หน้าแรก เศรษฐกิจ ศึกนโยบาย ‘คม...

ศึกนโยบาย ‘คมนาคม’ ยกระดับประเทศ เกมชิงใจก่อนหย่อนบัตรเลือกตั้ง69

12.01.26 | 13:10 น.
ศึกนโยบาย‘คมนาคม’ยกระดับประเทศ เกมชิงใจก่อนหย่อนบัตรเลือกตั้ง’69

เลือกตั้ง69 – ในช่วงการเมืองร้อนแรงก่อนการเลือกตั้งใหญ่ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะเห็นได้ว่าทุกพรรคต่างลุยปราศรัยหาเสียงกันอย่างดุเดือด และพร้อมใจกันงัดนโยบายเด็ดๆ ออกมาโชว์ด้วยความหวังที่จะชุบเศรษฐกิจและเปลี่ยนคุณภาพชีวิตให้ไปในทางที่ดีกว่าเดิม

แม้จะมีนโยบายด้านเศรษฐกิจออกมาหลายรูปแบบ แต่สำหรับนโยบายด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน ถือเป็นหนึ่งในประเด็นเศรษฐกิจที่พรรคการเมืองและประชาชนจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะไม่เพียงแต่เกี่ยวพันกับการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาวเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง ด้วยมาตรการด้านการเดินทาง การขนส่ง และการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจผ่านระบบคมนาคมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดยพรรคการเมืองใหญ่ต่างชูแนวทางที่แตกต่างกันออกไปตั้งแต่การลดค่าครองชีพ ไปจนถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

⦁เพื่อไทยปักธง 3 ภารกิจ-รฟฟ. 20 บาท

เริ่มที่ “พรรคเพื่อไทย” กับสโลแกนยกเครื่องประเทศไทย โดย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อดีตพ่อทัพกระทรวงคมนาคม ตั้งมั่นขอโอกาสประชาชนกลับมาผลักดันโครงการคมนาคมไทยอีกครั้ง พร้อมความเชื่อที่ว่า “คมนาคม” คือภารกิจสำคัญที่สุดในการเปิดประตูสู่โอกาสของประเทศ หากประเทศไทยสามารถบูรณาการระบบถนน ราง น้ำ และอากาศ ให้เชื่อมโยงเป็นโครงข่ายเดียวกัน พร้อมนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ไทยจะก้าวขึ้นเป็นจุดเชื่อมทางการค้าสำคัญ และเมื่อโครงสร้างพื้นฐานแข็งแรง โอกาสทางเศรษฐกิจก็จะกระจายลงสู่ประชาชนฐานราก ทำให้ผู้ประกอบอาชีพสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

Advertisement

สุริยะระบุ หากพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลพร้อมสานต่อ 3 ภารกิจด้านคมนาคมทันที

1.รถไฟฟ้า 20 บาท ซึ่งวางรากฐานและกฎหมายรองรับไว้พร้อมแล้วโดยยืนยันว่า ภายใน 3 เดือน จะได้ใช้แน่นอน การันตีความสำเร็จจากผลงาน 20 บาท ตลอดสายสีม่วง-สายสีแดงพร้อมด้วยรถเมล์แอร์ 10 บาท พาคนเข้าสู่ระบบราง เพื่อให้คนจนได้ขึ้นรถเมล์แอร์ในราคาที่ถูกจริง

2.สานต่อ บ้านเพื่อคนไทย เริ่มต้นเดือนละ 4,000 บาท ไม่มีดาวน์ เพื่อพิสูจน์ว่าคนไทยสามารถมีบ้านในทำเลที่ดี ใกล้ระบบคมนาคม ใกล้งานและจ่ายไหว การมีบ้านในทำเลที่เดินทางสะดวกจะช่วยให้คนไทย “ตั้งหลักได้” และมีแรงสร้างอนาคต

