หน้าแรก เศรษฐกิจ พณ.เผย เงินเฟ...

พณ.เผย เงินเฟ้อปี68ลบ 0.14% ต่ำสุดรอบ 5 ปี ชี้ปี69 เผชิญ6ปัจจัยโตต่ำ 0.5% 

7.01.26 | 13:06 น.

พณ.เผย เงินเฟ้อปี68ลบ 0.14% ต่ำสุดรอบ 5 ปี ชี้ปี69 เผชิญ6ปัจจัยโตต่ำ 0.5% 

วันที่ 7 มกราคม นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย ปี2568 ลดลง 0.14 % เป็นการติดลบครั้งแรกในปี 5 ปี นับจากปี 2564 และดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน(หักอาหารสดและพลังงาน) บวก 0.84 % ปัจจัยจากการปรับลดลงของราคากลุ่มพลังงาน ค่าไฟฟ้า และมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ รวมถึงราคาผักสด ผลไม้ ต่ำกว่าปีก่อนหน้า และแข่งขันจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อทั่วไปในเดือนธันวาคม 2568 ลดลง 0.28 % ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน ลบ 0.02% จากราคาสินค้าปรับขึ้น 232 รายการ ส่วนใหญ่จากค่าไฟฟ้าและน้ำมัน สินค้าราคาเท่าเดิม 45 รายการ และสินค้าราคาลดลง 187 รายการ และเป็นอัตราเงินเฟ้อต่ำสุดในอาเซียน

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า ในปี 2569 คาดการณ์ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทยอยู่ในช่วงบวก 0.0 – 1.0% โดยค่ากลาง 0.5% ปรับตัวสูงขึ้นจากปี 2568 โดยปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น จากนโยบายรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรของภาครัฐ รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่มี 6 ปัจจัยท้าทายกระทบต่อเงินเฟ้อ ได้แก่ 1.ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ในระดับต่ำ คาดเฉลี่ย 60-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งต่ำสุดในรอบ 6 ปีนับจากปี 2564 2.เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำ 1.7 % ซึ่งต่ำสุดรอบ 5 ปีนับจากปี 2565 3. ค่าเงินบามแข็งค่าต่อเนื่อง ถือว่าผิดปกติและแข็งค่าเร็วกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาค 4. เศรษฐกิจโลกขยายตัวต่ำ โดยไอเอ็มเอฟ คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3.1% ซึ่งต่ำสุดในรอบ 6 ปีนับจากวิกฤตโควิด19 ในปี 2564 5. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มีความหลากหลายทั้งเชิงพื้นที่และหลายมิติ โดย 2ขั้งมหาอำนาจสำคัฐของโลกมีประเด็นสำคัฐต่างๆ ที่จะต้องติดตามใกล้ชิด 6. ความไม่แน่นอนของภัยพิบัติทางธรรมชาติ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอาการที่อาจจะทำให้เกิดความเสียหายต่อรายได้เป็นวงกว้าง และสร้างผลกระทบต่อเงินเฟ้ออย่างมีนัยสำคัญ

“ แม้อัตราเงินเฟ้อปี2569 นี้จะสูงขึ้น แต่เป็นผลจากโครงสร้างต้นทุนเป็นหลัก มากกว่าแรงกดดันด้านอุปสงค์ส่งผลให้การฟื้นตัวของเงินเฟ้อเป็นไปอย่างจำกัด และยังต้องเฝ้าระวังและติดตามภาวะเงินฝืดอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจัยที่กดดันเงินเฟ้อทั้งปี มีมากและผันผวนเร็ว ดังนั้น มาตรการภาครัฐในการกระตุ้นใช้จ่าย การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และเบิกจ่ายภาครัฐจึงเป็นประเด็นในสำคัฐในระยะสั้นนี้ ซึ่งเชื่อว่าหลังการเลือกตั้งและได้รัฐบาลใหม่จะมีการเร่งออกมาตรการกระตุ้นใช้จ่าย “ นายนันทพงษ์ กล่าว

นายนันทพงษ์ กล่าวว่า เงินเฟ้อในปี 2569 แยกเป็นไตรมาส คาดการณ์ว่า ไตรมาส1/2569 จะยังติดลบ 0.25 % ปัจจัยสำคัญจากฐานราคาน้ำมัน ที่มีน้ำหนักในเงินเฟ้อ 2.18% อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือจากราคา 35.96 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 31.99 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล รวมถึงอุปสงค์ทางเศรษฐกิจยังอ่อนแอ เนื่องจากไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงการเลือกตั้ง สินค้าบางชนิดมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะผักสด จากผลผลิตได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยสถานการณ์เงินเฟ้อติดลบตั้งแต่ต้นปี เคยเกิดมาแล้วในปี 2564 และ 2567 จากนั้นในไตรมาส 2/2569 กลับมาบวก 0.45 % ไตรมาส3/2569 บวก 0.99% ไตรมาส4/2569 บวก 1.25% ซึ่งปัจจัยหลักตามสถานการณ์ต่างๆที่ดีขึ้นในระยะต่อไป โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐภายหลังการเลือกตั้ง การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้รุนแรงไปมากกว่านี้

Advertisement

สำหรับเงินใช้จ่ายช่วงเลือกตั้ง สนค.ประเมินจากเงินหาเสียงตามกฎหมายที่จะเข้าสู่ระบบประมาณ 9.2 พันล้านบาท โดยเงินส่วนใหญ่กระจายไปการจ้างทำป้ายหาเสียง การเช้ารถหาเสียง การจัดกิจกรรมปราศรัย จากสถิติย้อนหลังพบว่าเงินจากหาเสียงเลือกตั้งจะไม่มีผลโดยตรงต่อเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น แต่มีผลต่อความเชื่อมั่นต่อการใช้จ่ายหลังจากนั้น รวมกับมาตรการกระตุ้นของรัฐ ก็จะมีผลต่อเงินเฟ้อในช่วงครึ่งหลังปี 2569

ในส่วนประเด็นสหรัฐจับกุมผู้นำเวเนซุเอลา ในแง่ผลกระทบต่อเงินเฟ้อ ที่ต้องติดตามคือ มีผลต่อราคาน้ำมันแค่ไหน คาดว่าไม่น่าจะมีความผันผวนในระยะสั้น และซัพพลายน้ำมันในเวเนวูเอลาน่าจะออกสู่ตลาดใน 1-2 ปีข้างหน้า และ กระทบต่อราคาสินค้าเกษตรอย่างไร อย่างไรก็ตามจะประเด็นสำคัฐต่อภาคส่งออก แม้ในปัจจัยสินค้าไทยไปเวเนซุเอลา ที่มีมูลค่า 55.9 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ สัดส่วน 0.01 % แต่หากสถานการณ์ลุกลามไปยังประเทศอื่นๆในตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชียใต้ ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดส่งออกใหม่ของไทย และ การเปลี่ยนของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดและปรับแผนการรุกตลาดต่อไป