วิทัย ผู้ว่าการแบงก์ชาติ
ภารกิจพาประเทศไทยผลิบาน ไปต่อได้
ในรอบปีที่ผ่านมาแม้ประเทศไทยต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่โอบล้อม ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง แต่ก็มีความเชื่อมั่นว่าในปี 2569 ประเทศไทยสามารถเติบโตผลิบานได้อีกครั้ง
วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ ให้สัมภาษณ์พิเศษ เปิดเลนความคิดในการผลักดันให้ประเทศไทย ซึ่งมีต้นทุนที่ดีอยู่แล้ว สามารถเติบโตผลิบานอย่างมั่นคงและยั่งยืน
หลักการ นโยบายในการบริหารแบงก์ชาติยุค ‘ผู้ว่าการวิทัย’
สำหรับผม แบงก์ชาติเป็นเสาหลักที่เข้มแข็งในการดูแลเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจ การเงินของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาด้วยบทบาทของธนาคารกลางที่ต้องดูแลเสถียรภาพระยะยาวนั้น แบงก์ชาติก็ทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ แน่นอนว่าการสานต่อพันธกิจหลักของแบงก์ชาติในการดูแลเสถียรภาพ 3 ด้านยังเป็นหน้าที่หลัก แต่ในปัจจุบัน ด้วยสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก การสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ประกอบกับความท้าทายในหลายๆ ด้านตอนนี้ ล้วนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยการผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบาย และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหาเพื่อให้ประเทศไปต่อได้
หลักอย่างแรก ในการทำงานที่แบงก์ชาติของผม คือ การดูแลเสถียรภาพทางการเงิน ที่ยังต้องทำต่อและทำให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะการรักษาเสถียรภาพด้านราคา เงินเฟ้อควรอยู่ในระดับต่ำและไม่ผันผวน แต่ก็ต้องดูแลไม่เกิดภาวะเงินฝืด ซึ่งต้องยอมรับว่าตอนนี้เงินเฟ้อต่ำมาก ในบางเดือนติดลบไปแล้วจากราคาพลังงานที่ปรับลงเร็ว ในภาพรวมก็จะต้องดูแลให้ทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะปานกลาง ส่วนการดูแลเสถียรภาพระบบสถาบันการเงินในตอนนี้ มั่นใจได้เลยว่ามีความเข้มแข็ง มั่นคงมาก สามารถให้บริการประชาชนและธุรกิจได้อย่างไม่ติดขัด ขณะเดียวกัน ด้านเสถียรภาพระบบการชำระเงิน ก็จะต้องมีประสิทธิภาพ ตอบสนองการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจการเงินของประชาชน ธุรกิจ และภาครัฐได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย ด้วยราคาที่เป็นธรรม
นอกเหนือจากการดูแลเสถียรภาพแล้ว สิ่งที่จะทำมากขึ้น คือ การเพิ่ม ‘บทบาท’ ให้แบงก์ชาติเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและระบบการเงิน โดยเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชน ผ่านการออกมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด (Targeted financial measures) เพราะหากเรายังแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ไม่ดี เศรษฐกิจไทยจะโตต่อได้ยาก ถ้าดูตัวเลข GDP ไทยจะเห็นว่าเราโตต่ำลงเรื่อยๆ หลังเจอหลายวิกฤตต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานานฉุดรั้งการเติบโตของประเทศ จะสังเกตได้ว่าเราแทบไม่มีการลงทุนเพื่อแก้ปัญหาหรือยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างเป็นรูปธรรมเลย ศักยภาพการเติบโตของเรา (Potential growth) ลดลงต่อเนื่อง ตอนนี้อยู่ที่ราว 2.7% และล่าสุดหลังวิกฤตโควิด GDP ไทยปี 2564-2567 โตเฉลี่ยเพียงแค่ 2.2% คือ ต่ำกว่าระดับศักยภาพที่ควรจะเป็น และยังลดลงจากปี 2543-2550 (หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง) ที่โตเฉลี่ย 5.3% อีก การเติบโตของเศรษฐกิจที่ต่ำเกินไปนี้ ท้ายสุดจะกระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินโดยรวม เศรษฐกิจจะยิ่งเปราะบางมากขึ้น
