ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ธ.ค. รูดรอบ4เดือน บอร์ดเซมิฯลุยแผนดึงลงทุน2.5ล้านล.
เมื่อวันที่ 8 มกราคม นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือนธันวาคม 2568 พบว่า ความเชื่อมั่นฯลดลงทุกรายการและปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (CCI) ลดลงจากพฤศจิกายน ที่อยู่ระดับ 53.2 เป็น 51.9 ความเชื่อมั่นฯในปัจจุบันจาก 36.5 เป็น 35.6 ดัชนีความเชื่อมั่นฯในอนาคตจาก 61.5 เป็น 60.0 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ระดับ 45.5 49.8 และ 60.5 ตามลำดับ ลดลงจากพฤศจิกายน อยู่ระดับ 46.8 50.9 และ 61.9 ตามลำดับ ดัชนีทุกรายการอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติระดับ 100 เนื่องจากผู้บริโภคความขาดความเชื่อมั่นชัดเจน กังวลสถานการณ์ทางการเมืองภายหลังการยุบสภา กระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยล่าช้า ผู้บริโภคยังขาดความมั่นใจต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แม้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ยังไม่เห็นผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม ขณะที่ค่าครองชีพยังทรงตัวสูง ปัจจัยลบจากความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวจากสงครามการค้า อาจกระทบต่อเศรษฐกิจและการจ้างงาน ทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคไม่แน่นอนสูง
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สำหรับไตรมาสแรกปี 2569 ผู้บริโภคคงระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย เนื่องจากต้องการรอดูความชัดเจนของสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ และเสถียรภาพทางการเมือง รวมถึงทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาหลังการเจรจาหยุดยิง ว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจในระยะต่อไปอย่างไร คาดไตรมาสแรกจะมีเม็ดเงินสะพัดจากการหาเสียงชิงคะแนนเลือกตั้งค่อนข้างมาก 5-6 หมื่นล้านบาท จะเป็นตัวแปรพยุงเศรษฐกิจไทยท่ามกลางสภาวะการส่งออกชะลอตัวและการลงทุนภาครัฐจำกัดช่วงรัฐบาลรักษาการ
” เศรษฐกิจไทยขณะนี้ขาดความเชื่อมั่นในทุกภาคส่วนชัดเจน ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค จึงต้องจับตาดูว่าเม็ดเงินจากการเลือกตั้งเดือนมกราคมนี้จะช่วยสร้างความคล่องตัวได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงรอความชัดเจนของรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง จึงคงคาดการณ์จีดีพีทั้งปี 1.7% และการส่งออกอาจติดลบ 1-3% ผู้ประกอบการและประชาชนคาดหวังหลังการเลือกตั้งจะได้รัฐบาลเร็วและออกมาตรการกระตุ้นใช้จ่ายได้ทันที ” นายธนวรรธน์ กล่าวและว่าส่วนสำรวจความเชื่อมั่นนักธุรกิจธันวาคม 2568 พบว่าความเชื่อมั่นฯต่อปัจจุบันอยู่ที่ 38.8 ลดลงต่อเนื่อง 10 เดือน แต่ความเชื่อมั่นในอนาคตอยู่ที่ 49.1 เพิ่มต่อเป็นเดือนที่ 4 ส่งผลให้ความเชื่อมั่นฯโดยรวมของภาคเอกชน อยู่ที่ 44.2 เป็นการกลับมาเพิ่มอีกครั้งเป็นเดือนแรก
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์) เมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน ให้ความเห็นร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ เริ่มจัดทำมาตั้งแต่เมษายน 2568 ว่าจ้างบริษัท Roland Berger บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำระดับโลก เป็นผู้ศึกษาและจัดทำร่างยุทธศาสตร์ มีการศึกษาข้อมูลเชิงลึก ประชุมหารือกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ประเมินสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรม ความสามารถการแข่งขัน เปรียบเทียบประเทศคู่แข่ง ร่างยุทธศาสตร์นำเสนอบอร์ดครั้งนี้ผ่านการประชาพิจารณ์และรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องแล้ว เมื่อตุลาคม 2568 ได้เปรียบเทียบการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยกับผู้นำอย่าง สิงคโปร์ มาเลเซีย คู่แข่งอย่าง เวียดนาม ฟิลิปปินส์ พบว่าไทยมีโอกาสพัฒนาต่อยอดอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เติบโตและแข่งขันได้ ควรเน้น 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ไทยมีศักยภาพสูง ได้แก่ ชิปประเภท Power, Sensor, Photonics, Analog และ Discrete เนื่องจากเป็นชิปใช้ในอุตสาหกรรมสำคัญของไทย อาทิ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม ดาต้าเซ็นเตอร์ เทคโนโลยี AI ระบบออโตเมชั่น และการแพทย์”นายนฤตม์ กล่าว
