หน้าแรก เศรษฐกิจ เส้นทางความหว...

เส้นทางความหวัง ระบบประกันสังคมไทย

17.01.26 | 09:10 น.

เส้นทางความหวัง
ระบบประกันสังคมไทย

ในความพยายามของผู้คนมากมายที่อยากเห็นระบบสวัสดิการไทยเติบโตอย่างยุติธรรม “รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี” ก้าวขึ้นมาบนเส้นทางนี้ด้วยความเชื่อมั่นในพลังของประชาชน โดยมีความเชื่อว่า ทุกความเปลี่ยนแปลงล้วนเริ่มจากเมล็ดเล็กๆ ของความหวัง และเมื่อได้รับการหล่อเลี้ยงจากความตั้งใจจริง ก็ย่อมพร้อมจะ “ผลิบาน” เป็นการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ในวันหนึ่ง

การก้าวเข้าสู่คณะกรรมการประกันสังคม หรือบอร์ดประกันสังคม ในสัดส่วนผู้ประกันตนจึงไม่ใช่เพียงบทบาทใหม่ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความพยายามที่จะทำให้รัฐสวัสดิการไทยเดินหน้าอย่างมีทิศทางและมีความหมายต่อชีวิตคนทำงานทุกคน

หากถามถึงเหตุผลที่อยากเข้ามาทำงานในบอร์ดประกันสังคม “รศ.ดร.ษัษฐรัมย์” บอกว่า ต้องเล่าตั้งแต่ต้นว่าผมเป็นนักเคลื่อนไหวด้านรัฐสวัสดิการมาตั้งแต่ยังเรียนมหาวิทยาลัย อีกด้านหนึ่งก็เป็นเพียง “ผู้ใช้แรงงาน” มนุษย์เงินเดือนที่มีภาระในชีวิต มีครอบครัวที่ต้องดูแล แม้การมีชีวิตตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้รับรัฐสวัสดิการที่ดีนัก แต่ก็มีความหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะได้เกิดขึ้นในประเทศไทย

โดย “สำนักงานประกันสังคม” องค์กรที่ดูแลด้านสวัสดิการของประเทศที่ใหญ่ที่สุด ด้วยงบประมาณสูงมากถึงปีละกว่า 2 แสนล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนและเพื่อดูแลชีวิตคนทำงาน 15 ล้านคน ดูแลผู้ชราภาพเกือบ 1 ล้าน ดูแลเด็ก 1 ล้านกว่าคน จะเห็นได้ว่าไม่มีกองทุนทางสุขภาพใดที่ใหญ่กว่าประกันสังคม ในวันนั้นตนจึงตัดสินใจเข้ามาทำงานเพื่อผลักดันสวัสดิการคนทำงาน แม้จะเป็นเพียงการเริ่มต้นเล็กๆ แต่มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ เสมือนเป็น “ก้าวแรกสู่รัฐสวัสดิการ” นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิดสู่คำขวัญของ “คณะประกันสังคมก้าวหน้า” ที่เราต่างต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่า การสร้างระบบสวัสดิการที่ดีสำหรับประชาชนนั้นเป็นไปได้ โดยอาศัยเพียงความมุ่งมั่นและแรงผลักดันทางการเมือง

Advertisement

ห้วงในวาระการทำงานของคณะประกันสังคมก้าวหน้า ที่คว้าชัยในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เมื่อปี 2566 ครั้งแรกที่ผู้ประกันตนและนายจ้างได้มีสิทธิเลือกตั้งตัวแทนของตนเองเข้าไปในคณะกรรมการ นับเวลามาถึงขณะนี้เป็นโค้งสุดท้ายก่อนหมดวาระในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งความตั้งใจของคณะประกันสังคมก้าวหน้า อยากให้มีการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่โดยเร็วที่สุด ถ้าเป็นไปได้ในเดือนพฤษภาคม 2569 จะต้องมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น

“ผมไม่คิดว่าเราจะทำได้เยอะขนาดนี้ แม้ที่ผ่านมาเราจะพบกับความท้าทายหลายอย่าง ถูกหลายฝ่ายปรามาสว่าเป็นนักอุดมคติ เรื่องพวกนี้ไม่สามารถที่จะทำได้หรอก ซึ่งมาทำงานจริงก็มีหลายอย่างลำบากมากกว่าที่คิด มีหลายอย่างที่ทำได้มากกว่าที่คิดไว้เหมือนกัน แต่ก็นับว่า 2 ปีที่ผ่านมา ช่วงนี้เป็นช่วงผลิดอกออกผลจากเมล็ดพันธุ์ของความยุติธรรมที่เราหว่านเอาไว้” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์กล่าว

