จากสถานการณ์กองกำลังพิเศษของสหรัฐเข้าจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร และภริยา เมื่อคืนวันที่ 3 มกราคม 2569 ส่งผลให้ทั่วโลก เพิ่มน้ำหนักต่อปัจจัยเฝ้าระวังจากภูมิรัฐศาสตร์ จากสถานการณ์ดังกล่าว และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในมิติใดอีก
มิติหนึ่งคือการลงทุนระยะสั้น ในสินทรัพย์ดิจิทัล อาทิ คริปโทเคอร์เรนซี
ชานน จรัสสุทธิกุล ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ FWX แพลตฟอร์มเทรดอนุพันธ์ไร้ศูนย์กลาง และ Forward Labs สตาร์ตอัพฟินเทค ด้านบล็อกเชน ให้คำจำกัดความไว้ว่า
ปีที่สองของทรัมป์ : จากปีแห่งแรงกดดัน สู่ความหวังการรีบาวด์ของตลาดคริปโทในปี 2026
“Donald Trump เพิ่งเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐได้เพียงหนึ่งปี แต่เป็นหนึ่งปีที่เต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และตลาดการเงินโลก ปี ค.ศ.2026 (พ.ศ.2569) ซึ่งเป็นปีที่สองของการดำรงตำแหน่ง จึงถูกจับตามองในฐานะช่วงเวลาที่ทรัมป์จะเริ่ม “แสดงฝีมือ” อย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น หลังจากปีแรกที่เต็มไปด้วยแรงเสียดทาน
ส่วนตัวผมมองว่ายุทธศาสตร์ของทรัมป์ต่อเศรษฐกิจและค่าเงินดอลลาร์อาจเข้าข่ายลักษณะ “ตบหัวแล้วลูบหลัง” ในภาพกว้าง กล่าวคือ ใช้นโยบายที่สร้างแรงกดดันต่อตลาดในระยะสั้น ก่อนจะผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวในระยะถัดไป (ถ้าภาพสั้นๆ จะนิยมใช้คำว่า TACO)
ในปี 2025 (พ.ศ.2568) ตลาดการเงิน โดยเฉพาะตลาดคริปโท เผชิญกับภาวะที่ผมเองประเมินว่า “ย่ำแย่กว่าหลายวิกฤตในอดีต” ไม่ว่าจะเป็นช่วงการล่มสลายของ FTX หรือยุคที่จีนประกาศแบน Bitcoin อย่างเป็นทางการ ตลาดคริปโทในปีดังกล่าวเผชิญแรงขายอย่างหนัก เกิดการ liquidate ในวงกว้าง และสภาพคล่องหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ภาวะความไม่มั่นคงด้านสภาพคล่องในเดือนตุลาคม 2025 สะท้อนถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างของตลาดสินทรัพย์เสี่ยง ท่ามกลางนโยบายการเงินที่ยังตึงตัว ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และสัญญาณการแทรกแซงเชิงนโยบายจากฝั่งการเมืองสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ผมประเมินว่าปี 2026 อาจเป็นจุดเปลี่ยน หากรัฐบาลสหรัฐภายใต้ทรัมป์เลือกใช้นโยบายหรือกลยุทธ์ที่ผ่อนคลายมากขึ้น ทั้งต่อค่าเงินดอลลาร์ ตลาดทุน และสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะคริปโท ซึ่งอาจได้รับแรงหนุนจากการปรับสมดุลเชิงนโยบาย/กลยุทธ์ หลังจากปีแห่งแรงกดดัน
ในกรอบมุมมองนี้ ปี 2026 อาจไม่ใช่ปีแห่ง “ตลาดกระทิงเต็มรูปแบบ” แต่มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นปีของคำว่า “Rebound” และการฟื้นตัวของความเชื่อมั่น หลังจากตลาดผ่านช่วงการปรับฐานที่รุนแรงที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์คริปโท”
จาก หนี้ สู่กำลัง
ขณะที่ ผศ.ดร.อุดมศักดิ์ รักวงษ์วาน PhD in Financial Mathematics ผู้ร่วมก่อตั้ง และที่ปรึกษาของ Forward-Decentralized Derivatives Platform และ Forward Labs-Blockchain technology labs และอาจารย์ภาควิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองว่า
“หลายสิบปีที่ผ่านมา โลกถูกขับเคลื่อนด้วยสิ่งที่เรียกว่า Globalization ไม่ใช่ด้วยปืน รถถัง หรือทหาร แต่ด้วยดอลลาร์ หนี้ สถาบันการเงิน และกติกาโลกที่เขียนโดยผู้ชนะสงคราม
ประเทศใดไม่เชื่อฟัง จะถูกตัดสภาพคล่อง ถูกคว่ำบาตร ถูกกดค่าเงิน ถูกดึงเข้า IMF หรือ World Bank และถูกบังคับให้ “ปฏิรูป” ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดจากภายนอก
นี่คืออาณานิคมทางการเงิน ไม่ต้องยึดดินแดน แต่ยึดนโยบาย ไม่ต้องตั้งผู้ว่าราชการ แต่ตั้งเงื่อนไขเงินกู้
แต่วันนี้ เกมกำลังเปลี่ยน!