หลักที่สำคัญอีกอย่าง คือ การที่แบงก์ชาติต้องปรับตัวให้ทันกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ตอนนี้ทุกคนคงเห็นแล้วว่าพัฒนาการต่างๆ รอบตัวเราเปลี่ยนไปเร็วมาก ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเงิน การเมือง จากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ถ้าปรับตัวช้า อาจเกิดปัญหาที่ลุกลามหรือต้องใช้เวลามากขึ้นในการแก้ไข ดังนั้น แบงก์ชาติก็ต้องปรับตัวให้ทัน และมี ‘Proactive Move’ ทั้งการวิเคราะห์ข้อมูล การคิดอย่างรอบด้านในเวลาที่จำกัด กระบวนการทุกอย่างต้องวิ่งเร็วขึ้น เพื่อให้ออกนโยบายตอบสนองเหตุการณ์ต่างๆ ได้ทันท่วงที อย่างที่เห็นในตอนนี้ ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นต้องอาศัยความเข้าใจและลงมือทำให้ไว ยกตัวอย่างเช่นเรื่องการป้องกันภัยไซเบอร์ (Scammer) การเข้ามาของทุนเทา การทำธุรกิจของกลุ่ม non-bank หรือบางโมเดลธุรกิจที่ปัจจุบันยังไม่ได้มีการกำกับดูแลมากนัก อย่าง Buy Now, Pay Later
ทั้งนี้ การดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินที่รอบด้าน การเพิ่มบทบาทของแบงก์ชาติในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเงินผ่านการออกมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพิ่มเติม และการปรับแบงก์ชาติให้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนเร็ว เป็นสิ่งที่ผมและพนักงานแบงก์ชาติจะใช้เป็นหลักในการทำงาน เพื่อให้เราไปถึงจุดหมายปลายทาง คือ ประชาชนและประเทศได้รับประโยชน์สูงสุด
จากภารกิจบริหารแบงก์ชาติ เมื่อต้องเจออุปสรรค ปัญหา มีหลักบริหารอย่างไร
อย่างที่เล่าให้ฟังไปก่อนหน้า บทบาทแบงก์ชาติในตอนนี้ คือ ต้องเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเงิน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดี ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้น ซึ่งพูดได้เลยว่าภารกิจนี้ไม่ง่าย ระหว่างทางน่าจะมีอุปสรรคหลายอย่าง หลักในการบริหารงานของผมเป็นแบบ ‘Result-oriented’ คือ มุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ให้ชัดเจน เมื่อเจออุปสรรค ผมจะมองที่เป้าหมายปลายทางก่อนว่าต้องการอะไร แล้วพยายามแก้ปัญหาไปทีละจุดเล็กๆ เหมือนต่อจิ๊กซอว์ เพื่อหาแนวทางไปสู่การแก้ไขปัญหาในภาพใหญ่ และสร้าง impact ให้สังคมในวงกว้าง
นอกจากนี้ ผมยึดเอา core value ของแบงก์ชาติ ‘ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน’ เป็นหลักในการทำงาน เพิ่มเติมจาก passion ของตัวเองในการอยากช่วยคน ถ้าพูดถึงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม ผมคิดว่าเราต้องอาศัยการ ‘ยื่นมือ’ ให้มากขึ้น คือ ยื่นมือเข้าไปแก้ปัญหา พร้อมกับการประสานความร่วมมือไปถึงภาครัฐ เอกชน และสถาบันการเงินให้ครอบคลุม เพราะหลายเรื่องเราทำคนเดียวไม่ได้ และต้อง ‘ติดดิน’ กว่าเดิม โดยเข้าไปอยู่ใกล้ชิดกับปัญหา ใกล้ชิดกับประชาชนและภาคธุรกิจให้มากขึ้นเพื่อให้เข้าใจปัญหาได้อย่างแท้จริง จะได้นำความเข้าใจและความร่วมมือเหล่านี้มาช่วยกันตอบโจทย์และร่วมกันแก้ปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ถ้าจะพูดถึงความท้าทายในการมาบริหารงานแบงก์ชาติของผม หลักๆ คงมี 2 เรื่อง คือ ความคาดหวังจากสังคมต่อการทำหน้าที่ของเราสูงขึ้นมาก ในขณะที่เครื่องมือในการดำเนินนโยบายของเรามีจำกัดจริงๆ
