หน้าแรก เศรษฐกิจ อัสสเดช ประกา...

อัสสเดช ประกาศแผนเคลื่อนหุ้นไทย วาง 3 กลยุทธ์สู้ปัจจัยเสี่ยง การเมือง-ศก.ชะลอตัว

13.01.26 | 15:54 น.

อัสสเดช ประกาศแผนเคลื่อนหุ้นไทย วาง 3 กลยุทธ์สู้ปัจจัยเสี่ยง ทั้งการเมือง-ศก.ชะลอตัว

เมื่อวันที่ 13 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ปี 2569 ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงหลายๆ ด้านที่เพิ่มมากขึ้น อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจชะลอตัว ความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยจากการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้าน ตลาดทุนไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อให้กลับมาเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ ซึ่งแผน 3 ปีต่อจากนี้จะดำเนินการเชิงรุกในทุกมิติ ทั้งการสร้างความน่าดึงดูดของตลาด (Attractiveness) การเพิ่มสภาพคล่อง (Liquidity) การเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (Valuation) และที่สำคัญคือการฟื้นฟูความเชื่อมั่น พร้อมสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ทุกภาคส่วน โดยยืนยันว่า ตลท.ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อความท้าทายที่เผชิญอยู่

ปฏิเสธข้อหาแหล่งฟอกเงิน

นายอัสสเดชกล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่ตลาดหุ้นไทยเป็นแหล่งฟอกเงินทุนสีเทานั้น ไม่แน่ใจว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะจากการพูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติ ไม่ได้มองว่าไทยเป็นแหล่งฟอกเงิน ทำให้การพูดถึงกรณีนี้ อาจเป็นการใช้โอกาสปลุกประเด็นเพื่อเรียกร้องความสนใจหรือไม่ ในช่วงที่เป็นเวลาของการหาเสียง ทำให้อาจมีการหยิบกรณีที่ยังไม่ชัดเจนว่าฟอกเงินจริงหรือไม่ออกมาพูด และจากสถิติบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ทำให้ภาพลักษณ์หุ้นไทยดูไม่ดี มีเพียงไม่กี่รายเท่านั้น โดยจากกฎเกณฑ์ของ ตลท.มีความเข้มแข็งในการตรวจสอบกลุ่มทุนที่เข้ามาและลูกค้าของกลุ่มบริษัทเหล่านั้น เช่นเดียวกับสถาบันการเงินที่มีระบบตรวจสอบต่างๆ ตลท.จึงเป็นปลายน้ำที่ทุนเทาอาจเข้ามาถึงได้ แต่ต้องผ่านหลายกระบวนการจึงมาถึงได้ ทำให้หากทุกสำนักงานตรวจสอบต้องการข้อมูลเพื่อสกัด หรือสร้างความโปร่งใสให้กับระบบการเงินไทย ตลท.พร้อมสนับสนุน

Advertisement

หัวใจหลักเร่งดึงสภาพคล่อง

นายอัสสเดชกล่าวว่า แผนขับเคลื่อนตลาดทุนไทยผ่าน 3 เครื่องมือ ได้แก่ 1.การรุกสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น โดยจะเน้นดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ร่วมกับพันธมิตรกระตุ้นให้ผู้ลงทุนกลับมาซื้อขายและขยายฐานผู้ลงทุนใหม่ หลังปี 2568 สภาพคล่องปรับลดลงจากหลายปัจจัยที่กดดัน โดยจะมีการเพิ่มสินค้าใหม่ดึงดูดใจมากขึ้น อาทิ Crypto ETF, DR และ L&I ETF พร้อมส่งเสริมการใช้ TFEX เสริมพอร์ตหุ้นอย่างจริงจัง สร้างกลยุทธ์การลงทุน พร้อมเพิ่มสินค้าอนุพันธ์ใหม่ๆ ขยายโอกาสการลงทุน อาทิ ตราสารอนุพันธ์ระยะสั้น เตรียมจัดโรดโชว์ทั้งในและนอกประเทศ ควบคู่กับการทบทวนกฎเกณฑ์เพื่อปลดล็อกอุปสรรคการลงทุนจากต่างประเทศ ยกระดับบริษัทจดทะเบียนโดยผนึกหน่วยงานกำกับฯ ทบทวนกฎเกณฑ์และกระบวนการซื้อขายหุ้นไอพีโอให้รวดเร็วขึ้น เพื่อผลักดันให้สามารถแข่งขันกับตลาดหุ้นต่างประเทศได้

ขยายใช้เซทคาร์บอน

นายอัสสเดชกล่าวต่อว่า 2.ผนึกกำลัง ขยายการเติบโต ร่วมกับพันธมิตรขยายการใช้งาน SETCarbon ในกลุ่ม บจ.และซัพพลายเชนของ บจ.ธนาคาร และลูกค้าธนาคาร โดยมีแผนพัฒนาฟังก์ชั่นให้ครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ ตั้งเป้ามี บจ.ใช้งานระบบเพิ่มขึ้นอีก 100 บริษัท พร้อมมุ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาฐานข้อมูลคาร์บอนกลางของประเทศ นำเอไอมาต่อยอดธุรกิจ พัฒนาข้อมูลให้ตอบโจทย์การใช้งานทั้งภายในและให้บริการภายนอกองค์กร รวมถึงการดึงดูดนิวอีโคโนมี เอสเอ็มอี สตาร์ตอัพเข้าสู่ตลาดทุนไทย และ 3.เสริมแกร่งโครงสร้างพื้นฐาน ขับเคลื่อนพัฒนาคน เพื่อเตรียมการเริ่มให้บริการในปี 2570

นโยบายรัฐสำคัญมาก

“เชื่อมั่นว่าแผนที่เตรียมไว้จะช่วยขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยได้ อย่างโครงการ JUMP+ (จัมพ์พลัส) ที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้บริษัทจดทะเบียน (บจ.) รายเล็กให้แข็งแกร่งขึ้นผ่านการทำมาตรฐานทางบัญชี ซึ่งจะเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมในไตรมาส 2/2569 นี้ สามารถนำไปโชว์ให้นักลงทุนต่างชาติได้ แต่ไม่ใช่ว่าประกาศแผนออกมาแล้วจะทำให้หุ้นขึ้นได้ทันที เพราะมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย อย่างมีเสียงสะท้อนจากนักลงทุนต่างชาติมาว่า นโยบายของรัฐบาลไทยสวยงาม ดูดี แต่ขอรอให้เกิดขึ้นจริงก่อน เช่นเดียวกับแผนงานจัมพ์พลัสที่อาจต้องทำสำเร็จในระดับหนึ่งก่อน จึงจะเห็นผลที่แท้จริง แต่ต้องมีการสื่อสารออกไปอย่างต่อเนื่องก่อน” นายอัสสเดชกล่าว