
หลายคนอาจจะคาดไม่ถึงเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศบุกจับ ประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ถึงในที่พำนักของประธานาธิบดีกลางเมืองหลวง และออกมาแถลงข่าวอย่างชิลๆ ว่าตนเองนั่งดูการปฏิบัติการแบบเรียลไทม์ชนิดนาทีต่อนาที แถมออกปากชมทีมตนเองว่าทำงานได้ดีสุดยอดและตื่นเต้นยิ่งกว่าดูซีรีส์ในทีวี พร้อมบอกว่าฝ่ายสหรัฐไม่มีใครเสียชีวิตในขณะที่อีกฝ่ายเสียหายอย่างหนัก
เราพอได้เห็นว่าพฤติกรรมการหยามเหยียดจากผู้ล่าที่มีต่อผู้ถูกล่านั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในจิตส่วนลึกของคนฟากนี้ของโลกอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าหลังยุคสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา กลุ่มผู้ล่าได้สร้างกติกาที่ให้ตนเองยังคุมโลกนี้โดยอ้างกฎแห่งความดีที่มีเหตุผล หรือระบบธรรมาธิปไตย (Meritocracy) ดังนั้นโลกจึงได้ยินคำหรูๆ มากมายนำมาใช้กำหนดในกติกาต่างๆ ทั้งการเมือง การค้า หรือการทูตระหว่างประเทศ อาทิ ประชาธิปไตย มนุษยธรรม ความเท่าเทียม เสรีภาพ ความยั่งยืน และอื่นๆ สารพัด
ความหมั่นไส้ต่อเวเนซุเอลานั้น มีมานานกว่า 20 ปี ตั้งแต่สหรัฐมีคำสั่งทางบริหาร (Executive orders) ของประธานาธิบดีโอบามาที่ประกาศให้เวเนซุเอลาเป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐ ในปี 2005 ตอนนั้นเวเนซุเอลามี ฮูโก ซาเวซ เป็นประธานาธิบดี ซึ่งความขัดแย้งที่อ้างโดยสหรัฐ คือเรื่องมนุษยธรรมและเสรีภาพของประชาชน พร้อมใส่เครื่องหมาย “เผด็จการ” ให้กับ ฮูโก ซาเวซ และต่อมาก็เป็น นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีที่ถูกจับตัวไปนั้น ก็เป็นอีกคนที่โดนกาหัวว่าเป็นเผด็จการ
ทำไมสหรัฐถึงจงเกลียดจงชังสองประธานาธิบดีนี้มาก บางก็ว่าจะเป็นเพราะระบบการปกครองที่เป็นสังคมนิยมโบลิวาเรียน ที่รัฐต้องควบคุมทรัพยากรของชาติ นำเงินมาดูแลประชาชนเพื่อลดความเหลี่ยมล้ำ และต่อต้านจักรวรรดินิยม หรือชอบวิจารณ์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐในเวทีต่างๆ หรือการมีความแนบแน่นทางการทูตกับอิหร่าน จีน และรัสเซีย หรือการเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลกและอยู่ใกล้สหรัฐ
แม้ว่าเบื้องหลังของเหตุผลที่สหรัฐทำเช่นนี้แท้จริงจะเป็นเช่นไรนั้น แต่สหรัฐก็ยังใช้หลักของธรรมาธิปไตยมารักษาภาพของตนเองว่าเป็น “คนดี” ตามแบบเจตคติคนดีของโลกที่ตนเองบัญญัติไว้ และมีหน้าที่ต้องกำจัดความเลว คือ ประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร ที่ถูกกำหนดให้เป็นตัวการค้ายาเสพติดและนักฟอกเงินตัวพ่อ ซึ่งเป็นภัยอย่างร้ายแรงต่อสหรัฐและโลกเสรี
ส่วนการสนับสนุนของสหรัฐในการจัดตั้งว่าทีประธานาธิบดีคนใหม่ของเวเนซุเอลา คงไม่ทำแบบเดิมอีกที่สนับสนุน “ฮวน ไกวโด” เป็นประธานาธิบดีรักษาการคู่ขนานกับมาดูโรมาตลอด แต่น่าจะสนับสนุนศัตรูทางการเมืองตัวฉกาจของมาดูโร คือ มาเรีย โครินา มาซาโด ผู้ที่สหรัฐอาจถือว่าเธอเป็นผู้ที่มาแบบทำนองคลองธรรม เพื่อให้โลกมองว่าสหรัฐทำตามกติกาโลกเสรี
ที่สำคัญ เธอคนนี้มองทุกอย่างตรงข้ามกับประธานาธิบดีมาดูโรทุกเรื่อง ซึ่งก็เข้าทางสหรัฐ และคาดว่าคงไม่มีการเลือกตั้งในเร็ววันก่อนที่สหรัฐ จะบริหารให้เข้าที่เข้าทางตามที่ตนเองต้องการเหมือนที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศแบบแมนๆ ว่าจะเข้าไปบริหารเวเนซุเอลา จนคนทั้งโลกงงๆ คงต้องบันทึกคำแถลงประวัติศาสตร์นี้ไว้ ไม่แน่อาจจะได้ยินแบบนี้อีกในอนาคต เพียงแต่เปลี่ยนชื่อจากเวเนซุเอลาเป็นสถานที่อื่นๆ เช่น กรีนแลนด์ ฯลฯ ใครจะไปรู้
ประวัติศาสตร์ทางการเมืองโลกเคยให้บทเรียนที่เจ็บแสบของประเทศที่ถูกล่ามาแล้ว หลายคนยังจำได้ที่สหรัฐบุกอิรักในปี 2003 โดยให้เหตุผลเพื่อความมั่นคงในภูมิภาค เนื่องจากอิรักแอบสะสมอาวุธนิวเคลียร์ และปลอดปล่อยประชาชนอิรักจากเผด็จการ
ผลลัพธ์ที่เหลือให้เห็นทุกวันนี้ คือ อาวุธนิวเคลียร์ไม่พบ ทรัพยากรที่ถูกสูบไปโดยผู้ล่า และความยากไร้และเสื่อมถอยของประเทศในทุกมิติ
ฉะนั้นอย่าได้เชื่อในธรรมาธิปไตยแบบที่เขากรอกหู และอย่าได้คิดว่าจะมี “พี่คนดี” ที่ไม่เห็นแก่ตัว อย่าหาได้เอาปัญหาในบ้านเรา วิ่งไปจูงมือเขาเข้ามาช่วยแก้เลยครับ เพราะยิ่งฟังคำแถลงของ พีท เฮกเซท รัฐมนตรีกระทรวงสงครามของสหรัฐ ที่บอกว่าการทำสงครามครั้งนี้เป็นกลยุทธ์การสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้กับสหรัฐ ดังนั้นไม่ต้องตีความมากครับ
จนถึงขนาดนี้แล้ว ทำให้สงสัยว่ามาตรการและมาตรฐานด้านจริยธรรมต่อมนุษย์ สัตว์ ธรรมชาติ และเพื่อสารพัดความดี
ที่ประเทศพัฒนากำหนดหลั่งไหลออกมาไม่หยุดไม่หย่อนนั้น
เพราะ “จิตใจดี” หรือเป็นแค่ “หน้ากากดีๆ” เพื่อประโยชน์ตนเอง

