หน้าแรก เศรษฐกิจ หุ้นไทย ฝ่าปั...

หุ้นไทย ฝ่าปัจจัยลบไม่ไหว ปิดปี68 ดัชนีร่วง 10% มูลค่าซื้อขายวูบ-บจ.แห่ซื้อหุ้นคืนต้านราคารูด

8.01.26 | 15:48 น.

หุ้นไทยฝ่าปัจจัยลบไม่ไหว ปิดปี68 ดัชนีร่วง 10% มูลค่าซื้อขายวูบ-บจ.แห่ซื้อหุ้นคืนต้านราคารูด

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า สรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนธันวาคม และทั้งปี 2568 พบว่า ตลาดหลักทรัพย์ไทยได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย อาทิ มูลค่า (แวลูเอชั่น) ของหลักทรัพย์ที่ปรับลดลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์อื่นในภูมิภาค อัตราปันผลตอบแทนอยู่ในระดับที่น่าสนใจ การเข้าซื้อกองทุน Thai ESG เพื่อได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ประกอบกับการกลับมาซื้อสุทธิของผู้ลงทุนต่างชาติ แต่บรรยากาศการลงทุนยังคงได้รับแรงกดดันจากความกังวลหลายประการ อาทิ การยุบสภา ผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อภาคส่งออก การท่องเที่ยว และแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวในปี 2569 ทำให้ดัชนีหุ้นไทย ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2568 ปิดที่ระดับ 1,259.67 จุด เพิ่มขึ้น 0.2% จากสิ้นเดือนพฤศจิกายน แต่ลดลง 10.0% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567

“ช่วงเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา หุ้นไทยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชีย เพราะมีการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมของปี 2568 ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แสดงถึงความยืดหยุ่นทางนโยบาย (Policy space) ที่เริ่มจำกัด ทำให้เห็นสัญญาณเงินลงทุนต่างชาติไหลออกจากหุ้นและพันธบัตรระยะสั้น หุ้นไทยจึงปรับตัวลงค่อนข้างมาก ทั้งจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ” นายศรพล กล่าว

นายศรพล กล่าวว่า มูลค่าหลักทรัพย์มีความน่าสนใจมากขึ้นเพราะราคาปรับลดลง บริษัทจดทะเบียนหลายแห่งจึงดำเนินการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารสภาพคล่องและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ลงทุน ขณะที่ภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ ผู้ที่สนใจการลงทุนระยะยาวอาจพิจารณาให้ความสำคัญกับกลุ่มหุ้นปันผล ทั้งนี้ Total Return Index (TRI) โดยเฉพาะ SETHD TRI สะท้อนผลตอบแทนจากเงินปันผลที่สะสมมาอย่างสม่ำเสมอ

นายศรพล กล่าวว่า เดือนธันวาคม 2568 มีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 31,474 ล้านบาท ลดลง 22.7% จากเดือนเดียวกันของปี 2567 ส่งผลให้ในปี 2568 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมอยู่ที่ 41,405 ล้านบาท ผู้ลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 6,202 ล้านบาท ยอดขายสุทธิสะสมทั้งปีอยู่ที่ 107,096 ล้านบาท โดยผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 54.08% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ตามด้วยผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ 28.98% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 10.67% และบริษัทหลักทรัพย์ 6.27%

Advertisement