‘พิชญา’ยกระดับการศึกษาไทยผลิบานระดับสากล
พิชญา รักตพงศ์ไพศาล หรือกิ๊ก กรรมการบริหาร KIS International School ผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรงกับบทบาทท้าทายที่มาพร้อมกับความภาคภูมิใจ ด้วยวัยเพียง 30 ปี กับภารกิจสานต่อเจตนารมณ์และความสำเร็จของครอบครัวในการพัฒนาสถานศึกษาคุณภาพสูงในประเทศไทย
“พิชญา” ได้สะท้อนมุมมองบทบาทในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ว่า การเป็นผู้บริหารไม่ใช่แค่เรื่องของอายุ แต่หลักๆ คือวิธีคิด ส่วนตัวเชื่อว่าการบริหารวันนี้ต้องเปิดใจ รับฟัง สร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนในทีม รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและมีความหมายในงานที่ทำ เพราะเมื่อคนทำงานด้วยความเข้าใจว่า สิ่งที่ตนเองทำมีความสำคัญ พวกเขาจะตั้งใจทำงานด้วย ‘ใจจริง’ ไม่ใช่เพียงปฏิบัติตามคำสั่งหรือแค่ตามหน้าที่
“ถ้ารู้ว่าตัวเองมีคุณค่า เขาจะทำงานด้วยความรักและความจริงใจ โดยไม่รู้สึกว่าทำเพราะถูกบังคับ นั่นคือสิ่งแรกที่เราให้ความสำคัญ คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้ทีมงาน” พิชญาระบุ
เนื่องจากเติบโตมาจากครอบครัวที่สอนเรื่อง ‘พระเดชพระคุณ’ เสมอ พิชญากล่าวย้ำว่า พระคุณของพ่อแม่ ครูอาจารย์ และผู้ใหญ่ที่ให้ โอกาส สิ่งนี้ทำให้เชื่อว่าผู้นำที่ดีต้องรู้ว่าตัวเองมายืนตรงนี้ได้เพราะหลายคนช่วยพาเรามา และหน้าที่ของเราคือ การส่งต่อโอกาสนั้นให้คนรุ่นถัดไปเช่นกัน
โดยการบริหารคน จะเน้นความสมดุลระหว่าง ‘ความเข้าใจ’ และ ‘มาตรฐาน’ คือการเป็นผู้นำที่ฟังคน แต่ต้องชัดเจนในความคาดหวัง นอกจากนี้ บทบาทของผู้บริหารรุ่นใหม่คือการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ต้องกล้ามองไกล กล้าปรับตัว และทำให้คนรอบตัวเก่งขึ้น แข็งแรงขึ้นและมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เชื่อว่าการบริหารที่ดีต้องมีทั้งหัวใจและวิสัยทัศน์ มองไกล แต่ทำงานด้วยความจริงใจและรู้คุณคนเสมอ
3 หัวใจหลักบริหาร ‘คุณภาพนำ, ดูแลครู, ผสานผู้ปกครอง’
ส่วนหลักการบริหารโรงเรียนนานาชาติ KIS (KIS International School) มี 3 เรื่องสำคัญ
1.คุณภาพต้องมาก่อน โรงเรียนนานาชาติ KIS ลงทุนกับครู หลักสูตร และสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่ดีมากๆ เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกคิด วิเคราะห์ และสร้างสรรค์
2.การดูแลครูและบุคลากร เชื่อว่าครูและบุคลากรที่ดีคือ หัวใจของโรงเรียน นโยบายของ KIS คือการให้ครูได้พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เราให้ความสำคัญเรื่อง professional development เป็นอย่างมาก เพื่อให้ครูมีเครื่องมือ มีเวลา และมีพื้นที่ให้เติบโต เพราะเมื่อครูแข็งแรง เด็กก็แข็งแรงตาม
3.ความร่วมมือกับผู้ปกครอง โรงเรียนจะเดินไปได้ไกลเมื่อบ้านและโรงเรียนทำงานไปในทิศทางเดียวกัน เรารับฟัง feedback และทำงานร่วมกันเสมอ เพราะทุกฝ่ายมีเป้าหมายเดียวกันคือ “เด็กต้องได้รับสิ่ง ที่ดีที่สุด”
