‘รัตนพล’มองอนาคตประเทศ
ฮับเทคโนโลยี AI
ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันโดยเฉพาะการสื่อสารที่ไร้พรมแดนแบบในปัจจุบัน ทำให้ทุกอย่างเข้าสู่โหมดของใครเร็วใครได้อย่างแท้จริง
ตัวช่วยที่เร่งปฏิกิริยาคงหนีไม่พ้นเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (ดาต้าเซ็นเตอร์) หรือบริการให้เช่าพื้นที่จัดเก็บข้อมูล (คลาวด์) กลายเป็นตัวช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี หากมีการลงทุนและใช้ในองค์กรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ประโยชน์ของเทคโนโลยีจะช่วยเสริมศักยภาพของธุรกิจได้อย่างมหาศาลแน่นอน
สำหรับประเทศไทย บริษัทที่สามารถเรียกตัวเองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างแท้จริงมีเพียงรายเดียว คือ บริษัท สยาม เอไอ คอร์เปอเรชั่น จำกัด (Siam AI) และหากจะนิยาม สยามเอไอ ต้องบอกว่าเป็นบริษัทต้นน้ำของธุรกิจเทคโนโลยีโลกใหม่อย่างแท้จริง
รัตนพล วงศ์นภาจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท สยาม เอไอ คอร์เปอเรชั่น จำกัด (Siam AI) ให้ข้อมูลว่า สยาม เอไอ เป็นบริษัทที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานของเอไอ เพราะเอไอไม่สามารถจะดำเนินการ (รัน) ได้ หากไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี เปรียบสมัยก่อนตอนโทรศัพท์มือถือมาใหม่ๆ หากไม่มีเสาส่งสัญญาณ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการให้บริการเครือข่าย โทรศัพท์ก็จะใช้ไม่ได้ ในกรณีของเอไอมีความคล้ายกัน คือ ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับการดำเนินการต่างๆ
โดยสยาม เอไอ Main Business ของเราคือเป็นคนทำเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของเอไอ อนาคตอีก 2 ปี, 5 ปี หรือ 10 ปี เอไอจะเข้ามามีบทบาทหลักต่อการใช้ชีวิตและการดำเนินธุรกิจจริง ถ้าประเทศไทยไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีเตรียมพร้อมไว้รองรับ ไม่ว่าเป็นแอพพลิเคชั่นอะไรที่จะเกิดขึ้น ก็จะไม่สามารถรันได้ในประเทศเรา หรือแม้จะรันได้ แต่อาจมีข้อเสียเปรียบเมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมกับมากกว่า ซึ่งสยาม เอไอ อยากจะเป็นคนสร้างโครงสร้างพื้นฐานตรงนั้น
นับตั้งแต่เปิดตัวบริษัทจนถึงปัจจุบัน มีอายุรวมประมาณ 2 ปีแล้ว ถือว่ายังอายุน้อยมาก อาจเป็นเพราะเอไอเพิ่งมาด้วย แม้อายุน้อยแต่หากเป็นบริการด้านโครงสร้างพื้นฐาน ถือว่าสยาม เอไอ มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมมากที่สุดแล้ว สะท้อนได้จากการจับมือกับเอ็นวิเดีย (NVIDIA) ผู้ผลิตชิปปัญญาประดิษฐ์ระดับโลก ซึ่งตอนแรกเอ็นวิเดียอาจมองว่าเป็นบริษัทที่ใหม่และยังไม่มีประสบการณ์ทางด้านการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่สยาม เอไอ มีทีมที่เคยพัฒนาตัวคลาวด์อยู่แล้ว จึงเอาความสามารถที่มีไปหารือกัน เมื่อประเมินแล้วพบว่า สยาม เอไอ อยู่ในสนามแข่งขันระดับเดียวกัน และอาจเห็นว่าเรามีความตั้งใจในการทำอย่างจริงจัง สามารถทำได้ตามที่ให้แนวทางมา ไม่ว่าจะเป็นข้อสอบรูปแบบใด เราก็สามารถทำได้ จูนกันติด มีความพร้อมจริงในการรับความรู้ในด้านเทคโนโลยีต่างๆ
รวมถึงได้ทำสัญญาเอ็มโอยูร่วมกับเนเวอร์ คลาวด์ (Naver Cloud) บริษัทเกาหลี ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านเอไอในเกาหลี รวมถึงเป็นบริษัทแม่ของบริษัทผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นไลน์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยการทำงานร่วมกันครั้งนี้ เนเวอร์ คลาวด์ ได้เข้ามาใช้โครงสร้างพื้นฐานของเรา บวกกับการเข้ามาช่วยพัฒนาโปรแกรมที่ทำงานคล้ายแชตบอต ซึ่งจะเป็นของไทยโดยเฉพาะ
แผนในปี 2569 เนเวอร์ คลาวด์ มีโอกาสที่จะขยายธุรกิจในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน และเราก็ได้คุยกับ Hyper Scalar หลายๆ รายที่วางแผนจะขยายธุรกิจ เพราะการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยีเอไอ และดาต้าเซ็นเตอร์ ปัญหาหลักในหลายประเทศคือ ไฟฟ้าที่ไม่เพียงพอในการใช้งาน แต่ประเทศไทยมีความโชคดีคือ ปริมาณไฟฟ้ามีมากกว่าที่ใช้จริง มีพื้นที่อีกกว้างใหญ่ มีกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รองรับที่ดี มีน้ำเพียงพอ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมของเราก็แข็งแกร่งมาก
