หน้าแรก เศรษฐกิจ ราคาวัสดุก่อส...

ราคาวัสดุก่อสร้าง ธ.ค. ทรงตัว สอดรับงานภาครัฐ-อสังหาฯเงียบ พณ.เปิด 4 วิกฤต กดดันปี 69 ซบเซาต่อ

10.01.26 | 11:32 น.

ราคาวัสดุก่อสร้าง ธ.ค. ทรงตัว สอดรับงานภาครัฐ-อสังหาฯเงียบ พณ.เปิด 4 วิกฤต กดดันปี 69 ซบเซาต่อ

เมื่อวันที่ 10 มกราคม นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างเดือนธันวาคม 2568 เท่ากับ 112.4 เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2567 ดัชนีราคาไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อพิจารณาเป็นรายหมวดดัชนีราคามีทั้งสูงขึ้นและลดลง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

หมวดไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ ทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อนหน้า หมวดซีเมนต์ สูงขึ้นร้อยละ 5.5 จากการสูงขึ้นของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ปูนซีเมนต์ผสม และปูนฉาบสำเร็จรูป เนื่องจากมีความต้องการใช้ในโครงการก่อสร้างของภาครัฐที่เป็นโครงการต่อเนื่อง และการปรับราคาปูนซีเมนต์เพิ่มขึ้นของผู้ผลิตในช่วงไตรมาสแรกจากการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่การใช้พลังงานสะอาดส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นส่งผ่านมายังผู้บริโภค หมวดผลิตภัณฑ์คอนกรีต สูงขึ้นร้อยละ 1.0 จากการสูงขึ้นของคานคอนกรีตสำเร็จรูป เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง และคอนกรีตผสมเสร็จ ตามการสูงขึ้นของราคาวัตถุดิบ (ปูนซีเมนต์ หิน ทราย)

หมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก ลดลงร้อยละ 2.0 จากการลดลงของเหล็กเส้นกลมผิวข้ออ้อย เหล็กเส้นกลมผิวเรียบ เหล็กตัวซี และเหล็กตัว H จากผลกระทบหลายด้านทั้งจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่ยืดเยื้อเป็นเวลานาน และมาตรการทางภาษีเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมเหล็กของหลายประเทศ เป็นปัจจัยกดดันราคาเหล็กในตลาดโลกและในประเทศอย่างต่อเนื่อง

หมวดกระเบื้อง ลดลงร้อยละ 0.5 จากการลดลงของกระเบื้องคอนกรีตมุงหลังคา ครอบสันโค้ง และกระเบื้องเคลือบปูพื้น และหมวดสุขภัณฑ์ ลดลงร้อยละ 3.9 จากการลดลงของโถส้วมชักโครก อ่างล้างหน้าเซรามิก ฝักบัวอาบน้ำ และราวจับสเตนเลส ลดลงตามการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ ประกอบกับต้นทุนพลังงานลดลง (ก๊าซธรรมชาติ ค่ากระแสไฟฟ้า) รวมทั้งผู้ประกอบการชะลอการลงทุนโครงการก่อสร้างใหม่เนื่องจากยังมีอุปทานคงค้างของอสังหาริมทรัพย์สูงจากผลกระทบของการเข้มงวดการอนุมัติสินเชื่อ

Advertisement

หมวดวัสดุฉาบผิว ลดลงร้อยละ 1.1 จากการลดลงของสีทาถนน ชนิดสะท้อนแสง และสีน้ำอะคริลิค ทาภายใน ตามการลดลงของราคาวัตถุดิบ (ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี) และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายของผู้ประกอบการในช่วงปลายปีที่เข้มข้นกว่าปีที่ผ่านมา หมวดอุปกรณ์ไฟฟ้าและประปา สูงขึ้นร้อยละ 1.5 จากการสูงขึ้นของสายส่งกำลังไฟฟ้า NYY สายไฟฟ้า VCT และสายไฟฟ้า VAF ตามการสูงขึ้นของราคาวัตถุดิบ (ทองแดง) ในตลาดโลกที่ปรับราคาสูงขึ้นทำสถิติใหม่ สาเหตุจากความต้องการทองแดงเพิ่มขึ้นมากในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยี AI รวมทั้งมีความต้องการใช้ในการก่อสร้างด้านสาธารณูปโภคโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น

หมวดวัสดุก่อสร้างอื่นๆ ลดลงร้อยละ 1.9 จากการลดลงของยางมะตอย ตามการลดลงของราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่มีสาเหตุจากการเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ (OPEC+)

นายนันทพงษ์กล่าวว่า สำหรับดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง ปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวเมื่อเทียบกับปี 2568 จากหลายสาเหตุ ดังนี้

(1) ราคาสินค้าโลหะพื้นฐานที่วัตถุดิบหลักในการผลิตสินค้าวัสดุก่อสร้างในตลาดโลกปรับราคาสูงขึ้น อาทิ ทองแดง อะลูมิเนียม เนื่องจากมีความต้องการใช้ในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและโครงการด้านพลังงานสะอาด
(2) กฎระเบียบการค้าโลกด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น การบังคับใช้กฎหมายควบคุมสิ่งแวดล้อมในหลายประเทศ โดยเฉพาะมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ เหล็ก ที่ต้องปรับกระบวนการผลิตไปสู่การใช้พลังงานสะอาดส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

(3) ราคาน้ำมันและราคาพลังงานมีแนวโน้มปรับราคาสูงขึ้น จากกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ (OPEC+) มีแผนระงับการเพิ่มกำลังการผลิตในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 (ม.ค.-มี.ค.) เนื่องจากความกังวลว่าอุปทานน้ำมันและพลังงานจะล้นตลาด

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่ทำให้ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ ดังนี้
(1) ความล่าช้าจากการลงทุนโครงการก่อสร้างภาครัฐขนาดใหญ่ (Mega Project) อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด ที่จะต้องรอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง

(2) ปัจจัยทางด้านการเมืองที่อาจส่งผลให้นักลงทุนชะลอการลงทุนโครงการใหม่เพื่อรอดูทิศทางและนโยบาย ทางเศรษฐกิจของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง

(3) หนี้ครัวเรือนที่สูงและอุปทานคงค้างของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังอยู่ในระดับสูงส่งผลให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีแนวโน้มชะลอตัว
(4) วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่ยังคงยืดเยื้อ มาตรการการปกป้องการนำเข้าเหล็กในหลายประเทศ ทำให้มีอุปทานเหล็กส่วนเกินสูง กดดันราคาเหล็กในตลาดโลกและในประเทศ