หน้าแรก เศรษฐกิจ การเติบโตของ ...

การเติบโตของ Private Credit ในประเทศไทย EP3: ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ใน Private Credit สิ่งที่นักลงทุนต้องเข้าใจ

7.01.26 | 12:14 น.

Private credit เติบโตจากสินทรัพย์ทางเลือกเฉพาะกลุ่ม สู่การเป็นส่วนสำคัญของพอร์ตการลงทุนระดับสถาบันทั่วโลก ด้วยคุณสมบัติด้านกระแสเงินสดที่มั่นคง โครงสร้างสัญญาที่เจรจาได้ และสถานะเจ้าหนี้ที่มีลำดับสิทธิสูง อย่างไรก็ตาม private credit ไม่ใช่การลงทุนที่ปราศจากความเสี่ยง ความแข็งแกร่งของสินทรัพย์ประเภทนี้ขึ้นอยู่กับวินัยในการคัดเลือกดีลการลงทุน การจัดโครงสร้างของธุรกรรมการลงทุน และความเชี่ยวชาญของผู้ที่ปล่อยกู้ ติดตาม และบริหารความเสี่ยงในแต่ละธุรกรรม

ก่อนที่นักลงทุนไทยจะเข้าสู่ตลาดที่กำลังเติบโตนี้ การทำความเข้าใจ “ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่” ของ private credit จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง

ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง :
ผลตอบแทนที่มาพร้อมกับระยะเวลา

ความเสี่ยงที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุดใน private credit คือ สภาพคล่อง (illiquidity) สินเชื่อ private credit ไม่สามารถซื้อขายได้เหมือนพันธบัตรหรือหุ้นในตลาดรอง ธุรกรรมส่วนใหญ่ถูกออกแบบให้ถือจนครบกำหนด หรือออกได้เฉพาะในกรณีที่มีการรีไฟแนนซ์หรือซื้อคืนโดยผู้สนับสนุนโครงการ (sponsor)

Advertisement

กองทุน private credit ระดับโลก มักใช้โครงสร้างกองทุนแบบปิด (closed-end fund) ที่มีอายุ 5-10 ปี โครงสร้างระยะยาวนี้เอื้อต่อการทำ due diligence เชิงลึก การติดตามธุรกิจอย่างใกล้ชิด และการบริหารอย่างมีวินัย

ผลตอบแทนจาก illiquidity premium จะมีความหมายก็ต่อเมื่อนักลงทุนเข้าใจข้อแลกเปลี่ยนอย่างชัดเจน Private credit ไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องการสภาพคล่องระยะสั้น แต่เหมาะกับเงินลงทุนที่สามารถผูกพันในระยะยาวเพื่อแลกกับความมั่นคงของกระแสเงินสด

ความเสี่ยงด้านโครงสร้าง :
โครงสร้างที่อ่อนแอทำลายเงินต้นได้

หัวใจของ private credit คือ โครงสร้างของธุรกรรมการลงทุน โครงสร้างที่แข็งแรงสามารถปกป้องเงินต้นได้แม้ในช่วงที่ธุรกิจของผู้กู้เผชิญแรงกดดัน ในทางกลับกัน โครงสร้างที่หละหลวมสามารถสร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ

โครงสร้างที่มีวินัยมักประกอบด้วย การจัดลำดับกระแสเงินสดที่ชัดเจน (cash-flow waterfall) กลไกการเร่งชำระหนี้เมื่อผลประกอบการดีเกินคาด (cash sweep) สิทธิในหลักประกันที่บังคับใช้ได้จริง และ covenant ที่ทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า

องค์ประกอบเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการออกแบบเชิงโครงสร้างเพื่อจำกัดความเสี่ยงด้านขาลง (downside risk) และเปิดโอกาสให้ผู้ให้กู้เข้าแทรกแซงได้ตั้งแต่ระยะต้น

ในบริบทของประเทศไทย ซึ่งระดับความโปร่งใสและคุณภาพรายงานทางการเงินแตกต่างกันไปในแต่ละอุตสาหกรรม วินัยด้านโครงสร้างจึงยิ่งมีความสำคัญต่อผลลัพธ์การลงทุน

ความเสี่ยงด้านหลักประกัน :
ไม่ใช่ทุกหลักประกันจะปกป้องได้จริง

หลักประกันเป็นหัวใจของการป้องกันความเสี่ยงใน private credit แต่หลักประกันจะมีคุณค่าได้ก็ต่อเมื่อเข้าใจ คุณภาพ สภาพคล่อง และพฤติกรรมของมูลค่าในภาวะวิกฤต

