‘4 เสา’ (4New) ของ ดร.สันติธาร
เปิดประตูเศรษฐกิจใหม่
แนวคิดในการทำงาน Luck = Preparation meets Opportunity (โชค = การเตรียมพร้อม + โอกาส)
แนวคิดในการทำงานที่ถือเป็น Motto และเป็นหลักยึดในการใช้ชีวิตของผมมาโดยตลอด คือ
Luck = Preparation meets Opportunity (โชค = การเตรียมพร้อม + โอกาส)
บางครั้งหากรู้สึกติดหล่ม หรือรู้สึกว่าสิ่งที่ทำไม่ไปไหน ผมจะพยายามบอกตัวเองว่า “โชคไม่ดี” แต่โชคไม่ใช่ชะตา หากแต่เป็นสิ่งที่สร้างได้จากสององค์ประกอบ:
Opportunity (โอกาส): ลองถามตัวเองว่าเราสามารถเพิ่มโอกาสให้ตัวเองได้มากขึ้นไหม เช่น ออกไปพบปะผู้คนในวงการที่แตกต่างมากขึ้น ลองทำสิ่งใหม่ๆ หรือหันมาดูตัวเองว่าอะไรที่ทำอยู่ที่ “ปิดกั้น” ให้โลกเราให้ “แคบ” ลงไหม การเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ คือ การเพิ่มความถี่ของการพบโอกาส
Preparation (การเตรียมพร้อม): แม้บ่อยครั้ง เราอาจไม่สามารถสร้างโอกาสได้เอง และรู้สึกว่าสิ่งที่ทำไม่ไปไหน ผมจะบอกว่าแทนที่จะรอเฉยๆ ให้ถามตัวเองว่า ถ้าพรุ่งนี้คลื่นใหญ่มา เรามีบอร์ดพร้อมในมือที่จะขี่คลื่นนั้นหรือยัง? หากยัง ก็ต้องทำงานหนักเพื่อเตรียมพร้อมคว้าโอกาสนั้น
ผมชอบหลักการทำงานและใช้ชีวิตนี้เพราะมันไม่ได้บอกเราให้หลับหูหลับตาทำงานหนักโดยไม่คิดจนหมดไฟ แต่ก็ไม่ใช่นั่งโทษโชคชะตารอโอกาสโดยไม่ทำอะไรเลย จึงเป็นหลักยึดที่ช่วยให้ผมรักษาสมดุลในการใช้ชีวิตและทำงานมาตลอดครับ
หลักการ-นโยบาย การบริหารขององค์กรหรือบริษัท: 5 สัมผัส + 1 จิตใจของผู้นำ
ผมเติบโตมาในวงการที่มีพลวัตและการแข่งขันสูงมาก จึงเชื่อว่าผู้นำองค์กรที่ดี ต้องมี “5 สัมผัส + 1 จิตใจของผู้นำ” เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลง:
ตา (Eyes): มีวิสัยทัศน์ มองไกล (Long-term view) และมองภาพรวมให้ขาด ไม่ได้เห็นแค่ปัญหาและข้อจำกัดตรงหน้า มองทะลุว่าอะไรคือทิศทางที่โลกกำลังจะไป จุดยืนที่เราอยากจะปักหลัก และจะไปตรงนั้นได้อย่างไรจากสิ่งที่เรามีวันนี้
หู (Ears): เปิดใจรับฟัง เสียงของคนตรงหน้า, เสียงสะท้อนจากคนหน้างาน, เสียงของคนตัวเล็ก, รวมถึงเสียงที่เห็นต่างที่อาจไม่อยากฟัง เพื่อให้เห็นภาพปัญหาและโอกาสที่แท้จริง ป้องกันการติดอยู่ใน echo chamber และ groupthink และพลาดสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
จมูก (Nose): ดมกลิ่นความเสี่ยง และความไม่ชอบมาพากลได้รวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้หลงเชื่อและไปเกี่ยวโยงกับผู้ไม่หวังดี มิจฉาชีพ ทุนเทา หรือคนที่มุ่งหวังเอาเปรียบ เพราะแม้องค์กรที่เก่งมากก็พังได้จากการ ‘คบคนผิด’
ปาก (Mouth): สื่อสารอย่างชัดเจน (Clear communication) สร้างความเข้าใจร่วมกัน (Alignment) และแรงบันดาลใจ (Inspiration) เพื่อให้คนในองค์กรเดินไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีความเข้าใจและพลัง โดยเฉพาะในยุคที่ต้องปรับวิธีและทิศทางการเดินบ่อยๆ