อีกจุดเด่นสำคัญที่ภูมิใจมากคือ KIS มี community ที่อบอุ่นและแข็งแรงมาก เพราะเรามี school culture ที่ชัดเจน ทุกคน ทั้งเด็ก ครู ผู้ปกครอง – รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเดียวกัน มีส่วนร่วมและช่วยกันสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้เด็กๆ ความรู้สึก “เราเป็นครอบครัวเดียวกัน”
นี่คือสิ่งที่ทำให้ KIS แตกต่างจริงๆ และวิสัยทัศน์ของโรงเรียนคือ “Inspiring Individuals” อยากให้ KIS เป็นแหล่งสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ได้ค้นพบตัวเอง และในขณะเดียวกัน เด็กของเราก็จะเติบโตเป็นคนที่ส่งต่อแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นและสังคมต่อไปด้วย เชื่อว่าเมื่อเด็กได้รับแรงบันดาลใจที่ดี เขาจะสร้างสิ่งดีๆ กลับคืนให้โลกเสมอ
ก้าวข้ามอุปสรรคพร้อมดัน KIS สู่ความเป็นเลิศ
ระหว่างการเดินหน้าโรงเรียนนานาชาติ KIS ภายในพื้นที่โครงการ Reignwood Park พิชญากับบทบาทหัวหน้าทีมผู้ควบคุมการก่อสร้างโครงการ ยอมรับว่าเวลานั้นมีอุปสรรคมาก
“เป็นช่วงเกิดโควิด เราเจออุปสรรค ทำให้ต้องปรับแผนอยู่ตลอด สิ่งแรกที่ทำคือ ‘การตั้งสติ’ ทุกปัญหาต้องค่อยๆ แก้ ไม่มีทางลัด” พิชญาเล่าประสบการณ์
พิชญากล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้โครงการนี้สำเร็จมี 3 เรื่อง คือ 1.การสื่อสารตรงไปตรงมา ฟังทุกฝ่าย เปิดพื้นที่ให้เสนอปัญหา และร่วมกันหาทางแก้ 2.ระบบงานที่ชัดเจนและโปร่งใส มีการติดตามงานสม่ำเสมอ ตัดสินใจให้เร็วแต่ต้องแม่นยำ และ 3.ทีมที่แข็งแรงและมีเป้าหมายเดียวกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดปัญหา ทุกคนช่วยกันคิดหาทางแก้ ไม่มัวแต่โทษกัน เพราะเรารู้ว่าเรามีจุดหมายเดียวกัน คือ การเปิดโรงเรียนให้เด็กได้เรียนตามกำหนดการที่ตั้งไว้
ปัจจุบัน พิชญายังได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการรีโนเวตครั้งใหญ่ของ KIS Bangkok ระบุว่า ถือเป็นความท้าทายที่มากกว่า เพราะต้องดำเนินงานภายในโรงเรียนที่เปิดการสอนปกติ ทำให้ทุกขั้นตอนต้องวางแผนอย่างละเอียด รอบคอบ และคำนึงถึงความปลอดภัยและประสบการณ์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่าประสบการณ์และบทเรียนจากการบริหารงานต่างๆ จะเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะสามารถยกระดับ KIS Bangkok ให้ก้าวสู่การเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดตามวิสัยทัศน์ที่ตั้งใจไว้
ชูหลักสูตร-สิ่งอำนวยความสะดวกรับการแข่งขัน
แม้ภาพรวมของโรงเรียนนานาชาติ KIS จะเป็นธุรกิจด้านการศึกษาที่ดูเติบโตมาก แต่ปัจจุบันการแข่งขันในธุรกิจการศึกษาโดยเฉพาะโรงเรียนนานาชาติก็มีความเข้มข้นไม่แพ้กัน จากการขยายตัวของตลาดและการเปิดโรงเรียนใหม่อย่างต่อเนื่อง
พิชญามองว่า การตัดสินใจเลือกโรงเรียนของผู้ปกครองในยุคนี้ไม่ได้พิจารณาจาก ‘ความเป็นโรงเรียนนานาชาติ’ เพียงปัจจัยเดียวเท่านั้น แต่จะดูหลายปัจจัยประกอบกัน
อย่างแรกคือ ‘หลักสูตร’ ซึ่งในตลาดมีความหลากหลายมาก ของ KIS เองเป็นหลักสูตร IB (International Baccalaureate) ส่วนในตลาดก็จะมีหลักสูตร AP ของอเมริกัน หรือหลักสูตร A-Level ของอังกฤษ ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ปกครองให้ความสำคัญกับจุดนี้เป็นหลัก
