ปี 2560 ถือเป็นปีที่ประสบความสำเร็จในภาคการท่องเที่ยวอย่างมาก โดยเฉพาะการที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดสภาการเดินทางและการท่องเที่ยวโลก (World Travel and Tourism Council Global Summit หรือ WTTC) ระหว่างวันที่ 26-27 เมษายนที่ผ่านมา โดยข้อมูลจากรายงานประจำปีของ WTTC ปี 2559 พบว่าไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยว 2.5 ล้านล้านบาท สูงเป็นอันดับ 4 ของโลก และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.1 ล้านล้านบาท ขึ้นเป็นอันดับ 3 ของโลก ในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือปี 2569 การที่ภาคการท่องเที่ยวของไทยทะยานสู่ประเทศที่สร้างรายได้มากเป็นลำดับต้นๆ ของโลกนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และยังนับเป็นภารกิจสำคัญของหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวไทยว่าจะสามารถรักษาอันดับการเติบโตในเชิงรายได้มากน้อยเพียงใด
“มติชน” ได้รับโอกาสสัมภาษณ์พิเศษนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เกี่ยวกับความสำเร็จที่เกิดขึ้น
-มองทิศทางรายได้ท่องเที่ยวเป็นอย่างไร
นางกอบกาญจน์ระบุว่า ตัวเลขคาดการณ์รายได้ท่องเที่ยวไทยตามที่ WTTC ระบุนั้น ถือเป็นมุมมองระดับโลกที่โฟกัสมายังอุตสาหกรรมท่องเที่ยวประเทศไทย และเห็นว่ารายได้การท่องเที่ยวของเราเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แต่สำหรับกระทรวงเอง ยอมรับว่าตัวเลข 4.1 ล้านล้านบาท ในอีก 10 ปีข้างหน้านั้น เป็นตัวเลขที่สูงไป เรายังไม่กล้าเสี่ยงที่จะตั้งเป้ารายได้ตามนั้น เพราะการจะถึงเป้าหมายได้ ไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีปัจจัยความเสี่ยงอะไรเข้ามากระทบบ้างหรือไม่ ทำให้เราต้องบริหารจัดการความเสี่ยงต่างๆ ไปพร้อมๆ กับการพัฒนา แก้ไขปัญหา ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว
“การที่องค์กรท่องเที่ยวระดับโลกมองไทยเป็นประเทศที่สร้างรายได้ท่องเที่ยวสูงเป็นลำดับต้นๆ ของโลกนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาประเทศ ซึ่งไทยเองก็ไม่ได้หวังผลแค่รายได้จากนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เรายังหวังผลในทางอ้อม ผ่านการเชื้อเชิญนักลงทุนต่างชาติให้มาลงทุนด้านอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยว ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกับแนวคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้มอบนโยบายไว้ คือ สร้างประเทศไทยเป็น Thailand Plus One เพื่อดึงดูดการลงทุนใหม่จากต่างประเทศ ให้ใช้ประเทศไทยเป็นฐานสำคัญ ในการเข้าสู่ตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งมีผู้บริโภคกว่า 620 ล้านคน พัฒนาการเชื่อมโยงระหว่างกันให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว เพื่อยกระดับให้ภูมิภาคนี้เป็น Single Tourist Destination จุดหมายปลายทางเดียวกัน ซึ่งปีนี้คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าสู่ภูมิภาคได้กว่า 121 ล้านคน และสร้างรายได้กว่า 29 ล้านล้านบาท”
ล่าสุดได้สั่งการให้นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ไปตั้งคณะทำงานศึกษาการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่อีอีซี เพื่อนำข้อมูลด้านการลงทุนที่น่าสนใจไปเดินสายสร้างการรับรู้ (โรดโชว์) กระตุ้นให้บริษัทรายใหญ่จากต่างชาติ อาทิ เยอรมนี จีน เข้ามาลงทุนในอีอีซี และพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆ แผนดังกล่าวคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปีนี้ เบื้องต้นโครงการขนาดใหญ่ที่กระทรวงมองว่าควรดึงมาลงทุน