเบียนใหม่มากกว่า 108,000 คัน และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้รายงานว่า ในเดือนกันยายน 2568 พบว่าได้ให้การส่งเสริมการลงทุนการจัดตั้งโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท และการผลิตแบตเตอรี่รวมถึงชิ้นส่วนสำคัญอื่นๆ คิดเป็นมูลค่ากว่า 139,120 ล้านบาท โดยเฉพาะการผลิตรถยนต์ BEV จาก 21 บริษัท ที่มีกำลังผลิตรวมกว่า 4 แสนคันต่อปี

การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดการใช้น้ำมันหรือการลดมลพิษเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตยานยนต์
สำคัญของภูมิภาค มีศักยภาพในการต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรม EV แบตเตอรี่ ระบบชาร์จ และบริการพลังงานอัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าในประเทศ สร้างการจ้างงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และเชื่อมโยงภาคคมนาคมเข้ากับภาคพลังงานอย่างเป็นระบบ 

บทบ“ทของ EV ในระบบไฟฟ้า : โหลดใหม่ที่ต้องบริหารอย่างชาญฉลาด

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จและการพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้าจึงเป็นวาระสำคัญของประเทศ ภาครัฐได้ร่วมมือกับภาคเอกชนในการขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าตามเส้นทางหลัก เมืองท่องเที่ยว และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การใช้งาน EV เป็นไปอย่างสะดวกและครอบคลุมมากขึ้น 

ในมุมของระบบไฟฟ้า ยานยนต์ไฟฟ้านับเป็นรูปแบบการใช้ไฟฟ้าใหม่ที่มีลักษณะเฉพาะ คือเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีความสามารถในการเคลื่อนที่ได้ และยังมีความต้องการกำลังไฟค่อนข้างสูงในช่วงเวลาที่มีการชาร์จซึ่งอาจมากกว่าการใช้เครื่องปรับอากาศในบ้านหลายเท่า อย่างไรก็ตาม ลักษณะดังกล่าวสามารถบริหารจัดการได้ผ่านการวางแผนและเทคโนโลยีที่เหมาะสม

ภาครัฐและหน่วยงานด้านพลังงานจึงได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการวางแผนพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และการศึกษาและนำร่องเทคโนโลยีการชาร์จอัจฉริยะ (Smart Charging) และการพัฒนาอัตราค่าไฟแบบพลวัต (Dynamic Pricing) เพื่อกระจายการใช้ไฟฟ้าให้สอดคล้องกับศักยภาพของระบบโดยรวม ช่วยให้ EV สามารถเติบโตควบคู่ไปกับระบบไฟฟ้าได้อย่างสมดุล 

นอกจากนี้ ยานยนต์ไฟฟ้ายังถูกมองเป็นทรัพยากรไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy Resource: DER) ผ่านแนวคิด Vehicle-to-Home (V2H) และ Vehicle-to-Grid (V2G) ซึ่งช่วยนำศักยภาพของแบตเตอรี่ในรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ร่วมกับระบบไฟฟ้า เพิ่มความยืดหยุ่น เสริมเสถียรภาพ และลดต้นทุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อพิจารณาในภาพรวม ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นมากกว่ายานพาหนะ แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบพลังงานสะอาดที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบนิเวศด้านพลังงานที่มีความชาญฉลาดมากขึ้น การผสาน EV เข้ากับโซลาร์ แบตเตอรี่ และระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ จะช่วยให้ระบบไฟฟ้าไทยสามารถรองรับพลังงานหมุนเวียนได้มากขึ้น โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงของระบบ

บทสรุป : ก้าวต่อไปหลังปีใหม่ของ EV ไทย

ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่ายานยนต์ไฟฟ้าได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบคมนาคมไทยแล้ว ความคึกคักของการใช้งานในช่วงเดินทางยาวไม่ใช่สิ่งที่ต้องกังวล แต่เป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถพัฒนานโยบายและโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริงมากขึ้น

หากประเทศไทยเดินหน้าสานต่อการลงทุนและการวางระบบอย่างต่อเนื่อง ยานยนต์ไฟฟ้าจะไม่เพียงช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่จะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนระบบพลังงานสะอาด ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ และเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศอย่างมั่นคงในระยะยาว