หน้าแรก เศรษฐกิจ ทิสโก้ หวังรั...

ทิสโก้ หวังรัฐบาลใหม่แก้โครงสร้าง มุ่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ปรับมาตรการเอื้อลงทุน

11.01.26 | 20:38 น.

ทิสโก้ หวังรัฐบาลใหม่แก้โครงสร้าง มุ่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ปรับมาตรการเอื้อลงทุน


นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังเติบโตในอัตราที่ชะลอลงตามปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังมีปัญหา และปัจจัยภายนอกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง และคาดการณ์ว่าจะมีการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งในอัตรา 0.25% ในปี 2569 และอาจจะปรับลดลงอีก 0.50% หากมีความจำเป็น ขณะที่ภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังมีความท้าทายในหลายปัจจัย รวมไปถึงยังอยู่ในช่วงของการเลือกตั้ง จึงยังไม่มีปัจจัยที่เอื้อต่อการเข้ามาลงทุนและกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังมีเสี่ยงเติบโตต่ำ รวมถึงปัจจัยกระทบทั้งภายในและภายนอกที่เข้ามากระทบ

อยากให้ภาครัฐสนับสนุนให้เกิดการออมและการลงทุน เพื่อใช้ในช่วงวัยเกษียณ รวมถึงมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายที่มีภาระหนี้สินเยอะก็ควรจะลดลง และหันมาเก็บเงินมาออมเงินกันมากขึ้น และอยากให้รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารเน้นมองภาพการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของไทยมากขึ้น ให้เป็นการเติบโตระยะยาว ถ้าสามารถปรับเปลี่ยนมาเป็นการเติบโตระยะยาวได้มันก็จะเป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานการปรับเปลี่ยนมาตรการต่าง ๆ เอื้อการลงทุน มันก็จะเป็นภาพที่ดีขึ้นได้

สำหรับเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น เรียกได้ว่าก้าวเข้าสู่ช่วง ‘Beyond the Turning Point’ จากความตึงเครียดทางการค้าที่เริ่มผ่อนคลาย รวมทั้งนโยบายการเงินและการคลังที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดย Bloomberg Consencus คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตใกล้ระดับ 3% ขณะที่เงินเฟ้อในประเทศพัฒนาแล้ว อาทิ สหรัฐอเมริกา ลดลงสู่กรอบ 2-3% หนุนให้ธนาคารกลางหลักยังคงเน้นการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ที่มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง

Advertisement

นายณัฐกฤติ กล่าวว่า กระแสเปลี่ยนผ่านระดับมหภาค โดยใช้ 3 ธีมหัวใจของกลยุทธ์การลงทุนปี 2569 ได้แก่ 1. Independence : ประเทศที่โตได้ด้วยศักยภาพภายใน 2. Intelligence : พลังการเติบโตใหม่จาก AI Ecosystem และ 3. Instability Armor : เกราะป้องกันพอร์ตในยุคความผันผวนสูง

ดังนั้นปี 2569 เป็นปีที่นักลงทุนต้องมองไกลกว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและมองหา “โอกาสการลงทุนรอบด้าน” โดยเลือกการลงทุนในประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตจากนโยบายการเงินและการคลัง อาทิ สหรัฐ อินเดีย และเวียดนาม นอกจากนี้กระแสการลงทุนใน AI ช่วยการเร่งการเติบโตของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ AI-Ecosystem และสังคมผู้สูงอายุที่ยังเป็นเมกะเทรนด์ ขณะที่ความผันผวนจากนโยบายการเงินและการคลังยังคงเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนในปี 2569 ทำให้การจัดพอร์ตลงทุนในปีนี้จึงต้องผสานระหว่างสินทรัพย์ที่สร้างการเติบโตในระยะยาวและสินทรัพย์ที่ช่วยลดความผันผวนอย่างสมดุล

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย (Bond Yield) ในปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน และมีความเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นในปีหน้า โดยคาดว่า Bond Yield อายุ 10 ปีของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2.0% ในปี 2026 และ 2.5% ในปี 2027 แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้อีก 0.25% แต่ประเมินว่า Bond Yield ไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วที่ราว 1.2% ในปี 2025 ทำให้ส่วนชดเชยความเสี่ยงของการถือ duration ยาว “ไม่คุ้มค่า” ดังนั้น ตราสารหนี้ไทยระยะกลาง–ยาว มีโอกาสเผชิญแรงกดดันด้านราคาในปี 2026 จึงควร“สับเปลี่ยนการลงทุน” ไปยัง ตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น ที่ให้ระดับดอกเบี้ยสูงและช่วยลดความเสี่ยงจากการปรับขึ้นของ Bond Yield ไทย