‘วีระยุทธ’แก้โจทย์ ศก.
ชูประเทศพัฒนาที่มีอัตลักษณ์
แนวทางการทำให้การเมืองเกิดความผลิบานในปี 2569 เป็นอย่างไร
คำว่าผลิบานมันมีหลายแบบ หากเปรียบเทียบกับดอกไม้ ดอกซากุระ บานแป๊บเดียวแล้วก็ร่วง แต่ถ้าจะชื่นชมในความงามดอกไผ่ ทั้งชีวิตจะบานแค่ครั้งเดียวแล้วก็อาจจะตายลง หากเป็นดอกกล้วยไม้ ก็จะบานนานหน่อยแล้วก็ปรับแต่งพันธุ์ได้ ประเด็นนี้ก็ต้องทำถามว่าการเมืองไทยอยากให้มันผลิบานแบบไหน
ถ้าเปรียบเทียบกับดอกไม้เหล่านี้ ผมคิดว่าอยากให้มันผลิบานได้นาน แล้วเราเลือกได้เอง ดังนั้นอาจจะมองให้มันเป็นเหมือนดอกกล้วยไม้ น่าจะมีความหวังกว่าดอกซากุระ ถึงจะสวยงามแต่มันก็ทำให้เรานึกถึงความสวยงามระยะสั้น เป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นเอาไว้ใช้เรียกว่าชื่นชมความงามในชีวิต แต่ไม่อยากให้เป็นดอกไผ่ที่ผลิบานเพียงครั้งเดียวแล้วก็ต้องตายลง
ปี 2569 ถือว่าเป็นปีแห่งการเลือกตั้ง ที่พรรค ปชน.ชูว่าเป็นการเลือกตั้งเพื่อเลือกอนาคตของประเทศ จะมีความเป็นได้หรือไม่
ต้องบอกว่าปี 2569 การเมืองจะร้อนแรงขึ้นกว่าครั้งที่แล้ว เพราะว่ามีประเด็นเรื่องเงินสีเทาเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมคิดว่าเป็นที่ยอมรับกันว่า มันมีการไหลเข้ามาแล้วก็เสี่ยงที่จะเข้ามาในการเมือง แล้วมันเข้ามาหลายแบบ มันไม่ใช่แค่การคอร์รัปชั่น หรือการซื้อเสียงโดยตรงซึ่งมีอยู่แล้ว แต่จะมีมากขึ้น
มันจะมาในรูปแบบของการทำให้เกิดเฟคนิวส์ ทำให้เกิดกระบวนการไอโอต่างๆ อีกมากมาย ผมคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็จะเป็นจุดสำคัญว่าอยากให้เศรษฐกิจไทย การเมืองไทยเปลี่ยนไปทางไหน และเราจะสอนลูกหลานยังไง
เพราะว่าถ้าหลายๆ ซัพพลายของไทยตอนนี้มันเหมือนอยู่ได้ด้วยเงินสีเทา ถ้าเราปล่อยให้มันผ่านไปมันก็จะเหมือนเลือดในร่างกายที่มันกลายเป็นเลือดเสียมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราไม่ฟอกเลือดจริงจังถึงจุดหนึ่งมันจะฟอกไม่ไหวแล้ว
ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตการณ์ซ้อนวิกฤตการณ์ ทั้งในมิติเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเติบโตต่ำที่สุดในรอบ 30 ปี (หากไม่นับรวมช่วงวิกฤต) และการแทรกซึมอย่างรุนแรงของ “ทุนสีเทา” ซึ่งเปรียบเสมือน “เลือดเสีย” ในร่างกายของประเทศ ที่บ่อนทำลายกลไกเศรษฐกิจและการเมืองจากภายใน ข้อเสนอหลักของพรรคจึงไม่ใช่เพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบผิวเผิน แต่เป็นการ “ฟอกเลือด” ครั้งใหญ่ โดยเริ่มต้นจากการปราบปรามทุนสีเทา คอร์รัปชั่น และอุดรอยรั่วของการไหลออกของเงินทุนอย่างจริงจัง ซึ่งถือเป็น “กระดุมเม็ดแรก” ที่ต้องแก้ไขก่อนนโยบายอื่นจะเกิดผล
ปัญหาการไหลของเงิน สรุปได้เป็น 3 ประเด็นหลักคือ “เงินในไหลออก เงินนอกไม่เข้า และเงินเทาทะลัก” ซึ่งเป็นอาการป่วยที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
เงินในไหลออก คือ เงินทุนไหลออกจากประเทศผ่านแพลตฟอร์ม E-commerce และการขาดดุลทางดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งคาดว่าอาจสูงถึงหลักล้านล้านบาท แนวทางแก้ไข คือ 1.ดึงแพลตฟอร์มเข้าสู่ระบบ กำหนดให้แพลตฟอร์มต่างชาติมีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนในประเทศ และ 2.บังคับใช้กฎหมายการค้า: ใช้มาตรการ Anti-dumping และ Safeguard อย่างจริงจังเพื่อปกป้องผู้ผลิตในประเทศจากสินค้านำเข้าราคาถูกและไร้มาตรฐาน
เงินนอกไม่เข้า คือ เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เป็น “เงินดี” จากบริษัทที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้า ลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ทางแก้ คือ 1.สร้างความเชื่อมั่น ส่งสัญญาณที่ชัดเจนใน 100 วันแรกว่าจะปราบปรามคอร์รัปชั่นและทุนสีเทาอย่างจริงจัง และ 2.ขับเคลื่อนด้วยการปฏิรูป (Reform-Driven Growth) สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ เพื่อดึงดูดนักลงทุนคุณภาพดีให้กลับเข้ามา
เงินเทาทะลัก คือ เงินผิดกฎหมายไหลเข้าประเทศผ่านช่องทางต่างๆ เช่น นอมินี, ตลาดหลักทรัพย์, การซื้ออสังหาริมทรัพย์ราคาสูง เพื่อทำการฟอกเงิน