มือ (Hand): สร้างความร่วมมือและผลักดันผู้อื่น (Collaboration and Empowerment) ความยากหนึ่งของผู้นำคือต้องสามารถเปลี่ยนจาก “มือที่ทำเองทุกอย่าง” ไปเป็น “มือที่ประสาน” สร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ทุกคนในทีมสามารถร่วมมือกันทำงานเพื่อเป้าหมายเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นมือที่ “คอยช่วยเหลือผลักดัน” สมาชิกในทีมให้เติบโตและดึงศักยภาพตัวเองออกมาได้เต็มที่
จิตใจ (Mind): หลักการสำคัญ ผู้นำจึงต้องรู้จักถอดตัวเองออกจากสมการ และไม่ให้ความต้องการ, ทิฐิ, อารมณ์ส่วนตัวเข้ามาบดบังการตัดสินใจสำคัญ แต่ต้องมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง ผู้นำเป็น “ความรับผิดชอบ” ไม่ใช่ “ตำแหน่ง”, เป็น “หมวก” ไม่ใช่ “ตัวเรา”
ภาพรวมประเทศไทย 2569: การหา “Position” ให้ประเทศไทยในยุคโลกาภิวัตน์ใหม่ ด้วย 4 เสาสำคัญ
ผมมองว่าในปี 2569 คือปีที่เราต้อง “หยุดเล่นเกมโลกแบบเดิม” เพราะความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การที่เราไม่เก่งในสิ่งที่ทำ แต่คือการที่เราพยายามเล่นใน “เกมเก่า” ในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนแบบหักศอก จากทั้ง 4 คลื่นยักษ์ ภูมิรัฐศาสตร์, เทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI, Demographic โดยเฉพาะสังคมสูงวัย และ Climate กับความยั่งยืน
หัวใจสำคัญสู่ “ไทยแลนด์ผลิบาน” คือการ “หา Position” หรือจุดยืนใหม่ให้ประเทศไทยอย่างชัดเจน
เปิดประตูเศรษฐกิจใหม่ด้วย “4 เสา” (4New)
โดยมองว่ามี 4 เสาที่ประเทศต้องช่วยกันสร้างใหม่เพื่อจุดยืนใหม่ที่มั่นคงและยั่งยืน
1.New Economies (เศรษฐกิจใหม่)
มิติที่ 1: การเป็นส่วนหนึ่งของ Value Chain ใหม่: ให้ไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่มูลค่าสูง (Value creation) ของโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI Economy, Green Economy และ Longevity Economy
มิติที่ 2: การอัพเกรดอุตสาหกรรมดั้งเดิม: นำเทคโนโลยีและเศรษฐกิจใหม่เหล่านี้มาช่วยพัฒนาและยกระดับอุตสาหกรรมดั้งเดิมของไทย เช่น การนำ AI มาใช้อย่างจริงจังกับการท่องเที่ยว การเกษตร และการแพทย์
2.New Good Jobs (งานที่ดีใหม่)
ต้องวัดความสำเร็จด้วยจำนวน “งานดีๆ” ที่มั่นคงและเสริมรายได้และศักยภาพให้คนไทย ไม่ใช่แค่มูลค่าเม็ดเงินที่เข้ามาลงทุน หรือตัวเลข GDP ที่อาจไม่ได้ให้ประโยชน์คนไทยเต็มที่ ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่าการลงทุนใหม่ๆ จากต่างประเทศไม่ดี เพียงแต่ต้องต่อยอดไปให้ถึง “คน” เช่น ลงทุน EV ต้องสร้างผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญและผู้เชี่ยวชาญในประเทศ การลงทุน Data Center ต้องนำไปสู่การสร้างอุตสาหกรรมดิจิทัลปลายน้ำของไทยที่เข้มแข็ง ที่สร้างงาน
โดยอาศัยกลไก 3 ส่วนหลัก ได้แก่
แม่เหล็ก (Magnet): ใช้ดึงดูดหัวกะทิ และคนเก่งจากทั่วโลกให้มาตั้งหลักอยู่ในประเทศไทย โดยใช้ประโยชน์จากการที่ประเทศไทยมีจุดแข็งดึงดูดให้คนมาอยู่อยู่แล้ว
จรวด (Rocket): สร้างระบบนิเวศส่งเสริมนวัตกรรม เพื่อผลักดันคนเก่งของไทย ให้สามารถทำสตาร์ตอัพที่ออกไปแข่งระดับโลกได้ โดยจะเป็น Tech สตาร์ตอัพ หรือจะเป็นธุรกิจรุ่นใหม่ที่เก่งด้านกลยุทธ์ธุรกิจมีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ที่ปัจจุบันก็มีรุ่นใหม่ๆ เกิดขึ้นในหลายวงการ