จากปัจจัยสนับสนุนที่ประเมินไว้ โดยเฉพาะการเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติจากการประกาศตัวเลขของบีโอไอ เชื่อมั่นว่าจะเป็นแรงผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ตำแหน่งศูนย์กลาง (ฮับ) ในภูมิภาคได้แน่นอน เพราะจากข้อมูลของบีโอไอ เห็นว่ามีคนต่อคิวเพื่อที่จะสร้างดาต้าเซ็นเตอร์มากกว่า 2,000-4,000 เมกะวัตต์ ซึ่งถือว่าเยอะมาก หากไม่ได้นำไปเทียบกับประเทศใหญ่ๆ อย่างสหรัฐ ในจำนวนนี้ก็ถือว่าสูงมากแล้ว
โดยจังหวะในปัจจุบัน ประเทศไทยถือว่าเป็นต่อในหลายๆ ด้าน เสียอย่างเดียวคือ ค่าไฟที่มีราคาสูง ทำให้หากมีกลไกหรือมีอะไรที่สามารถช่วยให้ค่าไฟลดลงมาได้ โอกาสที่ประเทศไทยจะเป็นผู้นำหรือฮับในด้านนี้มีสูงมากขึ้น เพราะต้นทุนของธุรกิจด้านเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ หลักๆ เป็นค่าไฟที่หากสูงกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นก็จะเป็นอุปสรรคทำให้ประเทศไทยไม่สามารถเดินหน้าไปถึงจุดนั้นได้
หากเทียบกับประเทศที่มีดาต้าเซ็นเตอร์เยอะ หรือเป็นผู้นำจริงๆ ค่าไฟในประเทศนั้นอยู่ต่ำกว่า 3 บาทกันหมด โดยประเทศใหญ่ๆ อย่างสหรัฐ จีน แคนาดา ค่าไฟบ้านเขาต่ำมาก แต่ของเรายังสูงอยู่ จึงเป็นความท้าทายของการมุ่งหน้าสู่เทคโนโลยีใหม่ และถือเป็นปัจจัยเดียวที่มีผล เพราะวันนี้ในด้านอื่นๆ ของไทยถือว่ามีหมดครบถ้วน
ส่วนปัจจัยอื่น อาทิ การเมือง ประเมินในแง่ธุรกิจเทคโนโลยี หรือเอไอ ความโชคดีคือ ส่วนใหญ่คนที่เดินหน้าธุรกิจจริงเป็นภาคเอกชนเป็นหลัก ไม่ใช่รัฐบาล จึงมองว่าเรื่องของรัฐบาลในตอนนี้อาจไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่มีผลกระทบต่อธุรกิจ
ส่วนความกังวลในเรื่องเทคโนโลยีทั้งเอไอ ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือคลาวด์ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้มูลค่าปรับสูงเกินไป อาจส่งผลให้เกิดภาวะฟองสบู่ของธุรกิจได้ ต้องบอกว่าทุกครั้งเวลาที่เกิดเทคโนโลยีใหม่ที่เปลี่ยนโลกขึ้นมา จะเกิดฟองสบู่ตามมาเช่นกัน อาทิ ระบบอินเตอร์เน็ต แต่สุดท้ายก็เห็นอินเตอร์เน็ตเข้ามาเปลี่ยนโลกได้จริงๆ หากไม่มีอินเตอร์เน็ตแทบจะทำอะไรไม่ได้
เทคโนโลยีเอไอและอื่นๆ ตอนนี้ก็อาจเป็นแบบนั้นในช่วงแรก เพราะเทคโนโลยีมีความใหม่มาก มีการพัฒนาสร้างโครงสร้างพื้นฐานรองรับไว้ แต่หากความต้องการ (ดีมานด์) ตามมาไม่ทันก็อาจมีผลกระทบ ก่อนท้ายที่สุดหากมีการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว เอไอก็จะเป็นหลักของเทคโนโลยีในการใช้งานอยู่ดี
การเติบโตของบริษัทที่ต้องการคือ การอยู่ต่อไปแบบยาวๆ เป็นผู้ให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ว่าบริษัทใดจะเป็นระดับยูนิคอร์นหรือไม่ใช่ก็สามารถเข้ามาใช้บริการได้ เหมือนในปี 2568 ที่สยาม เอไอ มีรายได้เติบโตกว่า 150% เทียบกับปี 2567 ยกตัวอย่างรายได้ต่อเดือนของปี 2567 อยู่ที่ 45 ล้านบาท แต่ปัจจุบันมีรายได้กว่า 100 ล้านบาทต่อเดือน รวมถึงบริษัทเพิ่งได้รับสัญญาใหญ่มา
“หากรวมรายได้ที่จะรับรู้ในปี 2569 เป็นต้นไป จะดันรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 300 ล้านบาทต่อเดือน และรายได้อาจเพิ่มขึ้นไปถึง 700 ล้านบาทต่อเดือนได้ หากแผนการทำสัญญาที่เหลืออีก 2 ฉบับสามารถปิดดีลลงได้ ทำให้สยาม เอไอ ถือเป็นผู้เล่นหลักเบอร์หนึ่งในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยีในประเทศไทย” รัตนพลกล่าว
พร้อมทิ้งท้ายว่า “แม้การแข่งขันจะเพิ่มมากขึ้น แต่ธุรกิจนี้มีขนาดใหญ่มาก ไม่มีใครสามารถหยิบเค้กก้อนนี้ไปได้หมดคนเดียว เพราะการลงทุนสูงมาก อาทิ การประมูล 1 งานใช้เม็ดเงินกว่า 1 แสนล้านบาท จึงไม่มีใครสามารถรับลูกค้ารายเดียวได้ทั้งหมดแน่นอน ทำให้ถึงมีการแข่งขันเพิ่มขึ้น”
แต่ก็ยังมีช่องให้เราเติบโตได้แบบไม่ต้องเร่งรัดมากเกินไป