สิ่งที่ตั้งใจไว้เมื่อ 7 ปีที่แล้วก่อนตัดสินใจเข้าสู่สนามการเมืองว่า จะต้องเปลี่ยนมุมมองความคิดใหม่ ให้เป็นการเมืองที่ไม่หวังผล ทำการเมืองแบบที่ไม่ต้องคิดว่าใครจะลงคะแนนเสียงให้เราหรือไม่ ในวันนี้ “สูตรคำนวณบำนาญ CARE” สะท้อนความตั้งใจของตนอย่างชัดเจน เพราะในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่ผ่านมา ผู้ประกันตนหลายแสนคนที่เกษียณแล้วและไม่มีสิทธิในการลงคะแนนเสียง แต่การปรับวิธีคิดเงินบำนาญใหม่นี้ ผู้ประกันตนทุกคนจะได้รับประโยชน์และความยุติธรรมอย่างถ้วนหน้า ดังนั้น เรื่องที่ทำอยู่นี้ มันยาก เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยพลัง บางอย่างเป็นเรื่องที่คนไม่ได้สนใจ ต้องใช้เสียงที่ดังกว่า ใช้ความพยายามเยอะ แม้จะไม่ได้ประโยชน์ในทางการเมืองมากนัก แต่ก็มีความตั้งใจผลักดันให้เกิดขึ้นได้

“วันนี้ประกันสังคมเกิดบรรทัดฐานใหม่หลายอย่าง หลายคนบอกว่าคนธรรมดาอย่างเรา เมื่อเข้ามาทำงานในกองทุนที่ผลประโยชน์มหาศาล ไม่นานก็จะถูกซื้อ ซึ่งผมได้พิสูจน์ให้เห็น ในฐานะผู้นำทีม บอกได้ว่า ถ้าเราไม่เอา ก็จบ ผมอยากย้ำถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ถึงรัฐบาล หลายคนบอกว่าถ้าไม่เอา จะมีคนเอาปืนมาจ่อหัว ผมบอกได้เลยว่าไม่มี เพราะการที่เราจะสมยอมกับความไม่ถูกต้องในประเทศนี้คือ เราคิดว่าเราได้ประโยชน์ทั้งนั้น แต่นี่เป็นสิ่งที่ยืนยันว่าไม่เอา แม้บางอย่างอาจยากขึ้น แต่สุดท้ายเราก็ใช้วิธีที่ถูกต้องได้ เราจะไม่กอดคอสามัคคีกับความไม่ถูกต้อง”

วันนี้ผลผลิตแห่งความตั้งใจได้ผลิบานออกมาแล้ว ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความพยายามของทุกๆ คน ซึ่งแน่นอนว่าวาระของบอร์ดประกันสังคมใกล้สิ้นสุดลงทุกที แต่ความหวังที่จะเห็น “รัฐสวัสดิการ” อย่างที่ควรจะเป็น จะต้องเดินหน้าต่อไป ขอส่งสัญญาณถึงพรรคการเมืองที่มีความตั้งใจจะลงสนามเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 ไม่ต้องเสนอตำแหน่งใดๆ มา ขอเพียงให้สัญญาว่าจะเดินหน้าทำพระราชบัญญัติประสังคมฉบับใหม่ที่เสนอโดยคณะประกันสังคมก้าวหน้า ภายใต้หลักคิดสำคัญคือการนำสำนักงานประกันสังคมออกจากระบบราชการ ให้อยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานรัฐที่มีความโปร่งใส สร้างการมีส่วนร่วมและยึดโยงกับผู้ประกันตนให้มากขึ้น ทว่าเรื่องนี้ใหญ่มาก ต้องอาศัยแรงทางการเมือง แต่เป็นสิ่งเดียวที่จะขอจากพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ถัดมาในการสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร มักจะพูดเสมอว่า องค์กรต้องอยู่ได้โดยไม่ยึดโยงกับใคร ฉะนั้นในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 ตนมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะเป็นการลงสมัครครั้งสุดท้ายของตัวเอง ตามระเบียบที่กำหนดให้บอร์ดทำงานได้สมัยละ 2 ปี และอยู่ไม่เกิน 2 สมัยต่อเนื่องกัน ซึ่งในสมัยแรกที่กำลังจะหมดลงนี้ มีหลายสิ่งที่สำเร็จตามนโยบายที่หาเสียงไว้และบางนโยบายยังต้องผลักดันต่อเนื่อง อย่างเช่น พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับใหม่ จึงมีความตั้งใจที่อยากจะทำงานต่อตามโอกาสที่ยังมีอยู่ ตามความเหมาะสม เพราะต่างยังมีหน้าที่อื่น บทบาทอื่นที่ต้องทำอีกมากมาย อย่างไรก็ตาม หากคณะประกันสังคมก้าวหน้าชนะในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นอีกครั้ง มีความตั้งใจในการลดบทบาทของตัวเอง เพื่อไม่ให้มีรอยต่อการสืบทอดอำนาจการเป็นบอร์ดในสมัยที่ 3 เพราะต้องหาคนรุ่นใหม่เข้ามาเปลี่ยนมือ คนที่สามารถก้าวเข้ามาทำงานเหล่านี้แทนตนได้ จึงเป็นสิ่งที่ตอบคำถามสังคมได้ว่าคณะประกันสังคมก้าวหน้าปราศจากกลุ่มทุนทางการเมืองอย่างแท้จริง เพราะไม่ว่าใครก็สามารถเข้ามายืนในตำแหน่งผู้นำได้ ไม่จำเป็นต้องมีชื่อเสียง หรือมีทุนทางการเมืองมา ก็เข้ามาสนับสนุนและผลักดันเรื่องเหล่านี้ได้