เรื่องแรกคือ ความคาดหวังจากสังคม โดยเฉพาะในภาวะที่เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า หนี้ครัวเรือนสูง สินเชื่อติดลบ และมีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น ผมเองจากการเป็นคนนอกมาก่อนก็ได้ฟังมาเยอะว่าเค้าอยากเห็นแบงก์ชาติทำอะไรเพิ่มเติมนอกจากดูแลเสถียรภาพ ซึ่งภายใต้เศรษฐกิจที่มีการเชื่อมโยงสูงขึ้น หน้างานก็คงต้องขยายมากขึ้น เพียงแต่ต้องดูให้เหมาะสมด้วย เรื่องที่สองคือ ข้อจำกัดด้านเครื่องมือ อย่างที่ทราบกันว่า เครื่องมือสำคัญของแบงก์ชาติ คือ ดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งส่งผลกระทบวงกว้างและต้องใช้เวลาในการส่งผ่าน แต่ด้วยบริบทปัจจุบัน ดอกเบี้ยนโยบายไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้โดยตรง ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะจุดได้ จึงมีความจำเป็นต้องสร้างเครื่องมือใหม่ๆ สร้างมาตรการใหม่ๆ เข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
จากสองความท้าทายที่ผมเล่าไป จึงเป็นที่มาของการที่เราต้องผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบาย โดยต้องใช้มาตรการการเงินเฉพาะจุดมาเสริมกับนโยบายการเงินเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งการออกแบบมาตรการเฉพาะจุดต่างๆ จะต้องช่วยประคับประคองเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ และต้องตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นเรื่องระยะยาวไปพร้อมกันด้วย เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างมั่นคง
เศรษฐกิจไทยเวลานี้และอนาคต ผู้ว่าการมีมุมมองอย่างไร และแบงก์ชาติจะมีส่วนในการผลักดันเศรษฐกิจไทยอย่างไร
เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะที่ ‘ข้างนอกท้าทาย ข้างในอ่อนแอ’ เติบโต แต่โตต่ำ โตช้า โตในอัตราที่ลดลง และมองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำกว่าระดับศักยภาพของตัวเองด้วย ล่าสุด กนง.คาดว่า GDP ไทยปี 2568-2570 อยู่ที่ 2.2% 1.5% และ 2.3% ตามลำดับ ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพการเติบโตที่ 2.7%
‘ข้างนอกท้าทาย’ หลักๆ มาจากผลมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐ การตกลงเจรจาระหว่างสหรัฐกับไทยยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้ที่ผ่านมา ผลกระทบต่อการส่งออกมีไม่มากจากการเร่งนำเข้าของสหรัฐ ก่อนที่มาตรการเก็บภาษีสินค้าจะมีผลบังคับใช้ แต่คาดว่าผลจะมากขึ้นในปี 2569 ล่าสุด กนง.คาดว่ามูลค่าส่งออกปี 2569 จะโต 0.6% จากที่มีโอกาสโตได้ถึง 12% ในปี 2568 ผลจากมาตรการนี้จะกระทบต่อเนื่องไปยังการจ้างงาน รายได้แรงงาน และส่งผลที่การบริโภคภาคเอกชนในที่สุด
ส่วน ‘ข้างในอ่อนแอ’ เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน สาเหตุหลักเกิดจาก ผลิตภาพต่ำ ภูมิคุ้มกันต่ำ และความเหลื่อมล้ำสูง
