ท่ามกลางแนวโน้มความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าการลงทุนของสหรัฐ ในยุคประธานาธิบดีทรัมป์สมัยที่สองที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ภูมิภาคอาเซียนยังยืนหยัดในฐานะจุดหมายการลงทุนที่น่าสนใจ ด้วยจุดแข็งเชิงโครงสร้างที่หลากหลายและตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ภายใต้กระแสการกระจายห่วงโซ่อุปทานจากจีน (China+1 Strategy) ที่ดึงดูดนักลงทุนได้ต่อเนื่อง
⦁จุดแข็งของอาเซียน
World Investment Report 2025 ของ UNCTAD รายงานว่า แม้กระแสการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั่วโลกจะชะลอตัวลงในปี 2567 แต่ภูมิภาคอาเซียนกลับสามารถดึงดูด FDI เพิ่มขึ้นถึง 10% สะท้อนได้ว่าบริษัทข้ามชาติยังคงกระจายฐานการผลิตและมองหา “บ้านหลังใหม่” อย่างอาเซียนที่เปิดกว้างและมีเสถียรภาพ โดยอาเซียนมีจุดแข็งดังนี้ (1) มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ที่เป็นทั้งตลาดผู้บริโภคและแหล่งแรงงานที่สำคัญโดยประชากรในภูมิภาคมีอายุเฉลี่ยเพียง 31 ปี เท่านั้น (2) ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ใกล้ศูนย์กลางการผลิตหลักอย่างจีน และไม่ไกลจากผู้บริโภคในทวีปเอเชีย (3) มีทรัพยากรธรรมชาติมาก (4) มีนโยบายภาครัฐที่เอื้อต่อการลงทุน และ (5) มีข้อตกลงเขตการค้าเสรี ทั้งในรูปแบบทวิภาคีและพหุภาคี ซึ่งทำให้การค้าและการลงทุนทั้งในและนอกภูมิภาคเป็นไปอย่างราบรื่น
⦁มาตรฐานใหม่ของการแข่งขัน
ในปัจจุบันนักลงทุนไม่ได้พิจารณาเพียงแค่ต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่าอีกต่อไป แต่ปัจจัยเชิงคุณภาพกำลังมีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมและความสะดวกที่เอื้อต่อการลงทุน ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ดังนั้น การวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนจึงควรมองให้รอบด้านใน 3 มิติหลักดังนี้
(1) มิติด้านอุปทาน: มาเลเซียและไทยเป็นสองประเทศที่มีความพร้อมสูงด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการผลิต และมีการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมาเลเซียโดดเด่นในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จึงได้รับความสนใจสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ขณะที่ไทยได้เปรียบชัดเจนด้านความเสถียรของโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวกับพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับโรงงานที่ต้องการความต่อเนื่องในการผลิต
(2) มิติด้านอุปสงค์: เมื่อพิจารณาเฉพาะขนาดตลาดในประเทศ อินโดนีเซียถือว่าโดดเด่นที่สุด ด้วยจำนวนประชากรกว่า 280 ล้านคนซึ่งสะท้อนกำลังซื้อและศักยภาพทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม หากมองร่วมกับการขยายตัวของเขตเมือง (Urbanization) ซึ่งบ่งชี้ถึงโอกาสการเติบโตของตลาดในอนาคต จะพบว่าอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ต่างก็มีความน่าสนใจในระดับเดียวกัน แต่สำหรับนักลงทุนที่มีเป้าหมายคือการเข้าถึงตลาดส่งออก เวียดนาม และสิงคโปร์ ถือเป็นตัวเลือกที่ได้เปรียบเด่นชัด ด้วยระดับการเปิดประเทศด้านการค้า (Trade openness) ที่สูง
(3) มิติด้านบรรยากาศการลงทุน: สิงคโปร์ยังคงเป็นผู้นำที่ไม่มีใครเทียบได้ในด้านคุณภาพของสถาบัน ธรรมาภิบาล และความโปร่งใส ตามมาด้วยมาเลเซียซึ่งทิ้งห่างคู่แข่งอย่างไทย เวียดนาม และอินโดนีเซียค่อนข้างมาก โดยไทยยังเผชิญกับปัญหาคอร์รัปชั่นที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เวียดนามมีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพของภาครัฐที่ยังต้องปรับปรุง ส่วนอินโดนีเซียมีความท้าทายด้านการบังคับใช้กฎหมายและเสถียรภาพทางการเมือง ขณะที่ฟิลิปปินส์ยังคงรั้งท้ายในเกือบทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเชิงสถาบัน
⦁สงครามแย่งชิงนักลงทุนด้วยสิทธิประโยชน์
การแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนในอาเซียนไม่ได้อยู่แค่ที่ปัจจัยพื้นฐาน แต่ยังรวมถึงสิทธิประโยชน์ที่แต่ละประเทศนำเสนอ โดยทุกประเทศต่างมุ่งเน้นการให้สิทธิประโยชน์เฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของตน โดยอินโดนีเซีย ไทย และสิงคโปร์ อยู่ในกลุ่มที่มีมาตรการจูงใจด้านการลงทุนสูงที่สุดในภูมิภาค ขณะที่อินโดนีเซียโดดเด่นด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษี ทั้งระยะเวลาการยกเว้นและอัตราการลดหย่อนภาษีนิติบุคคลที่มากกว่าประเทศอื่น
สำหรับไทยแม้จะไม่โดดเด่นด้านภาษีเท่าอินโดนีเซีย แต่มาตรการมีความหลากหลายและครอบคลุมมากกว่า โดยเฉพาะมาตรการจูงใจที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ยุทธศาสตร์และเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ ซึ่งสอดรับกับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมาย ส่วนสิงคโปร์นอกจากมาตรการยกเว้นภาษีแล้ว ยังเน้นสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา (R&D) และการลงทุนในอุตสาหกรรมขั้นสูง สะท้อนถึงการวางตำแหน่งเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของภูมิภาค
⦁การรับมือกับภาษีนำเข้าสินค้าข้ามแดน
ในยุค Trump 2.0 ที่มาตรการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าข้ามแดน (Transshipment tariffs) หรือที่เรียกกันว่า “สินค้าสวมสิทธิ” อาจเข้มงวดขึ้น ดังนั้น ประเทศที่สามารถพึ่งพาวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตจากภายในประเทศ (Local content) ได้มากจะได้เปรียบอย่างชัดเจน ซึ่งเมื่อเราเจาะลึกความเสี่ยงของภาคการผลิตในกลุ่มอาเซียน พบว่าอินโดนีเซียมีความเสี่ยงต่ำที่สุด เนื่องจากมี Local content สูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ เช่น เหมืองแร่และพลังงาน ขณะที่ไทยอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงปานกลางแม้จะมีฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง แต่ยังจำเป็นต้องเพิ่ม Local content ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องจักร เพื่อให้ผ่านเกณฑ์การประเมินที่อาจเข้มงวดขึ้น สำหรับเวียดนามอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง เนื่องจากมีสัดส่วน Local content ต่ำในหลายอุตสาหกรรม เช่น เครื่องจักร ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสะท้อนการพึ่งพาการนำเข้าสูงโดยเฉพาะจากจีน
⦁บทสรุป:จุดแข็งเฉพาะตัวของแต่ละประเทศที่สร้างโอกาสดึงดูดการลงทุน
สำหรับนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและห่วงโซ่อุปทานการผลิต ไทยและมาเลเซียถือเป็นประเทศที่น่าสนใจ แต่หากนักลงทุนมีเป้าหมายเน้นตลาดภายในประเทศ อินโดนีเซียคือตัวเลือกที่โดดเด่นที่สุด ด้วยขนาดตลาดที่ใหญ่และเติบโตดี พร้อมทั้งมีชนชั้นกลางที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว และหากเป้าหมายคือการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ เวียดนามและสิงคโปร์ได้เปรียบกว่าประเทศอื่นๆ ด้วยจุดเด่นด้านการค้าระหว่างประเทศ
นอกจากแต่ละประเทศต่างมีจุดแข็งเฉพาะตัวแล้ว การอาศัยจุดแข็งร่วมของภูมิภาคผ่านการรวมกลุ่มเศรษฐกิจ และการเชื่อมโยงในภาคการเงิน ตลอดจนความร่วมมือเพื่อเชื่อมโยงระบบการชำระเงินในภูมิภาคอาเซียน (RPC: Regional Payment Connectivity) ที่ช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพการค้าการลงทุนภายในภูมิภาค ถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางเพิ่มศักยภาพในการรับมือกับความผันผวนและเพิ่มความน่าสนใจของภูมิภาคอาเซียนต่อการลงทุนในระยะยาว
การที่อาเซียนยังคงรักษาความน่าสนใจในฐานะ “ศูนย์กลางการลงทุนแห่งเอเชีย” สะท้อนถึงพลังของภูมิภาคที่รู้จักปรับตัวและต่อยอดจุดแข็งของตน หากประเทศสมาชิกสามารถเดินหน้าปรับปรุงคุณภาพและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง อาเซียนก็จะไม่เพียง “ยืนหยัด” แต่ยังพร้อม “ก้าวนำ” ในเวทีเศรษฐกิจโลกยุคใหม่อย่างมั่นคง
ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ
ผู้บริหารสายงานวิจัยและหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ
นฤชยา สาตแฟง
นักวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