น่าจะเป็นการพัฒนาท่าเรือสำราญ และการลงทุนด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (เมดิคัล) ซึ่งถ้าเป็นการลงทุนเรือสำราญ เห็นว่าจะต้องเป็นบริษัทรายใหญ่ ที่มีเรือเดินทางประจำในเส้นทาง (ไลเนอร์) ทั่วโลกของเรือสำราญนั้นๆ อยู่แล้ว จะสามารถดำเนินธุรกิจต่อได้อย่างรวดเร็ว และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวได้เลย ทั้งนี้เรือสำราญหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน ได้แก่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา พม่า ก็พร้อมที่จะทำเส้นทางเดินเรือสำราญมาไทย หากเรามีท่าเรือที่พร้อมรองรับได้จริง
-คาดการณ์ตัวเลขการเติบโตที่เท่าไหร่
นางกอบกาญจน์ยืนยันว่า สำหรับตัวเลขคาดการณ์รายได้ของ WTTC เราจะไม่ไปยุ่ง เพราะกระทรวงจะไม่ตั้งเป้าหมายสูงขนาดนั้น เราคิดว่าน่าจะเติบโตเฉลี่ยแต่ละปีไม่น้อยกว่า 2.5% ก็น่าจะเป็นตัวเลขค่อนข้างเหมาะสม เพราะอย่าลืมว่าฐานรายได้จากภาคการท่องเที่ยวมันขยายมากขึ้นเรื่อยๆ จะไปตั้งเป้าหมายเติบโตสูงมากคงไม่ได้ จำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงไปพร้อมกัน หากตั้งเป้าหมายรายได้สูงไป มันจะต้องเตรียมการระหว่างทางเป็นจำนวนมาก ถ้าอะไรที่เกินตัวไปก็จะไม่ยั่งยืน เราจำเป็นต้องตั้งเป้าหมายภายในประเทศเอง โดยไม่ใช่รัฐบาลทุ่มงบลงทุนอุตสาหกรรมด้านการท่องเที่ยว เพื่อหวังกอบโกยรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำอย่างไรก็ได้ ให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน
ถ้าเราไปเร่งลงทุนเองทั้งหมดในทุกๆ ด้าน สุดท้ายแล้วสถานการณ์ท่องเที่ยวกลับไม่เป็นไปตามคาด ก็จะเกิดปรากฏการณ์ตัดราคากันเองอีก เพราะการลงทุนมากเกินไป (Over Investment) แต่ความต้องการกลับไม่ได้มากขนาดนั้น ซึ่งเราไม่อยากให้เกิด แต่สิ่งที่กระทรวงจะมุ่งเดินหน้าทำอย่างแน่นอน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเติบโต คือ การสร้างคนรองรับ โดยต้องเป็นแรงงานที่มีคุณภาพด้วย เพื่อให้สอดคล้องเป้าหมายของรัฐบาล ที่ต้องการคัดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเป็นกลุ่มที่มีความถี่ในการมาเที่ยวซ้ำมากขึ้น แต่ละครั้งที่มาอยู่นานขึ้น ค่าใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มขึ้น
-ปัญหา-อุปสรรคภาคท่องเที่ยวคืออะไร
นางกอบกาญจน์ระบุว่า สำหรับเรื่องที่ภาคเอกชนกังวล ทั้งปัญหาอาชญากรรมทางการท่องเที่ยว ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกรงว่าหากนักท่องเที่ยวมาเพิ่มมากขึ้น แล้วทรัพยากรจะเสื่อมโทรม ปัญหาระบบคมนาคมขนส่งที่ยังไม่เพียงพอ และกระจายไปยังแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ยังไม่ทั่วถึงเหล่านี้ กระทรวงไม่ได้นิ่งนอนใจอย่างแน่นอน เราต้องเดินหน้า ทั้งแผนการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว และกระจายไปยังแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ การพัฒนาระบบขนส่งทั้งทางอากาศ ทางบก และทางน้ำ การหาทางป้องกันการเกิดปัญหาอาชญากรรม โดยปัญหาทั้งหมดจะต้องมองทั้งระยะเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว โดยต้องทำงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยยอมรับว่าการขับเคลื่อนต่างๆ มันจะช้า แต่ก็ต้องเร่งหาทางออกให้เร็วที่สุด
