หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘ไชยชนก’ ลั่น...

‘ไชยชนก’ ลั่นดอกไม้บาน ราก-ต้นต้องเข้มแข็ง

13.01.26 | 09:43 น.

‘ไชยชนก’ลั่นดอกไม้บาน
ราก-ต้นต้องเข้มแข็ง

ปัจจัยที่จะทำให้ประเทศไทยผลิบานในปี 2569 ในเชิงของประเทศเท่าที่ได้มาสัมผัส การได้มามีประสบการณ์ในด้านการเมืองทั้งในฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร หากเปรียบเทียบกับต้นไม้ตอนนี้ จะมีหลายส่วนที่เปรียบเสมือนมีคนหักกิ่ง เพื่อมาเด็ดผลเยอะกับต้นไม้ต้นนี้ ถ้าอยากให้มีการผลิบานให้ต้นไม้หรือดอกไม้เติบโตอย่างสวยงาม ต้องทำให้รากฐานหรือตัวต้นเข้มแข็ง ต้องมีการดาม เสริมหลายสิ่งหลายอย่างให้เติบโตได้อย่างเต็มที่ หากมองประเทศไทยเป็นต้นไม้เรามีความอุดมสมบูรณ์มาก มีความรั่วไหลหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นทำให้รู้สึกว่าไม่ค่อยผลิบาน ถ้ากันตรงนี้ได้ประเทศไทยเจริญรุ่งเรืองแน่นอน

ในส่วนของกระทรวงดีอีมีอยู่หลายอย่าง เพราะส่วนตัวมองว่าเทคโนโลยีเป็นส่วนสำคัญของโลกปัจจุบัน และจะยิ่งสำคัญเรื่อยๆ ในโลกอนาคต เพราะฉะนั้น ในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานต่าง เรายังทำได้ดีกว่านี้อีกเยอะมาก และจากที่ตนได้สัมผัสและวิเคราะห์เอง ต้องบอกว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศที่ล้าหลังทางเทคโนโลยี เพราะหากมองไปในยุคหนึ่ง ประเทศไทยเคยเป็นผู้นำเรื่องเทคโนโลยี 5G ของทวีปเอเชีย แต่หลังจากนั้นเราก็หยุดการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี ไม่ใช่ว่าเราไม่มีทรัพยากรหรือความรู้ แต่หากย้อนจำกันได้ ขณะนั้นเกิดปัญหาการทำดาวเทียม ซึ่งหลังจากนั้นเราก็ไม่มีการพยายามพัฒนาเรื่องเหล่านี้อีกเลย อาจจะเป็นเพราะว่าข้าราชการกลัวว่าจะเกิดการคอร์รัปชั่นหรือมีคดี กลายเป็นว่าประเทศไทยถอยออกมาจากเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของอนาคต

ในส่วนที่สอง การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพของประเทศ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดความผิดพลาดของมนุษย์ได้ในทุกมิติ เพราะฉะนั้น การนำเทคโนโลยีเข้ามาผสานกับทุกมิติ ทั้งภาครัฐและเอกชน หรือทำให้กลายเป็นบริการพื้นฐานของประชาชน ก็จะช่วยพัฒนาประเทศได้ อีกส่วนหนึ่งคือความรั่วไหล ซึ่งมีหลายมิติ ทั้งในเชิงพื้นที่ชายแดน ที่มีสินค้าไม่ถูกกฎหมายไหลเข้ามา ทำให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ หรือการไหลออกของภาษี ดังนั้นการนำเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็จะช่วยลดความผิดพลาดของมนุษย์และเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้น เราจะเห็นภาพจริงของประเทศว่ามีปัญหาตรงไหน และจะสามารถหาทางออกที่แท้จริง เพื่อให้ตอบโจทย์กับสถานการณ์จริง วันนี้เราอาจจะมองว่าประเทศสามารถพัฒนาได้มากกว่านี้ แต่มีจีดีพีเติบโตตํ่า แต่มันเป็นแบบนั้นจริงหรือไม่ แม้จะใช่ในเชิงตัวเลข แต่ในเชิงเศรษฐกิจและเม็ดเงินที่เกิดขึ้นจริง เศรษฐกิจอาจจะดีกว่านั้น แต่เกิดการรั่วไหลทุกช่องทาง จึงเกิดความรู้สึกว่า ประเทศไทยเติบโตช้า ไม่เจริญเท่าที่ควรจะเป็น ซึ่งตนมองว่าเทคโนโลยีสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้

มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นปัญหาใหญ่และยังไม่ได้รับการแก้ไข สิ่งแรกที่ต้องทำ เราต้องประคับประคองประชาชนให้ผ่านทุกวิกฤตนี้ไปให้ได้ก่อน การเปลี่ยนแปลงของภัยธรรมชาติที่จะมีนิวนอร์มอล สถานการณ์จากการสู้รบไทย-กัมพูชา เรื่องภัยคุกคามทางไซเบอร์ ไม่ใช่แค่สแกมเมอร์ การสร้างความมั่นใจว่าประชาชนถูกประคับประคองผ่านวิกฤตเหล่านี้ในช่วงเวลานี้ไป เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ควบคู่กับการวางรากฐานทุกอย่าง หากทำตรงนี้เสร็จเชื่อว่าเราสามารถเริ่มพัฒนาจุดนี้ก็ยังไม่สาย แต่หากวันนี้ไม่ให้ความสำคัญสิ่งเหล่านี้ วันหนึ่งพัฒนาไปก็ไม่มั่นคง

Advertisement

ส่วนการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ เรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในความรั่วไหล เพราะทุกคนทำมาหากินหาเงินมาเยอะแยะ แต่โดนสแกมเอาเงินออกไปหมด ซึ่งตามข้อมูลที่เราได้รับมาจากการวิเคราะห์ของหน่วยงานระดับโลก ปริมาณการสแกมในปี 2024 เพิ่มขึ้นมาถึง 50 เปอร์เซ็นต์ และมีมูลค่าความสูญเสียคิดเป็น 3 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แต่ถ้าถามว่าเราทำอะไรได้บ้าง ก็จะเห็นได้ว่าที่ผ่านมา มีความเปลี่ยนแปลงและคืบหน้า ในการดำเนินการจัดการสแกมเมอร์อย่างเป็นรูปธรรมและเห็นได้ชัด

สำหรับกระทรวงดีอี เรามองหลายมิติภายใต้กฎหมายและคณะกรรมการที่นายกรัฐมนตรีตั้ง สิ่งที่เราดำเนินการไปเยอะมาก คือการคุมกำเนิดอุปกรณ์ หรือเส้นทางของเครือข่ายที่จำเป็นต้องใช้ในการสร้างกระบวนการสแกมเมอร์ เช่น บัญชีม้า ซิมผี รวมไปถึงการกระจายสัญญาณในพื้นที่ที่ไม่ควร เพราะถ้าขาดสิ่งเหล่านี้ไป สแกมเมอร์ก็ทำอะไรไม่ได้ แม้จะยังทำไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่เราก็บี้ทุกขั้นตอน และมีความคืบหน้ามาเรื่อยๆ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการต่อ พร้อมกับปรับแนวทางที่ทำแล้วได้ผลลัพธ์ประสบความสำเร็จ ให้กลายเป็นกฎระเบียบที่ชัดเจน และทำให้เป็นสิ่งที่ปฏิบัติตลอดต่อไป ไม่ใช่แค่ในช่วงเวลาที่ตนดำรงตำแหน่ง นอกจากจากนี้ เราจะมีกฎหมายที่ครอบคลุมและเป็นประโยชน์ หากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความสำคัญและปรับกฎหมายภายในประเทศให้คล้องจอง ก็จะนำไปสู่การทำงานร่วมกับนานาประเทศ ในการจัดการกับสแกมเมอร์ได้มากขึ้น เพราะปัญหานี้ไม่ใช่แค่ปัญหาในประเทศไทย แต่มีหลายประเทศที่เจอแบบนี้ ถ้าเรารวมพลังกัน เราจะจัดการเรื่องนี้ได้ดีแน่นอน

ส่วนมองว่าการจัดการปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ จะสามารถทำควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาได้หรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่าทั้ง 2 เรื่องนี้ผูกพันกันอยู่แล้ว ไม่ได้บอกว่าทุกสิ่งที่เป็นปัญหาสแกมเมอร์ในประเทศไทยมาจากกัมพูชา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นส่วนใหญ่ และปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าเม็ดเงินส่วนใหญ่ที่ถูกสแกมไป ถูกนำไปกระกอบการตัดสินใจของเจ้าของขบวนการ ดังนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าการปราบสแกมเมอร์คือสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจในเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา มันพัวพันกันหมด ถ้าเราเดินหน้าเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด ส่งสัญญาณชัดเจนว่าไม่เอาเรื่องนี้ มันจะส่งผลให้สงครามนี้ยุติได้ โดยไม่ต้องไปถึงขั้นรุนแรงที่สุด แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

ขณะที่เรื่องของเทคโนโลยี AI ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในโลกปัจจุบัน ส่วนตัวมองว่า AI มันเกิดการ disruption ขึ้นแล้ว และมีแต่จะเร็วขึ้น เป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ เหมือนวันที่อยู่ดีๆ ก็มีโทรศัพท์ หรือเริ่มมีสัญญาณอินเตอร์เน็ต ดังนั้น AI เริ่มกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของมนุษย์ไปแล้วโดยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในส่วนของประเทศไทย คนอาจจะรู้สึกว่ายังไม่แพร่หลาย แต่แท้ที่จริงแล้วก็ใช้กันเยอะมากกว่าที่คิด มีข้อมูลระบุว่าประเทศไทยใช้ AI มากเป็นอันดับ 3 ของโลก มันกลายเป็นเครื่องมือปกติที่ถูกใช้งาน อยู่ที่ว่าเราจะใช้อย่างถูกต้องหรือไม่ แต่หากเราไม่ใช้ ก็จะตามกลุ่มประเทศที่เขาใช้ไม่ทัน กลายเป็นการเสียเปรียบ เหมือนเราไปลงแข่งวิ่งแต่ไม่ใส่รองเท้า

ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย จะนำพรรคขับเคลื่อนในการเลือกตั้งปี’69 เพื่อนำไปสู่ความผลิบานอย่างไรนั้น การเลือกตั้งจะแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของการเมืองที่ผ่านมา และจะนำไปสู่ความผลิบานของประเทศ ซึ่งมีอยู่สองส่วน ได้แก่ 1.ประชาชน 2.พรรคการเมือง ในส่วนของประชาชน หวังว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้ จะสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนตระหนักถึงเสียงของเขามากขึ้นกว่าที่ผ่านมา และเขาจะเห็นว่าการที่เลือกพรรคไหนเข้าไป จะส่งผลต่อการตัดสินใจ ทั้งเรื่องไทย-กัมพูชา สแกมเมอร์ รวมถึงทุกเรื่อง หากเป็นแบบนั้น ก็หวังว่าประชาชนจะไม่เลือกพรรคที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหา หรือพรรคที่ไม่เด็ดขาดในการจัดการปัญหาที่ผ่านมา มันจะสะท้อนให้พรรคการเมืองเห็นว่าประชาชนจำ และเงินไม่ใช่ปัจจัย แต่เจตนาและความตั้งใจของนักการเมืองจะเป็นสิ่งที่ประชาชนจะใช้ในการตัดสินใจว่าจะเลือกใคร หากเราเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงตรงนี้ มันจะเป็นวัฏจักรเชิงบวก นักการเมืองและพรรคการเมืองก็ต้องปรับตัวเองมากขึ้น มุ่งทำผลงานเพื่อนำไปสู่คะแนนนิยม ไม่ใช่มองคะแนนนิยมเป็นหลักแล้วเลือกว่าจะทำอะไร

ส่วนที่มีการมองว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะมีสามพรรคใหญ่ถูกจับตา พรรคภูมิใจไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น จุดขายของพรรคที่อยากจะสื่อสารกับประชาชนคืออะไรนั้น ส่วนตัวคิดว่าความคาดหวังสามพรรคใหญ่ ไม่มีอะไรแน่นอนในด้านการเมือง ช่วงเวลาจากวันนี้ไปถึงจนถึงวันเลือกตั้งเป็นเวลาที่สำคัญมาก เพราะทุกพรรคสามารถสร้างผลงานได้ เพราะฉะนั้นไม่มีการการันตีว่าพรรคภูมิใจไทยจะเป็น พรรคภูมิใจไทยจะได้อันดับ 1-3 หรือไม่ แต่สิ่งที่ทุกพรรคทำในช่วงเวลานี้ คือสิ่งสำคัญที่จะทำให้รู้ว่าใครจะกลายเป็นพรรคใหญ่ในการเลือกตั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่พรรคที่เร่งหาเสียง แต่เป็นพรรคที่ตระหนักถึงปัญหาทุกอย่างที่เราเผชิญมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งในส่วนของพรรคภูมิใจไทย เป็นรัฐบาลรักษาการ แต่ปัญหามันยังอยู่ แม้จะดีขึ้นเพราะเราทำหลายอย่าง ทั้งเรื่องสแกมเมอร์ ปัญหาไทย-กัมพูชา และการรับมือภัยธรรมชาติ หากเราโฟกัสที่งานและผลักดันการแก้ปัญหาเต็มที่ต่อไป โดยไม่ได้คำนึงถึงการหาเสียงเป็นหลัก เชื่อว่าเราสามารถเป็นพรรคอันดับต้นๆ ของประเทศได้แน่นอน

ส่วนที่พรรคภูมิใจไทยถูกมองว่าไม่จริงใจต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น มองว่าจริงใจ เพราะเราทำเต็มที่ในทุกรูปแบบ แต่ในความหมายว่าจริงใจ มันหมายความว่าเราต้องแก้ออกมาในรูปแบบของเขาอย่างเดียวหรือไม่ เพราะตนมองว่าความเห็นต่างในสังคมมี โดยเฉพาะอุดมการณ์ของพรรคการเมือง แต่เราก็สนับสนุนเต็มที่ในทุกประการ แต่สุดท้ายแล้วการทำเต็มที่ไม่ได้หมายความว่าต้องทำทุกสิ่งที่เห็นตรงกันหมด มันก็ต้องมีความพอดี แม้แต่เรื่องเสียง ส.ว. 1 ใน 3 ผมก็ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องใหญ่ สุดท้ายต้องดูภาพรวม เราแค่จริงใจแต่มีจุดยืน