สำหรับทางแก้นั้น 1.จัดตั้ง Data Bureau สร้างศูนย์ข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินทั้งหมด (รวมถึงคริปโท, อสังหาริมทรัพย์) เพื่อติดตามเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ คล้ายกับเครดิตบูโรแต่ครอบคลุมกว่า และ 2.ตั้ง War Room ปราบสแกมเมอร์ ทำสงครามกับขบวนการคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์อย่างเป็นระบบ และผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางความร่วมมือระดับนานาชาติในการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์
พรรค ปชน.ชูแคมเปญว่าเป็นรัฐบาลของประชาชน แคมเปญนี้จะมีส่วนช่วยทำให้การเมืองไทยผลิบานได้อย่างไร
การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะเป็นจุดตัดสินอนาคตของประเทศ
พรรค ปชน.จะเสนอแนวทางการทำงานแบบเป็นทีมฟุตบอล ผสมผสานระหว่างบุคลากรที่เติบโตมากับพรรคและผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพจากภายนอก
คนใน (Academy) บุคลากรที่เติบโตมากับพรรคตั้งแต่อนาคตใหม่และก้าวไกล มีความเข้าใจในอุดมการณ์และทำงานในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนมืออาชีพจากภายนอก (Star) ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับในแต่ละวงการ ซึ่งได้ผ่านกระบวนการทำงานร่วมกันในชั้นกรรมาธิการมาก่อน เพื่อให้มั่นใจว่ามีเป้าหมายและแนวคิดที่ตรงกัน เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย 4 เสาหลัก ได้แก่ ความมั่นคง คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และการปฏิรูปรัฐไปพร้อมกันอย่างเป็นระบบ เหมือนเสา 4 ต้นที่ค้ำจุนบ้านไว้ ประกอบด้วย
1.ความมั่นคง: ไม่ใช่แค่การปฏิรูปกองทัพ แต่รวมถึงการสร้าง อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense Industry) เพื่อสร้างรายได้และการจ้างงาน
2.คุณภาพชีวิต การช่วยเหลือเกษตรกร, ยกระดับการผลิต และสร้างสวัสดิการที่ดี 3.เศรษฐกิจ การสร้างอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการยกระดับอุตสาหกรรมเดิม และ 4.ปฏิรูปรัฐ การปฏิรูประบบราชการและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ให้โปร่งใสด้วยเทคโนโลยี AI ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณได้ถึง 2-3 แสนล้านบาทต่อปี
โดยมีวิสัยทัศน์สูงสุด คือ การผลักดันให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากสภาวะที่เป็นอยู่ และก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีอัตลักษณ์ของตนเอง โดยเรียนรู้จากความสำเร็จและข้อผิดพลาดของประเทศอื่น เพื่อสร้าง “เกาหลีที่เท่าเทียม” คือ เกาหลีใต้ เป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีและแบรนด์ระดับโลกแบบเกาหลีใต้ แต่ไทยต้องเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของเขา โดยสร้างระบบการแข่งขันที่เป็นธรรมและไม่ปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำสูงเกินไป
ส่วน “ญี่ปุ่นที่มีรสชาติ” ให้เกิดขึ้นจริง คือ ญี่ปุน เป็นประเทศที่มีมาตรฐานสูงและเป็นระบบแบบญี่ปุ่น แต่ไทยยังคงมีความคิดสร้างสรรค์และความจัดจ้านในแบบของไทย
เรามีความฝันสูงสุดที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในแบบฉบับของตัวเอง ไม่ใช่ K-Shape แต่เป็น “ดอกจัน” คือ เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันไม่ได้แบ่งเป็นแค่กลุ่มบนกับล่าง (K-Shape) แต่มีความหลากหลายซับซ้อนเหมือน “ดอกจัน” ที่แต่ละกลุ่มแยกไปคนละทิศละทาง นโยบายจึงต้องโอบรับความหลากหลายนี้และพาไปข้างหน้าพร้อมกัน
เรายืนยันว่าทุกการเลือกตั้งคือโอกาสในการเปลี่ยนแปลง แล้วเราก็อยากขอโอกาสที่จะให้ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลง เพราะว่าเป็นจุดพลิกผันที่สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการเมืองและเศรษฐกิจที่สีเทามากขึ้น
การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีเดิมพันที่สูงอย่างยิ่ง เพราะเป็นการตัดสินใจเลือกว่าจะปล่อยให้ระบบนิเวศของทุนสีเทาเติบโตต่อไป หรือจะร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในทุกมิติอย่างจริงจัง