“การบริหารจัดการที่ดีเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหา แม้ว่าในอนาคต 10 ปีข้างหน้า หากจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวไทยมากถึง 60 ล้านคนอย่างที่ WTCC คาดการณ์ไว้ แต่ถ้าเราวางระบบรองรับไว้ดีก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร อย่างฝรั่งเศสทั้งประเทศมีประชากรมากกว่า 60 ล้านคน แต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าไปเที่ยวแต่ละปีมากถึง 70-80 ล้านคน มากกว่าประชากรซะอีก เรียกได้ว่ามีคนเดินมา 3 คนจะต้องเป็นนักท่องเที่ยวสัก 2 คน ทำไมเขาถึงทำได้ แต่สำหรับประเทศไทย ถ้าจำนวนนักท่องเที่ยวจะมีมากถึงขนาดนั้น รายได้เข้าประเทศก็ต้องเป็นกอบเป็นกำด้วย”
แม้ปัจจุบันไทยจะถูกนานาชาติมองว่าเป็นที่มีรายได้ทางการท่องเที่ยวสูงเป็นลำดับต้นๆ ของโลก และเรียกได้ว่าทุกประเทศเอง ก็ต่างหันมาให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพื่อดึงเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าประเทศ เป็นปรากฏการณ์ที่เห็นอย่างเด่นชัดมากขึ้น ไม่น่าเชื่ออย่างญี่ปุ่น ในอดีตคัดกรองคนเข้าประเทศอย่างมาก แต่ตอนนี้กลับให้วีซ่าง่ายๆ หรืออย่างคนไทยไปเที่ยวญี่ปุ่น ก็ไม่ต้องขอวีซ่า อินโดนีเซียที่ยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า (Visa Fee) ให้กับประเทศต่างๆ มากถึง 162 ประเทศ เพราะประเทศต่างๆ มองว่า ยังไงคนก็ต้องเที่ยว และยิ่งถ้าเศรษฐกิจประเทศนั้นๆ เติบโตดี คนก็จะยิ่งท่องโลกกว้างมากขึ้น แต่เราจะสามารถรักษาอันดับไว้ได้หรือไม่ ก็ไม่มีใครสามารถตอบได้ แต่สิ่งที่มั่นใจว่าไทยมีความได้เปรียบหลายๆ ชาติ นอกจากเรื่องทรัพยากรทางธรรมชาติที่หลากหลายแล้ว ความเชื่อมั่นของต่างชาติที่มีต่อประเทศไทย ความมั่นคงต่างๆ และวัฒนธรรม ประเพณี นิสัยเป็นมิตรของคนไทย เป็นจุดแข็งสร้างความพอใจให้กับนักท่องเที่ยว เวลามีปัญหา การฟื้นตัวก็จะเร็ว
-มองความร่วมมือกับอาเซียนอย่างไร
นางกอบกาญจน์กล่าวว่า การท่องเที่ยวในโลกปัจจุบัน เราจะเติบโตแบบตัวคนเดียวคงไม่ได้ ซึ่งตั้งแต่เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เราก็เข้าไปร่วมทำการตลาดด้านการท่องเที่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศกัมพูชา สปป.ลาว พม่า เวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) โดยอาศัยความได้เปรียบที่เราเป็นศูนย์กลางด้านการบินของอาเซียน และย้อนมองไปว่า หากเพื่อนบ้านมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากเท่าใด ไทยเองก็จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น เพราะอย่างน้อยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ หากมาเที่ยวอาเซียนก็จะแวะมาเที่ยวไทย ทั้งความตั้งใจโดยตรง หรืออาจจะมาเปลี่ยนเครื่องและแวะเที่ยวไทยด้วยก็ตาม การทำตลาดแบบเชื่อมโยงเส้นทาง จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะอย่าลืมว่าแต่ละปีนักท่องเที่ยวทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4-5% ซึ่งเป็นเม็ดเงินมหาศาล หากชิงให้เข้ามาในกลุ่มซีแอลเอ็มวีได้มากเท่าใด ก็จะเป็นโอกาสสร้างรายได้ทั้งต่อไทยเอง และเพื่อนบ้านด้วย
“ตนเพิ่งได้รายงานเรื่องตัวเลขประมาณการรายได้ท่องเที่ยวของไทย ตามที่ WTCC คาดการณ์ไว้ที่ 4.1 ล้านล้านบาทให้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี รับทราบ ซึ่ง พล.อ.ธนะศักดิ์ได้กำชับกลับมาว่าอย่าประมาทกับเรื่องนี้ อย่าคิดอะไรที่เกินตัวมากไป เพราะถ้าหากรายได้ที่คาดการณ์ไม่ได้ขึ้นมา ทุกฝ่ายทุกหน่วยงานก็จะเจ็บตัวกันหมด จำเป็นต้องบริหารความเสี่ยงไปด้วย” นางกอบกาญจน์ให้สัมภาษณ์ทิ้งท้าย
จากนี้ทิศทางท่องเที่ยวไทยจะไต่ขึ้นระดับโลกได้สูงขึ้นมากน้อยขนาดไหน จะฟันฝ่าอุปสรรคและปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ และจะมีแนวทางผลักดันให้เติบโตเพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศได้แค่ไหน ยังต้องตามลุ้นผลงานแม่ทัพการท่องเที่ยวที่ชื่อ “กอบกาญจน์” กันต่อไป!!