อย่างที่สองคือ ‘สิ่งอำนวยความสะดวก’ (Facility) ว่ามีความครบถ้วนเพียงพอหรือไม่ เพื่อให้ลูกได้พัฒนาเต็มศักยภาพ ซึ่งคำถามนี้จริงๆ ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละครอบครัว ว่าอยากได้อะไรเป็นพิเศษมากกว่า
สำหรับ KIS เราวางแผนตลอดเวลา ทั้งในด้านการตลาด การพัฒนาหลักสูตร บุคลากร และการปรับปรุงสถานที่ เพื่อให้โรงเรียนมีความพร้อมที่สุด โดยตอนนี้ KIS ถือเป็นหนึ่งในโรงเรียนนานาชาติที่มีความครบครันที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ เรามีทั้งหลักสูตรและระบบ Boarding School เพื่อรองรับเด็กที่ต้องการอยู่หอพักด้วย ซึ่งเรามองว่าค่อนข้างครบในทุกด้าน
ที่สำคัญ เราไม่ได้มองเฉพาะตลาดในประเทศ เรามองตลาดต่างประเทศด้วย อย่าง KIS Reignwood Park เรามีนักเรียนประมาณครึ่งหนึ่งเป็นเด็กไทย และอีกครึ่งหนึ่งเป็นเด็กต่างชาติที่บินมาจากต่างประเทศ ดังนั้น เราจึงต้องมีกลยุทธ์ที่หลากหลาย เพื่อผลักดันให้โรงเรียนเติบโตในตลาดทั้งในไทยและต่างประเทศพร้อมกัน
คิดวิเคราะห์-สร้างสรรค์ ทักษะพาไทยผลิบาน
พิชญาให้มุมมองต่อ ‘ไทยแลนด์ผลิบาน’ ว่า ประเทศไทยรู้จักใช้จุดแข็งของเรามาต่อยอดให้ทันโลก จริงๆ แล้ว ประเทศไทยมีต้นทุนที่แข็งแรงมาก ทั้งคนที่มีความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรมที่เปิดรับความหลากหลาย และหัวใจที่อบอุ่นของคนไทย สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่การเริ่มนับหนึ่งใหม่ แต่คือการปรับระบบเดิมให้พร้อมสำหรับอนาคตที่เปลี่ยนเร็วมาก โดยเฉพาะยุคที่เทคโนโลยีและ AI หรือปัญญาประดิษฐ์เข้ามาเปลี่ยนทุกมิติของเศรษฐกิจและสังคม
ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปเร็วว่าที่เราเคยคาดคิด การมาของเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเปลี่ยนวิธีที่เราทำงาน ใช้ชีวิต และเรียนรู้ เด็กในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องรอครูอธิบายทุกอย่างเหมือนเดิม เพราะข้อมูลทั้งหมดอยู่เพียงปลายนิ้ว แต่การเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายไม่ได้ทำให้การเรียนรู้จบลงตรงนั้น แต่กลับตรงกันข้าม มันทำให้เราต้องตั้งคำถามใหม่ว่า “เมื่อข้อมูลมีอยู่ทุกที่ สิ่งสำคัญที่สุดของการศึกษายุคนี้คืออะไร?”
คำตอบชัดเจนมาก คือ การศึกษาในยุคนี้ไม่ใช่การทำให้เด็กจำข้อมูลเก่งขึ้น แต่คือการทำให้เด็ก “คิดวิเคราะห์ข้อมูลและพัฒนา” โลกยุคใหม่ไม่ได้ต้องการคนที่ท่องจำได้ดี แต่ต้องการคนที่สามารถวิเคราะห์ปัญหาอย่างลึกซึ้ง มองเห็นความเชื่อมโยงรอบตัว ตั้งคำถามที่มีความหมาย และสร้างสรรค์วิธีคิดใหม่ๆ เพราะคนอื่นๆ สามารถที่จะค้นหาจาก AI เพื่อให้ได้ข้อมูลชุดเดียวกัน
ทักษะเหล่านี้ถูกเรียกว่า 21st Century Skills ซึ่งรวมถึงความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) การแก้ปัญหา (problem-solving) การทำงานร่วมกับผู้อื่น (collaboration) การสื่อสาร (communication) การเข้าใจความแตกต่าง และการเรียนรู้เท่าทันเทคโนโลยี มันคือชุดทักษะที่เทคโนโลยีลอกเลียนแบบไม่ได้ และเป็นตัวกำหนดความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรอย่างแท้จริง