เหตุการณ์ที่สหรัฐอเมริกาใช้นโยบายแข็งกร้าวกับเวเนซุเอลา สะท้อนบางอย่างที่ลึกกว่าการเมืองระยะสั้น มันคือสัญญาณว่า Globalization แบบเดิม เริ่มคุมไม่อยู่
เมื่อหนี้ไม่ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป และสหรัฐเริ่มไม่สามารถใช้ “หนี้” เป็นเครื่องมือดูดทรัพยากรจากประเทศต่างๆ ในลักษณะเครื่องบรรณาการได้อีกแล้ว ประเทศจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามกับระบบเดิม ทำไมต้องถือดอลลาร์ ทำไมต้องซื้อพันธบัตรสหรัฐ และทำไมต้องยอมให้ทรัพยากรถูกดึงออกไปผ่าน “หนี้” ที่อาจไม่มีวันคืน
ประเทศต่างๆ เริ่มมองเห็นวงจรที่ไม่จบสิ้น เอาเงินไปให้กู้ เงินนั้นถูกนำไปซื้อทรัพยากรของเรา จากนั้นก็กลับมากู้เงินเราอีกครั้ง วนไปเรื่อยๆ โดยไม่มีความตั้งใจจะคืนหนี้อย่างแท้จริง
โลกจึงเริ่มเห็นทางเลือกใหม่ ไม่ว่าจะเป็น BRICS การค้าข้ามประเทศที่ไม่ใช้ดอลลาร์ ทองคำที่กลับมาเป็น Strategic Asset สินทรัพย์ดิจิทัล CBDC และ Stablecoin ทางเลือก เมื่ออาวุธทางการเงินเริ่มทื่อ อาวุธแบบเก่าจึงถูกหยิบกลับมาใช้งานอีกครั้ง
โลกกำลังเคลื่อนจาก Soft Power ไปสู่ Hard Power
ในยุคล่าอาณานิคม 1.0 อำนาจมาจากปืน เรือรบ และการยึดครองโดยตรง ในยุคล่าอาณานิคม 2.0 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วง Globalization อำนาจมาจากดอลลาร์ หนี้ และระบบการเงินโลก แต่วันนี้ เรากำลังเห็น Hybrid Model ใช้เงินเมื่อได้ผล และใช้กำลังเมื่อเงินไม่พอ ไม่ใช่เพราะอยากใช้กำลัง แต่เพราะอำนาจเดิมเริ่มสั่นคลอน โลกหลายขั้วที่กำลังก่อตัวขึ้น ไม่ใช่โลกของกติกาเดียว สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่สงคราม แต่คือโลกที่ไม่มี consensus กลาง กติกาเดียวไม่สามารถใช้กับทุกคนได้อีกต่อไป ใครมีพลังมากกว่า ก็เขียนกติกาเฉพาะกลุ่ม ประเทศเล็กจึงต้องเลือกข้าง หรือไม่ก็ต้องหาทางเอาตัวรอด
สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ บทเรียนจากโลกหลังจากนี้ชัดเจนมาก ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่ในงบการเงิน แต่อยู่ในภูมิรัฐศาสตร์ ซัพพลายเชนไม่ใช่แค่เรื่องต้นทุน แต่เป็นเรื่องความมั่นคง เงินสดไม่ใช่สินทรัพย์ปลอดภัยเสมอไป สัญชาติและเขตอำนาจจะกลับมาเป็นเรื่องสำคัญ และสินทรัพย์ที่อยู่นอกระบบจะมีบทบาทมากขึ้น
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่มันคือโครงสร้างใหม่ของอำนาจโลก