กองทุน private credit จะใช้การประเมินมูลค่าแบบ conservative และทดสอบมูลค่าหลักประกันภายใต้สถานการณ์เลวร้าย ไม่ใช่อิงจากราคาทางบัญชีหรือสมมุติฐานเชิงบวก

ในประเทศไทย ความเสี่ยงด้านนี้พบได้บ่อยในสินเชื่อที่อ้างอิงอสังหาริมทรัพย์ เครื่องจักร หรือสินทรัพย์อุตสาหกรรม ซึ่งมูลค่าตลาดอาจแตกต่างจากมูลค่าทางบัญชีอย่างมีนัยสำคัญ หลักประกันจะปกป้องผู้ให้กู้ได้ก็ต่อเมื่อสามารถบังคับใช้และแปลงเป็นเงินสดได้จริงโดยไม่ทำลายมูลค่า

ความเสี่ยงด้านการประเมินมูลค่า :
Mark-to-model ไม่ใช่ Mark-to-market

Private credit ใช้วิธีประเมินมูลค่าแบบ mark-to-model ไม่ใช่ mark-to-market ส่งผลให้มูลค่าพอร์ตดูมีเสถียรภาพมากกว่าตลาดทุน แต่ก็มีความเสี่ยงด้านความโปร่งใส

การที่มูลค่าไม่ผันผวนไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงลดลงเสมอไป หากไม่มีการทบทวนสมมุติฐานอย่างสม่ำเสมอ การเสื่อมคุณภาพของเครดิตอาจถูกมองไม่เห็นในระยะต้น

ดังนั้น การใช้ผู้ประเมินอิสระ การตั้งสมมุติฐานเชิงระมัดระวัง และการติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด จึงเป็นหัวใจของการบริหารความเสี่ยงด้านนี้

ความเสี่ยงจากการกระจุกตัว :
เมื่อความเสี่ยงเคลื่อนไหวไปพร้อมกัน

ด้วยลักษณะของดีลที่มีขนาดใหญ่และไม่สามารถขายออกได้ง่าย พอร์ต private credit อาจเผชิญความเสี่ยงจากการกระจุกตัวทั้งในระดับผู้กู้ หรืออุตสาหกรรม

ในประเทศไทย ภาคส่วนอย่างอสังหาริมทรัพย์ วัสดุก่อสร้าง และ SME บางกลุ่ม มีความผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจสูง การกระจุกตัวเกินไปอาจสร้างความเสียหายพร้อมกันในช่วงขาลง

การกระจายความเสี่ยงจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นหลักการพื้นฐานของ private credit ระดับสถาบัน

การทดสอบภาวะวิกฤต :
เตรียมรับสถานการณ์ที่ผู้กู้ไม่คาดคิด

Private credit เป็นศาสตร์ของการมอง downside ก่อน upside ผู้ให้กู้ที่มีประสบการณ์จะทดสอบว่าโครงสร้างสามารถรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายได้หรือไม่ เช่น รายได้ลดลงอย่างรุนแรง มูลค่าหลักประกันปรับตัวลง การรีไฟแนนซ์ชะลอ หรือความต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น

เป้าหมายไม่ใช่การคาดการณ์เหตุการณ์ให้ถูกต้อง แต่คือการออกแบบโครงสร้างที่ยังคงปกป้องเงินต้นได้ภายใต้แรงกดดันสูง

บทสรุป :
เข้าใจความเสี่ยงก่อนผลตอบแทน

Private credit สามารถเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ทรงพลังและมีความยืดหยุ่นสูง แต่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อความเสี่ยงถูกเข้าใจตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และได้รับการบริหารจัดการผ่านการจัดโครงสร้างที่แข็งแรง การพิจารณาสินเชื่ออย่างรอบคอบและระมัดระวัง และกระบวนการตรวจสอบ (due diligence) ที่เข้มงวด

เมื่อตลาด private credit ของประเทศไทยขยายตัวมากขึ้น ผู้ที่ประสบความสำเร็จในระยะยาวจะไม่ใช่ผู้ที่มุ่งไล่ตามผลตอบแทนสูงสุด แต่คือผู้ที่เข้าใจความเสี่ยงอย่างลึกซึ้ง เตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงเหล่านั้น และออกแบบโครงสร้างธุรกรรมเพื่อป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่วันแรก