ผลิตภาพต่ำ ไทยขาดการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี การลงทุนใหม่มีน้อย เรียกว่าแทบไม่เพิ่มขึ้นเลยหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ขณะที่กำลังแรงงานเริ่มทยอยลดจำนวนลงจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์แล้วนะครับ อีกทั้งคุณภาพและทักษะของแรงงานไทยยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจโลกใหม่ ทั้งหมดนี้ ทำให้ที่ผ่านมาเราสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทั้งภาคการผลิตและภาคส่งออก รวมถึงในภาคบริการที่ส่วนใหญ่ยังพึ่งพากิจกรรมแบบดั้งเดิม อย่างท่องเที่ยว การค้าปลีก ซึ่งตอนนี้หลายประเทศได้พัฒนาความสามารถในการแข่งขันด้านท่องเที่ยวต่อเนื่อง ซึ่งทำให้การที่เราอยู่แบบเดิม ไม่ใช่ทางออก จึงต้องเร่งหาแนวทางต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น เร่งพัฒนา high value tourism และสนับสนุนภาคบริการสมัยใหม่ (modern services) ที่จำเป็นต้องอาศัยการพัฒนาคุณภาพ ทักษะแรงงาน และเปิดกว้างให้เกิดความคิดสร้างสรรค์เพื่อต่อยอดมากขึ้นภูมิคุ้มกันต่ำ คนไทยมีรายได้ต่ำกว่ารายจ่าย ผมได้ยินหลายคนบอกว่า ‘เงินยังมีไม่พอใช้แล้วจะเอาที่ไหนมาออม’ ซึ่งเป็นความจริง เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่มีแม้เงินออมไว้รองรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน ที่แย่ไปกว่านั้นคือ บางคนมีหนี้ครัวเรือนสูง โดยล่าสุด ณ ไตรมาส 2 ปี 2568 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP อยู่ที่ 86.8% ทำให้คนไทยจำนวนมากยังเปราะบางต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ
ความเหลื่อมล้ำสูง ก่อนอื่นเราต้องยอมรับว่า ไทยมีช่องว่างระหว่างคนรวย-คนจน ธุรกิจขนาดใหญ่-เล็ก โดยธุรกิจขนาดใหญ่มีไม่ถึง 5% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมด ตรงกันข้ามกลับมีรายได้ 80-90% ของรายได้ธุรกิจโดยรวม นอกจากนี้ ที่เราไม่ค่อยได้พูดถึงเลยคือความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ คนในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ รวมกันมีราว 60% ของจำนวนคนทั้งประเทศ แต่มี GDP รวมไม่ถึง 30% ของ GDP ประเทศ หลักๆ การเติบโตจะอยู่ที่ กทม. ที่สำคัญ ยังเห็นความเหลื่อมล้ำในโอกาส ไม่ว่าจะเป็น SMEs หรือคนตัวเล็ก ก็มักขาดโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรและบริการต่างๆ ทั้งการศึกษา สาธารณสุข รวมถึงบริการทางการเงิน โดยเฉพาะสินเชื่อ เราพบว่า SMEs รายเล็กไม่ถึง 50% ที่เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้
จะเห็นได้ว่า ด้วยลักษณะปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่เป็นแบบนี้ การใช้ดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอที่จะประคับประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ เห็นได้จากในปี 2568 กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบายรวมกันไปแล้ว 1% (และล่าสุดอยู่ที่ 1.25% ซึ่งต่ำสุดในรอบ 3 ปี) แต่ประสิทธิผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังมีไม่สูงมาก เราจึงได้ออกมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดต่างๆ มาเสริม ซึ่งเราหวังว่าการลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในช่วงที่ผ่านมาจะช่วยเสริมผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายอื่นของภาครัฐด้วย ยกตัวอย่างเช่น