สปริงบอร์ด (Springboard): สร้างระบบ Reskill/Upskill เพื่อให้คนไทยเท่าทันยุค AI และสามารถปรับตัวเข้าสู่ตำแหน่งงานในอุตสาหกรรมใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
3.New Markets (ตลาดใหม่)
เร่งเจรจาและขยายตลาดใหม่: สนับสนุนการเร่งเจรจา FTA กับประเทศใหม่ๆ ที่มีศักยภาพสูง ที่ได้มีการทำอยู่แล้ว และอาจเสริมการขยายการค้ากับอาเซียน (ซึ่งการค้าภายในภูมิภาคยังมีสัดส่วนต่ำมาก อยู่ที่ไม่ถึง 1 ใน 4 ของการค้าทั้งหมดเทียบกับการค้าภายในสหภาพยุโรปที่ซื้อของกันและกันสูงถึง 60%) และอินเดีย ซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วและมีศักยภาพเป็น 1 ใน 5 เศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลก
และสร้าง Export Intelligence Unit: ตั้งหน่วยวิเคราะห์เจาะลึกรวบรวมข้อมูลและคอนเน็กชั่นที่มีกับตลาดต่างๆ เพื่อช่วยให้เข้าใจโอกาส-ความเสี่ยงของตลาดใหม่ๆ อย่างลึกซึ้ง รวมถึงในระดับมลรัฐของประเทศใหญ่ๆ
4.New Safety Nets (เกราะ+ตาข่ายรองรับใหม่)
มิติที่ 1: กรอบป้องกัน (Defensive): สร้างเกราะป้องกันไม่ให้ปัจจัยเสี่ยงภายนอก โดยเฉพาะ “ทุนเทา” (Gray Capital) เข้ามาทำร้ายธุรกิจและประชาชนคนไทย
มิติที่ 2: ตาข่ายรองรับกลุ่มเปราะบาง (Supportive): สร้างตาข่ายรองรับที่เข้มแข็งให้แก่กลุ่มที่ถูกผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนไทยประมาณครึ่งหนึ่งที่ยังคงทำงานนอกระบบประกันสังคม เพื่อให้พวกเขาสามารถลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่ได้อย่างมั่นคง
ปักธงบนโลก หา Theme จุดเด่น
แน่นอนว่าการจะสร้าง 4 เสานี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เราสามารถโฟกัสสร้างองค์ประกอบเหล่านี้อย่างน้อยสำหรับบางด้านก่อนเพื่อปักธงในเวทีโลก ซึ่งไม่ใช่การเลือกอุตสาหกรรมแบบในอดีตแต่เป็นการเลือก “ธีม” เพื่อสร้างจุดเด่นและหาโฟกัส ยกตัวอย่าง
ประเทศไทยมีศักยภาพและโอกาสที่จะเป็นศูนย์กลางด้าน “Well-Being” ของโลก ทั้งในมิติ Longevity (อายุยืนยาว) และ Healthcare (สุขภาพ) โดยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมควบคู่กับจุดแข็งเดิมของเรา เช่น ภาคบริการ-การแพทย์ ท่องเที่ยว สปา Wellness Mindfulness รวมทั้งภาคการผลิต-อุตสาหกรรมอาหาร การเกษตร สมุนไพร beauty อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์
การจะเป็นศูนย์กลางด้าน Well-being แปลว่า เราต้องรักษาสิ่งแวดล้อมและมีความสามารถปรับตัวให้อยู่กับภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ด้วย (Climate adaptation) เพราะหากอากาศยังเต็มไปด้วยฝุ่น มลพิษ และยังรับมือภัยพิบัติได้ไม่ดีก็ย่อมสร้าง Well being ไม่ได้
การตั้งเป้าเช่นนี้ จึงเป็นการบังคับตนเองให้พัฒนาประเทศไม่ใช่เพื่อแค่ “แข่งขันกับต่างประเทศ” แต่เพื่อสร้าง “ประเทศที่น่าอยู่” สำหรับคนไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยเองด้วย หรือพูดอีกในแง่ก็คือ หากเราพัฒนาด้านนี้ได้ อย่างไรคนไทยก็ได้ใช้แน่ แถมยังมีโอกาสสร้างมูลค่าเศรษฐกิจจากโลกอีกด้วย