นายนฤตม์ กล่าวว่า ร่างยุทธศาสตร์ฯกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลักดันให้เกิดชิปเมดอินไทยแลนด์ (Made-in-Thailand Chips) ตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ในช่วง 25 ปีข้างหน้า (ค.ศ. 2026 – 2050) พัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมได้มากกว่า 230,000 คน และทำให้เกิดระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครบวงจร เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมในภูมิภาค โดยในระยะ 5 ปีแรก จะมุ่งเน้นต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีจุดแข็ง เช่น กิจการประกอบและทดสอบชิป (Outsourced Semiconductor Assembly and Test: OSAT) การออกแบบชิป (IC Design) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง รวมถึงการผลักดันให้เกิดการลงทุนในกิจการผลิตชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) ในประเทศไทย ควบคู่กับการเริ่มสร้างผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพให้เติบโตเป็นผู้เล่นหลัก (Local Champion)
นายนฤตม์ กล่าวว่า ร่างยุทธศาสตร์ฯเสนอกลไกขับเคลื่อน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.ด้านสิทธิประโยชน์ เช่น การให้เงินสนับสนุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในระยะยาว 2.ด้านบุคลากรทักษะสูง เช่น การพัฒนาหลักสูตรและความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ 3.ด้านเทคโนโลยี เช่น การยกระดับศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) และศูนย์วิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ของสถาบันการศึกษา 4.โครงสร้างพื้นฐาน เช่น การกำหนดพื้นที่รูปแบบคลัสเตอร์ การพัฒนาระบบน้ำและไฟฟ้า โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การพัฒนาระบบป้องกันและจัดการภัยพิบัติ 5.สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เช่น การอำนวยความสะดวกในการอนุมัติ/อนุญาตประกอบธุรกิจ การเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ และยุโรปในเรื่องเซมิคอนดักเตอร์ ออกแบบกลไกจัดซื้อภาครัฐสนับสนุนผู้ประกอบการไทย
นายนฤตม์ กล่าวว่า ช่วงปี 2561–พฤศจิกายน 2568 การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มี 1,748 โครงการ มูลค่าการลงทุน 1.17 ล้านล้านบาท คิดเป็น19% ของเงินลงทุนทั้งหมด นับเป็นอุตสาหกรรมที่มีคำขอรับการส่งเสริมมากที่สุด เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในธุรกิจการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) การประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ (OSAT) การผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และชิ้นส่วน การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ เครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์โทรคมนาคม รวมทั้งการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ที่ผ่านมามีบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์หลายรายตัดสินใจลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย เช่น บริษัท Infineon ผู้ผลิตชิปอันดับหนึ่งของเยอรมนี บริษัท Analog Devices, Microchip Technology และ Lumentum จากสหรัฐอเมริกา บริษัท NXP Semiconductor จากเนเธอร์แลนด์ บริษัท Sony, Toshiba และ Rohm จากญี่ปุ่น และบริษัท Fiti ในเครือ Foxconn ผู้ผลิตอุปกรณ์ความแม่นยำสูงสำหรับเครื่องจักรผลิตเซมิคอนดักเตอร์จากไต้หวัน เป็นต้น