หนึ่ง มาตรการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน โครงการ ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ เปิดตัวเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 เป็นการแก้หนี้เสียรายย่อยที่มียอดรวมหนี้ต่ำกว่า 1 แสนบาท (คิดเป็น 60% ของลูกหนี้ NPL รายย่อยทั้งหมดในระบบ) ผ่าน SAM ที่ถูกปรับให้เป็น Social AMC เพื่อให้ลูกหนี้ที่เข้าร่วมโครงการปิดจบหนี้ได้เร็วขึ้นและกลับมามีประวัติการชำระหนี้ที่ดี เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อใหม่ในระบบได้อีกครั้ง โดยในระยะแรก โครงการนี้จะเน้นช่วยลูกหนี้ของแบงก์พาณิชย์และบริษัทในเครือรวม 1.6 ล้านบัญชี ซึ่งจะช่วยคนได้มากถึง 1.2 ล้านราย
สอง มาตรการเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs เชื่อหรือไม่ว่า สินเชื่อ SMEs ในระบบธนาคารไทยติดลบนานถึง 13 ไตรมาสติดต่อกัน เราจึงเปิดตัวโครงการกลไกค้ำประกันสินเชื่อ: SMEs Credit Boost ไปเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2568 เพราะเหตุผลหลักที่แบงก์ไม่กล้าปล่อยสินเชื่อให้ SMEs เพราะมีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง และระยะหลังเศรษฐกิจไทยมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ยิ่งทำให้แบงก์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งกลไกนี้จะช่วยชดเชยความเสี่ยง เพื่อให้แบงก์กล้าปล่อยสินเชื่อใหม่กับกลุ่ม SMEs เป้าหมายที่มีศักยภาพ อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้โครงการ Reinvent Thailand อย่างกลุ่มท่องเที่ยว เกษตรและเกษตรแปรรูป ยานยนต์และชิ้นส่วน การแพทย์และสุขภาพ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และค้าส่ง-ค้าปลีก รวมถึงกลุ่มที่มีแผนยกระดับศักยภาพหรือสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น ปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อม โดยสินเชื่อจะถูกกระจายให้กับธุรกิจอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดการปรับตัว ยกระดับศักยภาพการผลิต และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
รวมทั้งการดึงคนกลับเข้ามาใช้บริการทางการเงินหรือกู้เงินในระบบ (financial inclusion) และด้านสุดท้ายคือ การลดต้นทุนการเงินของประชาชน (fairness) เช่น ค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย ซึ่งทั้งสองด้านนี้เป็นมาตรการที่จะเร่งทำต่อไป
นอกจากมาตรการเฉพาะจุด ยังมีปัญหาที่แบงก์ชาติจะเข้าไปจัดการโดยด่วนอย่างปัญหาทุนเทาและบาทแข็ง
เรื่องการจัดการปัญหาทุนเทา ภายใต้กฎหมายที่แบงก์ชาติมี (พ.ร.บ.สถาบันการเงิน พ.ร.บ.ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน และ พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน) เราได้ให้แบงก์พาณิชย์เพิ่มการตรวจสอบธุรกรรมน่าสงสัย และรายงานความผิดปกติให้แบงก์ชาติเพื่อส่งต่อ ปปง.ดำเนินการต่อ ขณะเดียวกันก็ปรับปรุงหรือออกเกณฑ์เพิ่มเติม เพื่อติดตามเส้นทางการเงินที่มีความเสี่ยงและกำกับผู้ให้บริการทางการเงินได้เข้มข้นขึ้นควบคู่ไปด้วย ซึ่งที่ยังเป็นอุปสรรค คือ แบงก์ชาติไม่ได้เห็นข้อมูลทั้งหมด ต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนข้อมูลและทำงานร่วมกับระหว่างหน่วยงาน เช่น ปปง. ก.ล.ต. เพื่อให้การติดตามและตรวจสอบธุรกรรมทำได้ครอบคลุมขึ้น และสามารถออกมาตรการหรือป้องกันได้ทันสถานการณ์
