
นักวิชาการ ชี้ ไทยต้องเปลี่ยนแผนพัฒนาเศรษฐกิจ หลังเวียดนามมาแรง ยกบริการ–เทคโนโลยี–แรงงานคุณภาพ
นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และที่ปรึกษาศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผย กับ ‘มติชน’ ว่า ประเทศไทยไม่สามารถใช้แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเดิมแข่งขันกับเวียดนามได้อีกต่อไป โดยเฉพาะการมุ่งเน้นภาคการผลิตและอุตสาหกรรมเป็นหลักเหมือนในช่วง 10–20 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากเวียดนามกำลังใช้โมเดลเดียวกับที่ไทยเคยใช้ในอดีต แต่มีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนและโครงสร้างประชากรที่เหนือกว่า
นายสมภพ กล่าวว่า แม้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของเวียดนามมีแนวโน้มใกล้เคียงหรือจ่อแซงไทย แต่เมื่อพิจารณารายได้ต่อหัวแล้ว ไทยยังอยู่ในระดับที่สูงกว่า โดยรายได้ต่อหัวของเวียดนามอยู่ที่ราว 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ขณะที่ไทยอยู่ที่กว่า 8,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี สะท้อนว่าไทยยังมีศักยภาพเชิงคุณภาพเหนือกว่า
ทั้งนี้ เวียดนามมีประชากรกว่า 100 ล้านคน มากกว่าไทยประมาณ 1 ใน 3 ทำให้มีแรงงานจำนวนมากและต้นทุนต่ำ อีกทั้งยังอยู่ในช่วง ‘เศรษฐกิจวัยหนุ่มสาว’ ต่างจากไทยที่เข้าสู่ช่วงหลังวัยกลางคนแล้ว ส่งผลให้หากไทยยังพึ่งพาการผลิตเพื่อการส่งออกเป็นหลัก จะไม่สามารถแข่งขันกับเวียดนามได้ในระยะยาว
นายสมภพ กล่าวว่า ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยหันมาเน้นภาคบริการที่มีความเชี่ยวชาญและได้เปรียบมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริการทางการแพทย์ อาหารและการกินนอกบ้าน ธุรกิจบันเทิง กีฬาเชิงพาณิชย์ ค้าปลีกค้าส่ง รวมถึงการท่องเที่ยว พร้อมเพิ่มบทบาทภาคบริการให้เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
นายสมภพ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมภาคบริการไม่ได้หมายถึงการละทิ้งภาคการผลิตหรือภาคเกษตร แต่ควรทำให้ทั้งสองภาคเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เช่น ภาคบริการด้านการแพทย์จำเป็นต้องมีการผลิตเครื่องมือแพทย์และยา ขณะที่ภาคอาหารต้องอาศัยวัตถุดิบจากภาคเกษตรและประมง เพื่อสร้างห่วงโซ่มูลค่าเพิ่มภายในประเทศ หากไทยยังเน้นการผลิตอย่างเดียว จะสู้เวียดนามไม่ได้ เพราะเวียดนามมีต้นทุนต่ำและกำลังแรงงานมากกว่า
นายสมภพ กล่าวว่า สำหรับปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตอย่างรวดเร็ว จนปี 2568 มีอัตราการขยายตัวของ GDP สูงถึง 8.02% นายสมภพระบุว่า มาจากการลงทุนภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้งถนน ไฮเวย์ สนามบิน ท่าเรือ ระบบน้ำและไฟฟ้า ควบคู่กับการลงทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอยู่ในช่วงขยายตัวคล้ายกับไทยเมื่อราว 20 ปีก่อน
นายสมภพ กล่าวว่า นอกจากนี้ เวียดนามยังเดินหน้าปฏิรูปและเปิดกว้างทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการลงทุนและการค้า มีการทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับหลายประเทศมากกว่าไทย รวมถึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะแรงงานด้านเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ขณะเดียวกัน เวียดนามยังได้เปรียบจากโครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก ซึ่งเป็นทั้งแรงงานต้นทุนต่ำและฐานการบริโภคที่เข้มแข็ง รวมถึงมีเสถียรภาพทางการเมือง ทำให้สามารถกำหนดและดำเนินนโยบายระยะยาวได้อย่างต่อเนื่อง แตกต่างจากไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อย ส่งผลให้นโยบายขาดความต่อเนื่อง
นายสมภพ กล่าวว่า แม้ไทยจะเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันของเวียดนาม แต่ยังมีจุดแข็งหลายด้าน ซึ่ง ปัญหาสำคัญคือไทยยังไม่สามารถใช้จุดแข็งเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เงินทุนที่ไหลเข้ามาพักในประเทศกลับไม่ถูกนำไปต่อยอดสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนย้ำว่า หากไทยยังไม่ปรับทิศทางการพัฒนาและยังยึดแนวคิดเดิม โอกาสที่เวียดนามจะแซงไทยมีสูง แต่หากเร่งเปลี่ยนยุทธศาสตร์ ใช้ภาคบริการเป็นเครื่องยนต์หลัก ควบคู่กับการยกระดับการศึกษาและทักษะแรงงาน ไทยยังมีโอกาสรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้ในระยะยาว
ด้าน นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง เปิดเผยว่า เวียดนามเป็นประเทศที่พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างโดดเด่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การวางยุทธศาสตร์ระยะยาว และการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่สมดุลกับมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นจีน รัสเซีย หรือสหรัฐฯ รวมถึง ต้นทุนแรงงาน ที่ยังต่ำกว่าประเทศไทย แต่มีคุณภาพแรงงานสูงกว่า ส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับ 6–7% ต่อปี และตั้งเป้าหมายระยะยาวไว้ที่ 10%
นายสมชาย กล่าวว่า สำหรับแนวทางที่ประเทศไทยควรดำเนินการ ตนเสนอว่า 1.ไทยต้องเร่งพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยปรับโครงสร้างสินค้าและบริการสู่ระดับกลาง–บน ใช้เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่า 2.พัฒนาฝีมือแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่ม 3.กำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย (Priority Sectors) ที่ไทยมีศักยภาพจริงและ 4. สินค้าและบริการต้องมีมาตรฐานระดับโลก รองรับการแข่งขันในยุคดิจิทัล
นายสมชาย กล่าวว่า ภาคส่วนที่ไทยยังมีศักยภาพ ได้แก่ อาหาร การท่องเที่ยว สุขภาพ (Well-being) และเกษตร รวมถึงการต่อยอดจากการลงทุนด้านเทคโนโลยี เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ โดยไทยไม่ควรเป็นเพียงฐานการผลิต แต่ต้องเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยี เช่นเดียวกับจีนและญี่ปุ่นในอดีต นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ควรเร่งขยายความตกลงการค้าเสรี (FTA) และพิจารณาเข้าร่วม ความตกลงการค้าเสรีระดับสูงระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (CPTPP) ควบคู่กับการส่งเสริมการลงทุนของผู้ประกอบการไทยไปต่างประเทศ เพื่อใช้ประโยชน์จากเครือข่าย FTA ระดับภูมิภาค เช่น กลุ่มประเทศแอนเดียน หรือกลุ่มตะวันออกกลาง
นายสมชาย กล่าวว่า นอกจากนั้น รัฐบาลต้องทุ่มงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างจริงจัง โดยยกตัวอย่างการวิจัยข้าวของเวียดนามและอินเดียที่ลงทุนสูงกว่าไทยหลายเท่า ทำให้สามารถพัฒนาพันธุ์และคุณภาพสินค้าได้ต่อเนื่อง
