กรอ.ดันตั้ง/ขยายโรงงานปี’68 เม็ดเงินลงทุนสูงเป็นประวัติศาสตร์ 7.6 แสนล้าน

14.01.26 | 11:47 น.

ลจากการดำเนินนโยบาย “ฝ่า-ฟัน-ดึง-ดัน” ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย ของ ธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทยให้สอดรับกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 

ทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมดิจิทัล และพลังงานสะอาด ท่ามกลางความท้าทายจากสงครามการค้า มาตรการภาษีตอบโต้ และปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อสังคมและธุรกิจ เพื่อเสริมแกร่งให้ภาคการผลิตเป็นเครื่องยนต์หลักในการสร้างงาน สร้างรายได้ และเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทย 

ผนึกกำลังกับนโยบาย Mind ที่มุ่งขับเคลื่อนการทำงานโดยใช้หัวและใจปั้นอุตสาหกรรมคู่ชุมชนของ ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ล่าสุดได้ประกาศเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 มอบนโยบายข้าราชการกระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าต่อด้วย Mind as One คือการมีหัวใจเดียวกันของคนกระทรวงอุตสาหกรรม รวมกับดำเนินนโยบาย “ฝ่า-ฟัน-ดึง-ดัน” เพื่อให้ทุกคนเดินหน้าไปยังเป้าหมายเดียวกันคือ การแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมเพื่อให้อุตสาหกรรมอยู่คู่กับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

ส่งผลให้ปี 2568 การลงทุนไทยผ่านการตั้งและขยายโรงงานอุตสาหกรรมสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์

มูลค่าลงทุนปี’68พุ่ง2เท่า

Advertisement

พรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ให้ข้อมูลการลงทุนครั้งสำคัญนี้ว่า ปี 2568 มีโรงงานขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการ (ร.ง.4) และขยายกิจการรวมกว่า 2,000 โรงงาน คิดเป็นมูลค่าการลงทุนสูงเป็นประวัติศาสตร์กว่า 7.6 แสนล้านบาท พุ่งขึ้นกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อน เกิดการจ้างงานใหม่กว่า 1 แสนอัตรา สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุนอย่างแข็งแกร่ง

โดยในปี 2568 มีการขออนุญาตตั้งโรงงานใหม่กว่า 1,556 โรงงาน มีมูลค่าการลงทุนกว่า 2.3 แสนล้านบาท เกิดการจ้างงานใหม่กว่า 6.2 หมื่นอัตรา 

กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการขออนุญาตประกอบกิจการใหม่ในปี 2568 ที่ผ่านมา 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ มีมูลค่าการลงทุนใหม่กว่า 4.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี 2.อุตสาหกรรมอาหาร มีมูลค่าการลงทุนใหม่ 1.9 หมื่นล้านบาท 3.อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม มีมูลค่าการลงทุนใหม่ 1.3 หมื่นล้านบาท 4.อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ มีมูลค่าการลงทุนใหม่ 1.2 หมื่นล้านบาท และ 5.อุตสาหกรรมผลิตเครื่องจักรและเครื่องกล มีมูลค่าการลงทุนใหม่ 1.1 หมื่นล้านบาท โดยมีอุตสาหกรรมผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกมีมูลค่าการลงทุนใหม่ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกันที่ 1.06 หมื่นล้านบาท 

ขณะที่การขยายโรงงานปี 2568 มีการขออนุญาตขยายโรงงานเพิ่มขึ้น 443 โรงงาน ที่แม้จำนวนการขยายโรงงานจะใกล้เคียงกับปี 2567 แต่มีอัตราการลงทุนเพิ่มเติบโตแบบก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีมูลค่าการขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นกว่า 5.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อน เกิดการจ้างงานใหม่กว่า 3.8 หมื่นอัตรา

กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการขออนุญาตขยายโรงงานในปี 2568 ที่ผ่านมา 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมผลิตผลิตภัณฑ์จากพืช มีมูลค่าการขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นกว่า 3.7 แสนล้านบาท คิดเป็น 43% ของมูลค่าการลงทุนขยายโรงงานทั้งหมดในปี 2568 ซึ่งเป็นไปตามการผลักดันภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมชีวภาพที่ประเทศไทยมีศักยภาพด้านต้นทุนทรัพยากรที่เป็นจุดแข็ง ให้เป็นอุตสาหกรรมเรือธงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ 2.อุตสาหกรรมผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ มีมูลค่าการขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นกว่า 2.7 หมื่นล้านบาท สอดคล้องกับการขยายตัวในการลงทุนตั้งโรงงานใหม่ 

3.อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ มีมูลค่าการขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นกว่า 2.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนที่แข็งแกร่งในภูมิภาคอาเซียน 4.อุตสาหกรรมอาหาร มีมูลค่าการขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นกว่า 2 หมื่นล้านบาท และ 5.อุตสาหกรรมผลิตผลิตภัณฑ์จากปิโตรเคมี มีมูลค่าการขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท โดยมีอุตสาหกรรมผลิตผลิตภัณฑ์โลหะ มีมูลค่าการขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกันที่ 1.1 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ

สะท้อนเชื่อมั่นฝ่าพายุปัจจัย

อธิบดีพรยศระบุ การขยายตัวของการลงทุนตั้งโรงงานใหม่และการลงทุนเพิ่มในการขยายโรงงาน โดยเฉพาะการขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายในปี 2568 เป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งมั่นยกระดับให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่ชุมชน เน้นการอำนวยความสะดวกต่อนักลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม ลดขั้นตอนและระยะเวลาการอนุญาตอย่างมีมาตรฐานเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย ส่งผลให้ผู้ประกอบการเกิดความมั่นใจและสามารถเริ่มดำเนินกิจการได้เร็วขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างแต้มต่อให้กับอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก

นอกจากการเร่งรัดกระบวนการอนุญาตแล้ว กรมโรงงานอุตสาหกรรมยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรม การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการสนับสนุนผู้ประกอบการในภาคการผลิตให้สามารถปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล รวมถึงการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและระบบบำบัดมลพิษ เพื่อให้โรงงานสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนคู่ชุมชนโดยรอบ

เครื่องมือรัฐคาดปี’69โต15%

อธิบดีพรยศเชื่อมั่นว่า จากข้อมูลการลงทุนในปี 2568 ดังกล่าว คาดภาคอุตสาหกรรมไทยจะยังคงขยายตัวต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2569 จากมาตรการส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลในมิติต่างๆ เช่น มาตรการ Thailand FastPass ที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก โดยจะเป็นกลไกใหม่ที่นำมาใช้เพื่อปลดล็อกอุปสรรคของโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ให้สามารถเดินหน้าลงทุนได้อย่างรวดเร็ว และจะนำไปสู่กระบวนการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคอย่างถาวร รวมถึงการจัดหาพลังงานสะอาดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนทุกภาคส่วน เป็นต้น 

“คาดว่าการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานและการขยายกิจการโรงงานจะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องกว่า 2,300 โรงงาน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 15% มีมูลค่าการลงทุนสูงกว่า 8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5% และเกิดการจ้างงานใหม่อีกกว่า 110,000 อัตรา เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10%” อธิบดีพรยศระบุ

โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรม พลังงานสะอาด เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ อุตสาหกรรมเกษตรและการแปรรูปอาหาร รวมถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็นทิศทางหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคตและการผลักดันให้เกิดการลงทุนใหม่

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาครัฐจะมุ่งสนับสนุนให้เศรษฐกิจอุตสาหกรรมขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่กรมโรงงานอุตสาหกรรมยังคงเข้มงวดในการกำกับดูแลให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย โดยเฉพาะโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกากอุตสาหกรรมและสารเคมี (โรงงานลำดับที่ 101, 105 และ 106) ซึ่งต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ

อธิบดีพรยศทิ้งท้ายว่า นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเฝ้าระวังผู้ประกอบการที่อยู่ในบัญชีแบล๊กลิสต์ โดยการนำเทคโนโลยีการตรวจกำกับโรงงานอย่างแม่นยำเข้ามาช่วยตรวจสอบและกำหนดให้มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถเติบโตควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน