ตลาดสุขภาพโตแรงแตะ 6.45 แสนล้านปี’67 หนุน BJC ผนึก DHL ตั้งบริษัทร่วมทุนผสานโนว์ฮาวน์เสริมแกร่งโลจิสติกส์ ยกระดับมาตรฐานส่งยา หวังชิงบริษัทยาข้ามชาติระดับท็อป 50 ของโลกเข้าพอร์ตลูกค้า สร้างเติบโตสวนสภาพเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 13 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) (BJC) กล่าวว่า อุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ในประเทศไทยมีศักยภาพการเติบโตสูง โดยคาดว่าจะมีมูลค่าถึง 6.45 แสนล้านบาท (16.9 พันล้านยูโร) ภายในปี 2573
การเติบโตนี้ส่งผลให้ความต้องการบริการขนส่ง-กระจายสินค้าไปยังโรงพยาบาล คลินิก ร้านยา รวมถึงครัวเรือนผู้บริโภคพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย จึงเป็นโอกาสที่ BJC ซึ่งมีธุรกิจกระจายสินค้า เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ โลจิสติกส์ (“BJL”) อยู่จะเดินหน้าเสริมแกร่งเพื่อชิงความได้เปรียบในการแข่งขันทั้งในไทยและต่างประเทศ และสร้างการเติบโต
พร้อมทั้งผลักดันยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับภูมิภาค
ลงทุนปีละ 1,000-1,500 ล้านบาทต่อเนื่อง 5 ปี
ด้วยบริษัทจึงจับมือ ดีเอชแอล ซัพพลายเชน (ประเทศไทย) ตั้งบริษัทร่วมทุน ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 100 ล้านบาท แบ่งการลงทุนระหว่าง 2 บริษัทในสัดส่วน 50% เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ของกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี
พร้อมวางลงทุนด้วยเม็ดเงิน 1,000-1,500 ล้านบาทต่อเนื่อง 5 ปี หรือรวมเป็นมูลค่า 5,000-7,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนในธุรกิจโลจิสติกส์สูงที่สุดในรอบหลายปี สำหรับขยายและสร้างโกดังแห่งใหม่ทั้งในไทยและต่างประเทศ, รถขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ, ระบบบริหารจัดการการขนส่ง, ฝึกอบรมบุคลากร และระบบอัตโนมัติต่างๆ เพื่อยกระดับมาตรฐานการขนส่งให้ตอบโจทย์บรรดาบริษัทยาข้ามชาติซึ่งเป็นลูกค้าเป้าหมาย
หวังเติบโต 4 เท่าแตะ 28,000 ล้านบาทใน 4-5 ปี
นอกจากความร่วมมือและการเพิ่มความเข้มข้นในธุรกิจโลจิสติกส์ด้านเฮลธ์แคร์นี้ เชื่อว่าจะสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดให้กับธุรกิจกลุ่มสินค้าและบริการทางเวชภัณฑ์และทางเทคนิคอย่างน้อย 4 เท่าในช่วง 4-5 ปีข้างหน้า หรือจาก 7,000 ล้านบาทเป็น 28,000 ล้านบาท
เล็งต่อยอดรุกอุตฯ ยาต้นน้ำ
นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล รองประธานกรรมการบริหารของ BJC เสริมว่า บริษัทยังมองโอกาสรุกอุตสาหกรรมยาระดับต้นน้ำ หรือการมีโรงงานผลิตยาของตนเองด้วย หลังเทรนด์การรักษาแบบส่วนบุคคลอย่าง Personalized Medicine ทำให้อุตสาหกรรมยาต้นน้ำไม่จำเป็นต้องมีกำลังผลิตสูง เพื่อสร้างอีโคโนมีออฟสเกล แต่ต้องมีเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงแทน ทำให้โอกาสการเข้าลงทุนคล่องตัวมากขึ้น
ชูเสาหลัก 3 ด้าน แม็คเน็ตชิงยักษ์บริษัทยาข้ามชาติ
ด้านนายเคนนี่ ไท ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทร่วมทุน เสริมว่า บริษัทร่วมทุนนี้จะได้โนว์ฮาวน์จาก DHL ด้านเทคโนโลยีอัตโนมัติในคลังสินค้า มาตรฐานการดำเนินงาน (Operations Management System-OMS) และระบบติดตามสถานะแบบเรียลไทม์ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและความแม่นยำ พร้อมสร้างความโปร่งใสและการตรวจสอบสถานะได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง (end-to-end Visibility) ทั่วทั้งซัพพลายเชนด้านเฮลธ์แคร์
มาผสานกับเครือข่ายส่งสินค้าของ BJC ที่ครอบคลุมโรงพยาบาลกว่า 1,271 แห่ง คลินิก 2,687 แห่ง และร้านยา 4,688 แห่งทั่วประเทศไทย
รวมถึงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม เจตนารมณ์ของทั้งกลุ่มดีเอชแอล และกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ที่มุ่งหน้าสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 โดยขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลัก ดังนี้:
โครงสร้างพื้นฐานที่ออกแบบมาเพื่ออุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์โดยเฉพาะ: คลังสินค้าควบคุมอุณหภูมิที่ครอบคลุมทุกระดับความต้องการ (Multi-temperature) และระบบคลังสินค้าแบบแช่เย็นและแช่แข็ง (Cold-chain facilities) ที่ได้มาตรฐาน Good Distribution Practice (GDP) รองรับการจัดเก็บและกระจายสินค้ากลุ่มยาชีววัตถุ (Biologics), วัคซีน, ยาเฉพาะทาง, ยาฉีดที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ ตลอดจนเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สำคัญ
บุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านเฮลธ์แคร์: โปรแกรมการพัฒนาบุคลากรเฉพาะทางที่ผสานหลักสูตรฝึกอบรมโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์มาตรฐานโลกของดีเอชแอล เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบและบริบททางการแพทย์เชิงลึกของบีเจซี เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรมีความพร้อมในการจัดการผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพที่ต้องดูแลเป็นพิเศษด้วยความแม่นยำและใส่ใจในทุกรายละเอียด
การปฏิบัติตามข้อกำหนดมาตรฐานทางการแพทย์: มั่นใจด้วยระบบบริหารจัดการคุณภาพที่ทรงประสิทธิภาพ และขั้นตอนการดำเนินงานตามมาตรฐาน (SOPs) ผสานเทคโนโลยีการตรวจสอบย้อนกลับแบบดิจิทัล (digital traceability) พร้อมทั้งการปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รวมถึงมาตรฐาน GDP และ GMP (Good Manufacturing Practice) อย่างเคร่งครัด
“ปัจจุบันในกลุ่มบริษัทยาระดับ Top 50 ของโลกนั้น 48 รายเป็นลูกค้าของ DHL อยู่แล้ว หากเราสามารถดึงบริษัทเหล่านี้เข้ามาในไทย ผ่านความร่วมมมือกับ DHL จะช่วยสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด”