3.ปฏิรูปเส้นทางคมนาคมในทุกทางทั้งทางบก ทางราง ทางอากาศ และทางน้ำ โดยทางบก พร้อมเปิดเมกะโปรเจ็กต์ เช่น โครงการทางพิเศษ จังหวัดภูเก็ต ช่วงเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้ ลดมอเตอร์เวย์สายนครปฐม-ชะอำ เส้นทางตรงไปสู่หัวหิน พร้อมขยายรถไฟรางคู่ จากเดิมที่มีเพียง 993 กิโลเมตร เพิ่มอีก1,132 กิโลเมตร ครอบคลุมทั้งทางใต้, เหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเปลี่ยนการขนส่งสินค้าจากถนนมาสู่ราง และเร่งรัดก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-หนองคาย จากกรุงเทพฯไปโคราช ต่อไปขอนแก่น จนถึงหนองคายให้เสร็จโดยรวดเร็ว รวมถึงการพัฒนาท่าอากาศยานไทย ในการเป็นศูนย์กลางการบิน

“ตลอดเส้นทางการเมืองมา 25 ปี ผมเป็นนักทำแต่เป็นนักทำที่ไม่เหมือนคนอื่น เพราะเป็นนักทำงานยาก ซึ่งเป็นงานที่ท้าทาย หากเป็นงานง่ายๆ ผมไม่ทำ และทุกงานที่ผมตั้งใจ ย้ำว่าไม่ได้มาขายของเก่า ผมเชื่อมั่นร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าตัวผมและพรรคเพื่อไทย สามารถทำได้ดีกว่านี้” สุริยะระบุ

⦁ภูมิใจไทยดันภาคใต้ ทวงคืน 30 ปีที่หายไป

ด้านพรรคภูมิใจไทย ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงคมนาคมในช่วงรัฐบาลชุดล่าสุดก่อนยุบสภา 2568 พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้ประกาศวิสัยทัศน์ปัก “นโยบายภาคใต้ 3 เสาหลัก” ขออาสาทวงคืนโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้หากกลับมาเป็นรัฐบาล เพราะเป็นเวลา 30 ปีแล้วที่ภาคใต้สูญเสียโอกาสการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนคุณภาพชีวิตและความมั่นคง

เริ่มที่โครงการสำคัญอย่าง “วงแหวนรอบเมืองหาดใหญ่ (Outer Ring Road)” ระยะทางรวม 66.84 กิโลเมตร (กม.) ซึ่งโครงการริเริ่มมาเกือบ 20 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันมีการก่อสร้างไปได้เพียง 7 กม.เท่านั้น พิพัฒน์ได้วางแผนให้นโยบายกรมทางหลวง (ทล.) เร่งรัดผลักดัน โดยให้จัดตั้งงบประมาณปี 2570 สำหรับการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดวงเงินประมาณ 13,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการก่อสร้างเพราะหาทยอยเวนคืน อาจจะเกิดความล่าช้า และมีผลต่อราคาเวนคืนที่จะเพิ่มขึ้น จึงเป็นสาเหตุที่ให้ ทล.ตั้งงบเวนคืนทั้งหมดในปี 2570 และเดินหน้าในส่วนของการเวนคืนไปก่อน เมื่อมีงบประมาณก่อสร้างจะได้ดำเนินการได้ทันที

พิพัฒน์ระบุ อีกหนึ่งจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญอย่าง จังหวัดภูเก็ต ยังคงเผชิญปัญหาการจราจรติดขัดอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมายังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นช่วงระหว่างที่บริหารกระทรวง ได้เร่งรัดเดินหน้าโครงการทางด่วนกะทู้-ป่าตอง ซึ่งประชาชนรอคอยมาเป็นเวลานาน ทั้ง 2 ระยะกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) และนอกจากโครงการทางด่วนแล้ว หากได้กลับมาคุมกระทรวงคมนาคม ยังมีแผนขยายทางหลวงหมายเลข 402 และ 4027 ของกรมทางหลวง ซึ่งเป็นถนนสายหลักจากท่าอากาศยานภูเก็ตเข้าสู่ตัวเมือง จากเดิม 6 ช่องจราจร ซึ่งประสบปัญหาการจราจรหนาแน่น หลักการดำเนินงานจะปรับเพิ่มผิวจราจรอีก 2 ช่องทางโดยรื้อเกาะกลางถนนซึ่งมีความกว้างประมาณ 4-5 เมตร และใช้แบริเออร์กั้นแทน เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรในพื้นที่ได้ในระยะเบื้องต้น

นอกจากการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้แล้วนั้น พิพัฒน์ยังมีโครงการลดค่าครองชีพประชาชน ผ่านนโยบายกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าบัตรเหมาจ่าย 40 บาทตลอดวัน โดยเป็นนโยบายหลักที่พิพัฒน์ประกาศชัดเจนว่า เป็นโครงการที่ภูมิใจมากที่สุด และไม่ว่าอย่างไรก็ตามจะเข้ามาสานต่อแน่นอนหากกลับมา พร้อมให้ความมั่นใจเกิดชัดเจนทุกสายภายใน 3 เดือน เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย แต่จุดต่างของแนวคิดนี้ คือการลดค่าโดยสารโดยไม่พึ่งพางบอุดหนุนจากรัฐ แตกต่างจากนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ที่ต้องใช้งบประมาณอุดหนุนราว 20,000 ล้านบาทต่อปี

โดยเสนอให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการระบบรถไฟฟ้าแบบองค์รวม หรือ Single Ownership พร้อมแนวคิดการซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า ด้วย 2 วิธี คือ 1.ตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน หรือ TFF เพื่อระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งวิธีนี้ต้องมั่นใจว่าจะมีผลตอบแทนสามารถเงินปันผลให้ผู้ที่ซื้อหุ้นได้ หรือ 2.ให้สัมปทานเอกชนที่เป็นคู่สัญญาเดิม เพื่อให้เอกชนนำไปกู้เงินมาเพื่อเป็นค่าซื้อคืนสัมปทานนั้น ซึ่งทั้ง 2 วิธี รัฐไม่มีส่วนเข้าไปค้ำประกันเงินกู้ใดๆ จึงไม่ทำให้เกิดหนี้สาธารณะของประเทศ

ทั้งนี้ ได้มีการกำหนดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า เส้นทางในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เบื้องต้นกำหนดอัตราที่ไม่เกิน 40 บาทตลอดทั้งวัน โดยจะมีการกำหนดแบ่งพื้นที่ หรือจัดโซนนิ่งของเส้นทางรถไฟฟ้าที่จะใช้บริการในราคาไม่เกิน 40 บาทต่อวัน ส่วนกรณีใช้บริการออกนอกโซนนิ่งที่กำหนด ก็จะกำหนดอีกราคา และหลังจัดวางโครงข่ายรถไฟฟ้าแล้ว

อีกโจทย์สำคัญคือ “ระบบรถเมล์” ในฐานะฟีดเดอร์เชื่อมชุมชนเข้าสู่ระบบราง โดย ขสมก.อยู่ระหว่างจัดหา รถเมล์ไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,520 คัน เพื่อทดแทนรถเมล์เดิม และเตรียมนำระบบตั๋วร่วมมาใช้ควบคู่กัน ค่าโดยสารรถ EV ใหม่จะอยู่ราว 13-15 บาท ต่ำกว่ารถแอร์เดิม ขณะที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังจ่าย 8 บาทเท่าเดิม ส่วนต่างให้รัฐอุดหนุนผ่านระบบสวัสดิการ ทั้งหมดสะท้อนภาพนโยบายขนส่งมวลชนที่พรรคภูมิใจไทยวางไว้ไม่ใช่เพียงการลดราคา แต่เป็นการปรับโครงสร้างทั้งระบบ

⦁ประชาชนดันNano Bus-กม.ถนนใหม่

ส่วนพรรคการเมืองรุ่นใหม่ อย่าง “พรรคประชาชน” ซึ่งนำโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้วางกรอบนโยบายคมนาคมไว้เป็นส่วนหนึ่งของโมเดลเศรษฐกิจใหม่ โดยมีเป้าหมายหลักคือการยกระดับ คุณภาพชีวิตของประชาชนทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ผ่านระบบการขนส่งที่เข้าถึงง่าย ทั่วถึงเป็นธรรม และปลอดภัยสำหรับทุกคน รวมถึงการปฏิรูประบบโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจในทุกภูมิภาคของประเทศ

เริ่มจากสร้างระบบขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน โดยกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมที่เชื่อมโยงทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้าเข้าด้วยกัน ในราคา 8-45 บาทตลอดการเดินทาง จากจุดเริ่มต้นถึงจุดหมายปลายทาง โดยมีรายละเอียดคือ เพดานราคาสูงสุด 45 บาท ไม่ว่าจะต่อรถเมล์กี่สายหรือขึ้นรถไฟฟ้ากี่สี ยอดรวมทั้งหมดต้องไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว พร้อมปฏิรูปเส้นทางและยกระดับรถเมล์ โดยทยอยนำรถเมล์ร้อนออกจากระบบ และปรับค่าโดยสารรถปรับอากาศเริ่มต้นที่ 8 บาท ให้สำเร็จภายใน 1 ปี

พร้อมปรับปรุงเส้นทางรถเมล์ใหม่ให้สั้นลงแต่ถี่ขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดฝอยเชื่อมต่อจากตรอก/ซอก/ซอย เข้าสู่สถานีรถไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว และบูรณาการข้อมูลอัจฉริยะ ผ่านการพัฒนาแอพพลิเคชั่นรวมข้อมูลรถเมล์ รถไฟฟ้า และเรือแบบ เวลาจริง (Real-Time) พร้อมเก็บข้อมูลจุดต้นทาง-ปลายทาง (Origin-Destination) เพื่อนำมาปรับปรุงความถี่และเส้นทางเดินรถให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง รวมถึงขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งสาธารณะ (Transit-Oriented Development – TOD) เพื่อให้สถานีเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตที่มีประสิทธิภาพ ลดความจำเป็นในการใช้รถส่วนตัว

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังมีความตั้งใจที่จะสร้างอุตสาหกรรมผลิตรถเมล์ไฟฟ้า Nano Bus ทดแทนรถตู้และสองแถว เพื่อความสะดวก ปลอดภัย เดินทางที่เข้าถึงทุกตรอกซอกซอยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยพัฒนารถโดยสารไฟฟ้าขนาดเล็กที่ออกแบบมาเพื่อสัญจรในซอยโดยเฉพาะ มีความปลอดภัยสูงขึ้น-ลงง่าย และช่วยลดปัญหารถติดจากการกีดขวางจราจรขณะรับส่งผู้โดยสาร และเป็นการส่งเสริมการผลิตในประเทศ จากผลักดันการผลิตแบบใกล้เคียง 100% ภายในประเทศ เพื่อสร้างงานและรายได้จากการผลิตและนวัตกรรมใหม่ๆ

อีกหนึ่งนโยบายที่น่าสนใจ คือ การเสริมสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน ผ่านการแก้ปัญหาอุบัติเหตุเชิงโครงสร้างด้วยกฎหมายถนนใหม่ กำหนดความเร็วรถตามลำดับชั้นถนน บูรณาการข้อมูลจุดเสี่ยงด้วยเทคโนโลยี ปรับปรุงทางข้ามให้ปลอดภัยสำหรับทุกคน เริ่มจากการปฏิรูปกฎหมายผ่าน พ.ร.บ.ถนน: กำหนด ลำดับชั้นของถนน (Road Hierarchy) เพื่อคุมความเร็วให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานและพื้นที่

พร้อมบูรณาการฐานข้อมูลอุบัติเหตุ ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกหน่วยงานให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อการวิเคราะห์จุดเสี่ยงอย่างแม่นยำ และออกแบบถนนปรับปรุงทางกายภาพของถนนและทางข้ามโดยยึดหลัก การออกแบบเพื่อทุกคน (Universal Design) เพื่อคุ้มครองกลุ่มเป้าหมายเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ

จากนโยบายจาก 3 พรรคการเมืองหลักข้างต้น คมนาคมไทยจะไปทิศทางไหน

เสียงจากคนไทยเท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสิน!!

ทีมข่าวเศรษฐกิจ