“หากทุกอย่างลงล็อกตามที่คิดเอาไว้ ครั้งนี้จะเป็น End Game ต่อไปประกันสังคมจะสามารถเดินหน้าสู่เส้นทางความโปร่งใส ผ่านโครงสร้างใหม่ที่วางเอาไว้ โดยไม่ยึดติดกับใคร ขณะที่ผู้แทนที่จะเข้ามาทำหน้าที่ต่อไป เราตั้งใจอยากให้เป็นคนรุ่นใหม่ เป็นตัวแทนจากวิชาชีพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ตัวแทนกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ๆ ที่สามารถมาส่งเสียงต่อความไม่เป็นธรรมในประกันสังคมได้ต่อไป” รศ.ดร.ษัษฐรัมย์กล่าวอย่างตั้งใจ

หลายคนบอกว่า “อยากให้ประกันสังคมก้าวหน้าอยู่กับพวกเราตลอดไป” ต้องยอมรับว่า แม้จะเป็นความต้องการของผู้ประกันตน แต่ “โซลูชั่นนี้ไม่เฮลตี้” ดังนั้น ต้องออกแบบให้ระบบมีความโปร่งใสด้วยตัวมันเอง เพราะที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าระบบการทำงานของประกันสังคม ไม่มีผู้ประกันตนในสมการเลย สิ่งทุกข์ร้อนของคนทำงานไม่เคยถูกสะท้อน ฉะนั้นหากเราทำเรื่องนี้ให้สำเร็จได้ ถือเป็น End Game ที่สวยงามในฐานะคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้เป็นยอดมนุษย์ แต่ผลักดันความยุติธรรมมาถึงตรงนี้ได้ และเมื่อเกิดการปฏิรูปขึ้น แน่นอนว่าจะไม่หวนกลับไปอยู่จุดเดิมที่เราจากมาอีกแล้ว

โจทย์ต่อไปของประกันสังคม จะเป็นส่วนขยายต่อเนื่องจากที่ผ่านมา ต้องเน้นไปที่โจทย์ด้านโครงสร้าง เพื่อให้สอดคล้องกับโจทย์ด้านสิทธิประโยชน์ที่ได้วางรากฐานไว้แล้ว ในแง่ของโครงสร้างองค์กร ประกันสังคมจะต้องโปร่งใสมากขึ้น สวัสดิการคนทำงานดีขึ้น ทำให้ประกันสังคมมีความเป็นอิสระ เป็นองค์กรที่ลีน (Lean Organization) ไม่ใหญ่เทอะทะแบบในปัจจุบัน แต่มีความสมาร์ทมากขึ้น นอกจากนั้น ระบบการใช้งบประมาณเพื่อลงทุนต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น เทียบได้กับกองทุนบำเหน็จบำนาญระดับโลก (Pension Fund) ไม่มีการฝากซื้อ ฝากขายหุ้นอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องลงแรงในการขับเคลื่อน และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย รวมถึงผู้ประกันตนทุกคน

ในวันนี้ เมื่อหลายความตั้งใจเริ่มผลิบานให้เห็นเป็นรูปธรรม ความหวังเรื่อง “รัฐสวัสดิการ” ก็ไม่ได้เป็นเพียงอุดมการณ์ลอยๆ อีกต่อไป หากเป็นเส้นทางที่กำลังก้าวเดินอย่างมั่นคงจากพลังของประชาชนและผู้ผลักดันทั้งหลาย แม้ว่าวาระของบอร์ดประกันสังคมชุดนี้จะค่อยๆ ใกล้ถึงปลายทาง แต่เมล็ดพันธุ์ของความเปลี่ยนแปลงได้ถูกหว่านลงในแผ่นดินไปแล้ว และจะยังเติบโตต่อไปผ่านคนรุ่นใหม่ ผ่านผู้ศรัทธาในความยุติธรรม และผ่านทุกมือที่พร้อมร่วมกันขับเคลื่อนให้ระบบสวัสดิการไทยดีขึ้นกว่าเดิมเสมอ เพราะในท้ายที่สุด ความหวังก็ยังคงงอกงามและพร้อมผลิบานอีกครั้งในวันข้างหน้า