จากใจ‘จิรายุส’ ผลักดันนิวอีโคโนมี
ปลดแอกไทยพ้นกับดักศก. 50 ปี
“บลูมมิ่ง การผลิบาน ในมุมมองของตัวเองคือ การเริ่มทำสิ่งใหม่ แต่ในมุมมองของประเทศ คือการผลักดันนิว อีโคโนมี หรือธุรกิจประเภทใหม่ให้เกิดขึ้น” จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด เปิดบทสัมภาษณ์ถึงคำว่า บลูมมิ่งประเทศไทย
จิรายุสระบุว่า กลุ่มของบิทคับ เราเป็นผู้ทำให้คนทั้งประเทศรู้จักบิตคอยน์ หนึ่งในคริปโทเคอร์เรนซี หรือสกุลเงินดิจิทัล ถือเป็นธุรกิจใหม่ของคนรุ่นแรกที่ทำ
หากลองสังเกตจะพบว่า ประเทศไทยเวลาส่งออกสินค้าไปขายต่างประเทศ มักเป็นสิ่งที่ต้องจับต้องได้มาโดยตลอด หรือที่เรียกว่า Physical Trade อาทิ ส่งออกยางพารา ก็ต้องจับต้องได้ ข้าวหอมมะลิ ชิ้นส่วนรถยนต์สันดาปต่างๆ แต่หากดูประเทศที่พัฒนาแล้ว รายได้หลักๆ ไม่ได้มาจาก Physical Trade มาจากสิ่งที่เรียกว่า Digital Trade และ Digital Service Trade รวมถึง Green Trade เป็น 3 กิจกรรมใหม่ที่ผลิบานขึ้นมาในประเทศของต่างๆ เหล่านั้น ถือเป็นนิว อีโคโนมีอย่างแท้จริง
ยกตัวอย่าง ChatGPT อยู่ในกิจกรรมที่เรียกว่า Digital Service Trade เป็นการบริการผ่านดิจิทัลที่ไม่ต้องมีเสา ไม่ต้องมีประตู ไม่ต้องมีออฟฟิศ แต่ลูกค้าในประเทศไทยใช้งานและต้องจ่ายค่าใช้บริการ 600 บาททุกเดือน ส่งรายได้กลับเข้าสหรัฐแบบมาหาศาล หรือแอพพลิเคชั่นอีคอมเมิร์ซของจีน ทั้งลาซาด้า ช้อปปี้ ที่เป็น Digital Trade ไม่ต้องมีสาขาเหมือนห้างสรรพสินค้าอื่น แต่มีลูกค้าใช้ซื้อของจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดถือเป็นนิว อีโคโนมีที่ผลิบานแล้วในประเทศต่างๆ
บิทคับเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่ทุกคนจดจำ เพราะทำสิ่งใหม่ไม่เหมือนคนอื่น โดดเด่นขึ้นมาจากการที่ไม่มีใครทำสิ่งนี้เป็นในประเทศไทย ทั้งเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) คริปโทเคอร์เรนซี แนวคิดอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Longevity)
ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งผลักดันนิว อีโคโนมีมากขึ้น โดยเฉพาะด้าน Digital Trade เปลี่ยนจากการเติบโตผ่านผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) เป็นการเติบโตผ่านผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือจีเอ็นพี (Gross National Product) ที่ไม่ใช่นำช้อปปี้เข้ามาอยู่ในไทยแล้วก็บอกว่า สิ่งนี้เป็น Digital Trade แต่เงินไม่ได้เข้าประเทศไทย เงินไหลออกนอกประเทศไทยจนหมด เราต้องเริ่มต้นพัฒนา Digital Trade ของคนไทยที่ทำจริงๆ เหมือนบิทคับ ที่เราเป็น Digital Trade ของประเทศไทย ไม่ต้องมีสาขา ไม่ต้องมีประตู แต่จ่ายภาษีให้ประเทศไทยเยอะกว่าบริษัทเทคโนโลยีที่อยู่ในไทยทั้งหมดรวมกัน เพราะเป็นของคนไทยจริงๆ
ฉะนั้นจึงคิดว่าเราต้องมี Digital Trade ในเมืองไทยมากขึ้น รวมถึง Digital Service Trade และ Green Trade เพื่อไม่ให้การเติบโตของจีดีพีอยู่ที่เดิม จนประเทศไทยติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมาตลอด 50 ปีที่ผ่านมา เพราะทำแต่สิ่งเก่าๆ ที่ต้องจับต้องได้ ส่งออกแต่สิ่งเดิม แต่ไม่ไม่เคยอัพสกิลหรือรีสกิลคนในประเทศ และประเทศไทยให้มีความสามารถในการสร้างสิ่งใหม่ขึ้นเลย
จิรายุสย้ำว่า ในอนาคตประเทศไทยจะไม่สามารถที่จะอยู่กับธุรกิจเก่าๆ เพียงอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมาได้ ไม่เช่นนั้นเรื่องอื่นจะตามมา อาทิ หนี้ครัวเรือนจะระเบิดขึ้น เพราะรายได้เข้าประเทศไม่พอ หนี้สาธารณะของประเทศที่ขึ้นมาสูงแตะ 90% ต่อจีดีพี ทำให้ประเทศไทยเป็นบ้านหนึ่งหลัง ไม่สามารถหารายได้เข้าบ้านหลังนี้ได้ แต่ใช้จ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการขาดดุลทางการค้า เพราะการค้าดิจิทัลมีสัดส่วนมาร์จิ้น หรือกำไรขั้นต้นมากกว่า Physical Trade หรือการส่งออกในรูปแบบเดิมที่ทำมาตลอด อาทิ เราส่งออกข้าวไม่รู้กี่กระสอบเพื่อแลกกับการซื้อไอโฟน 1 เครื่อง
หากเราไม่มีการพัฒนา ทำแบบเดิมที่มาร์จิ้นน้อย เพราะมีการตัดราคากันเอง จากการเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงและรุนแรง เนื่องจากใช้กลยุทธ์น่านน้ำสีแดง (Red ocean) จะทำให้รายรับน้อยกว่ารายจ่าย เพราะคนไทยก็ใช้จ่ายเยอะผ่านลาซาด้า ช้อปปี้มากอยู่แล้ว ซึ่งทั้ง 2 แอพพลิเคชั่นนี้เป็นการค้าดิจิทัล ทำให้เงินไหลออกไปต่างประเทศสูงมาก แต่เงินเข้าประเทศยังพึ่งพาระบบเก่าๆ ที่ไม่ได้เปลี่ยนมา 50 ปีแล้ว สุดท้ายถึงจุดหนึ่งก็จะระเบิดออกมา
สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขแบ่งเป็นระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะสั้นคิดว่าเราต้องแก้ไขด่วนที่สุดคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ หนี้สาธารณะของประเทศที่สูงมากเช่นกัน รวมถึงความเชื่อมั่นของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อทำให้กระแสเงินทุนระยะสั้น (Short-term Capital Flow) ไหลเข้ามาในประเทศไทยให้ได้
ขณะเดียวกันต้องแก้ไขเรื่องความไม่เท่าเทียม สัญญาประชาคม (Social Contract) ปัญหาของกองทุนประกันสุขภาพ และประกันสังคมกำลังจะระเบิด เนื่องจากคนไทย 1 ใน 5 ที่เจอ หรือ 20% ของคนไทยอายุเกิน 65 ปีแล้ว เป็นซุปเปอร์ เอจจิ้ง อีโคโนมี หรือเศรษฐกิจสังคมสูงวัยระดับสุดยอด เด็กเกิดใหม่ไม่เกิดขึ้นมาแล้วเพราะความไม่เท่าเทียมกันในประเทศ ไม่สามารถที่จะจ่ายเพื่อเลี้ยงลูกได้อย่างมีคุณภาพ ทำให้คนเสียชีวิตมากกว่าคนเกิดใหม่
หากปล่อยให้เติบโตแบบนี้ไปเรื่อยๆ อีก 50 ปีข้างหน้า คนไทยสัญชาติไทยจริงๆ จะเหลือเพียง 33 ล้านคนจาก 70 ล้านคน จะมีผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยแน่นอน
อาจถึงเวลาแล้วที่ต้องกลับมาทบทวนการเกษียณอายุงานของคนที่มีอายุมากขึ้น อาจต้องขยายให้ยาวขึ้นอีก เพราะคนอายุยืนขึ้น ต้องทำงานได้นานขึ้น กำหนดนิยามใหม่ของประกันสังคม ให้ตอบโจทย์มากขึ้น ไม่เช่นนั้นเดอะแบกจากกลุ่มคนเกิดใหม่น้อยลง ประกันสังคมก็จะระเบิดออกมา รวมถึงต้องทบทวนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย เพราะอาชีพการงานที่เปลี่ยนไป จึงต้องเร่งแก้ไขปัญหาในระยะสั้นเหล่านี้ก่อน
จากนั้นต้องแก้ไขปัญหาระยะยาว คือ สร้างความสามารถพิเศษในการหาเงินใหม่เข้ามา จากที่เราติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางมาตลอด 50 ปีแล้ว เราชินกับคำว่า Physical Trade ที่ส่งออกไปจะต้องจับต้องได้ทุกอย่าง แข่งขันอยู่ในน่านน้ำสีแดง แต่ประเทศอื่นก็ทำได้เช่นกัน จึงมีการตัดราคากันในน่านน้ำนี้ จึงต้องก้าวไปสู่น่านน้ำสีคราม (Blue ocean) ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่การแข่งขันยังน้อย มีกำไรขั้นต้นเยอะขึ้น จึงต้องทำให้นิว อีโคโนมีเกิดขึ้นให้ได้ในประเทศไทย
“ในอีก 5 ปีข้างหน้า คาดว่ากองทุนสุขภาพและประกันสังคมน่าจะระเบิดออกมา รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือน และความเชื่อมั่นของตลาดหลักทรัพย์ฯ หากไม่รีบดึงกลับมาก็ยากที่จะกู้คืนมาได้” จิรายุสเน้นย้ำ
เพราะเม็ดเงินลงทุนต่างชาติจะไหลไปในตลาดที่มีความเชื่อมั่นและชนะในเรื่องการสร้างประสิทธิผลมากที่สุดอยู่แล้ว การจะลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ในประเทศใด ต้องดูโครงสร้างของประเทศนั้นๆ อาทิ มีความสามารถรองรับอุตสาหกรรมใหม่ได้มากน้อยเท่าใด มีคนป่วยมากน้อยเท่าใด คนสูงอายุมากขนาดไหน เป็นหนี้สูงหรือไม่ หากมีมากเงินทุนระยะยาวจากการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ก็ไม่เข้ามาแน่นอน และปัจจุบันอัตราการเกิดใหม่ของเด็กไทยอยู่ในระดับ 1.1 เท่านั้น ซึ่งต่ำในระดับที่เกือบพลิกกลับมาไม่ได้แล้ว หากปล่อยให้ต่ำกว่า 1 ประเทศไทยจะสูญพันธุ์
ทั้งหมดนี้คือระเบิดเวลาหลายลูกที่ควรแก้ไขอย่างเร่งด่วน