อีกเรื่องที่น่าห่วง คือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเร็วจนกระทบผู้ส่งออก โดยเฉพาะ SMEs และซ้ำเติมปัญหาภาษีนำเข้าของสหรัฐ สาเหตุที่เงินบาทแข็งค่าเร็วก็เป็นผลจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง ทั้งยังมีปัจจัยกดดันเพิ่มเติม เช่น ฤดูกาล ที่ช่วงปลายปีมีรายรับจากการท่องเที่ยวและการส่งออกไหลเข้ามาสูงขึ้น นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในหุ้นและพันธบัตรไทย และยังมีธุรกรรมของกลุ่มผู้ค้าทองคำที่ขายเงินดอลลาร์เพื่อซื้อเงินบาทเพิ่มขึ้นมากในบางช่วงเวลา โดยเฉพาะช่วงที่ราคาทองเพิ่มขึ้นมาก (บางช่วงมีสัดส่วนสูงถึง 40-50% ของการขายเงินตราต่างประเทศทั้งหมด) ทั้งหมดนี้ทำให้เงินบาทยิ่งผันผวนและแข็งค่าขึ้นเร็ว
ทั้งนี้ แบงก์ชาติได้เข้ามาดูแลค่าเงินบาทมากขึ้นในปีนี้ ตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ผันผวนขึ้นโดยเฉลี่ย รวมทั้งยังให้แบงก์พาณิชย์ตรวจสอบเอกสารการทำธุรกรรมขายเงินตราต่างประเทศ เพื่อซื้อเงินบาทของธุรกิจทองคำอย่างเข้มงวดแล้ว และขอให้ผู้ค้าทองคำรายใหญ่ส่งข้อมูลการทำธุรกรรมอย่างละเอียด เพื่อให้ได้ข้อมูลการทำธุรกรรมเพื่อวางแนวนโยบายอย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ แบงก์ชาติยังร่วมมือกับกระทรวงการคลังเพื่อหาแนวทางเพิ่มเติมในการดูแลเงินบาทแข็งค่า ด้วยการศึกษาแนวทางกำกับปริมาณการทำธุรกรรมทองคำ เช่น กำหนดเพดานวงเงินการซื้อขายทองคำในแพลตฟอร์มออนไลน์ ส่วนกรมสรรพากรกำลังดูแนวทางให้ผู้ให้บริการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ส่งข้อมูลธุรกรรมให้แก่กรมสรรพากร รวมทั้งศึกษาความเหมาะสมในการเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากการขายทองคำแท่งของร้านทองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ควบคู่กันไปด้วย
มุมมองต่อประเทศไทย เพื่อให้ ‘ไทยแลนด์ผลิบาน’ ในมุมมองของผู้บริหารรุ่นใหม่ จะเดินไปข้างหน้าอย่างไร ข้อเสนอแนะ มุมมอง
ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ความท้าทายสำคัญ คือ การสร้างความสามารถแข่งขันในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว พร้อมลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสที่เท่าเทียม ผมเชื่อว่าประเทศไทยยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ และอยากขอเชิญชวนให้ทุกท่านมาร่วมกันช่วยกันแก้ไขปัญหา ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การวิเคราะห์ประเด็นปัญหาหรือให้ข้อเสนอแนะเพียงอย่างเดียว แต่อยากให้มาช่วยกัน ‘ลงมือทำ’ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ช่วยกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยมีหลายคนคิด แต่น้อยคนทำ จึงยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนในวงกว้างมากนัก
ประเทศไทยจะ ‘ผลิบานและไปต่อได้’ ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างกันเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างแรกเศรษฐกิจจะต้องกลับมาเติบโตได้เต็มศักยภาพก่อน ทั้งนี้ การลงทุนต้องกลับมา สินเชื่อต้องขยายตัว ควบคู่ไปกับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกันด้วย ภาคเอกชนเองก็ต้องเป็นผู้นำในการก้าวไปข้างหน้าเพิ่มศักยภาพภาครัฐเองก็ต้องส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมั่นและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเอื้อต่อการเติบโต ซึ่งทั้งหมดนี้ทุกภาคส่วนต้องร่วมประสานความร่วมมือ และที่สำคัญที่สุด คือ ต้องมาช่วยกัน ‘ลงมือทำ’ ครับ