AI อาจช่วยให้เราทำงานได้รวดเร็วขึ้น แต่ไม่อาจแทนที่ “หัวใจ” ของความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นความคิดสร้างสรรค์ (creativity) ความเห็นอกเห็นใจ (empathy) การจัดการอารมณ์ของตัวเองและเข้าใจคนรอบข้าง (EQ) การตีความอย่างเป็นระบบ (systematic thinking) หรือการตัดสินใจบนพื้นฐานของคุณค่า (value-based decisions)
“โรงเรียนในอนาคตจึงไม่ใช่สถานที่ที่สอนความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่เปิดให้เด็กได้คิด ฝึกตั้งคำถาม ฝึกฟังผู้อื่น เข้าใจความหลากหลาย และกล้าออกแบบสิ่งใหม่ในแบบของตัวเอง” พิชญาเน้นย้ำ
พิชญากล่าวว่า ในฐานะที่เป็นคนทำงานด้านการศึกษา เชื่อเสมอว่า AI (ปัญญาประดิษฐ์) คือ เครื่องทุ่นแรง และไม่ใช่คู่แข่งของครูหรือมาแทนครู ครูจะยังเป็นหัวใจของห้องเรียนเสมอ เพราะครูคือคนที่สร้างแรงบันดาลใจ สร้างความหมายให้การเรียนรู้ และช่วยให้เด็กเข้าใจตัวเอง ในอนาคต AI จะช่วยครูในเรื่องที่ใช้เวลาเยอะ เช่น การตรวจงาน การประเมินผล หรือการจัดสรรบทเรียนเฉพาะบุคคล (personalized learning) ทำให้ครูจะมีเวลามากขึ้นในการสอนสิ่งที่สำคัญจริงๆ เช่น การตั้งคำถามที่ดี การคิดอย่างมีเหตุผล ทักษะการสื่อสาร การเรียนรู้จากความผิดพลาดและการเข้าใจความแตกต่างของเพื่อนร่วมสังคม ดังนั้นเทคโนโลยีจะไม่ใช่ศัตรูของการเรียนรู้ แต่จะมาเป็นผู้ช่วยครู ที่จะพาเราก้าวสู่การศึกษายุคใหม่
ที่โรงเรียนนานาชาติ KIS ทั้งสองสาขา Bangkok และ Reignwood Park เราเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน โดยที่นักเรียนเริ่มใช้เครื่องมืออย่าง AI เพื่อวิเคราะห์เหตุผล สร้างสรรค์ไอเดีย ออกแบบงาน หรือทดลองแนวคิด แต่ในขณะเดียวกัน เราสอนให้พวกเขา รู้เท่าทันเทคโนโลยี รู้ว่า AI อาจผิดได้ มีอคติได้ และไม่มีวันแทนการคิดมนุษย์ได้ เด็กจึงเรียนรู้ที่จะใช้ critical thinking skills และถามกลับว่าทำไม AI ถึงตอบแบบนี้ แหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือหรือไม่ และจะปรับปรุงคำตอบนี้ให้ดีกว่าเดิมได้อย่างไร นี่คือจุดที่สำคัญที่สุด เด็กไม่ได้เป็นเพียงผู้รับ แต่พวกเขาเค้าคือผู้สร้าง และผู้ตีความความรู้
พิชญาให้มุมมองว่า ในอนาคต AI จะทำให้อาชีพต่างๆ เปลี่ยนไปอย่างมาก งานบางประเภทอาจหายไป แต่ในเวลาเดียวกัน งานใหม่จำนวนมากจะเกิดขึ้นโดยเฉพาะงานที่ต้องการทักษะเชิงมนุษย์มากกว่าเทคโนโลยี นั่นหมายความในอนาคตประเทศไทยต้องสร้างคนที่ คิดเป็น เรียนรู้ได้เร็ว ทำงานร่วมกับผู้อื่น มีความรับผิดชอบ และกล้าที่จะสร้างคุณค่าใหม่ให้สังคม ห้องเรียนในโรงเรียนจึงต้องเปิดพื้นที่ให้เด็ก ได้ลงมือทำจริง (learning by doing) ได้ลองผิดลองถูก ได้คิดนอกกรอบ และได้มองโลกจากหลายมุมมอง ในอนาคต คนที่รู้จักสร้างคุณค่าใหม่ จะเป็นคนที่ยืนอยู่แถวหน้าในทุกอาชีพ
ทั้งนี้ประเทศไทยเองมีต้นทุนมหาศาลอยู่แล้ว ขอเพียงคนกล้าออกแบบระบบการศึกษาใหม่ ประเทศไทยมีสิ่งที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง นั่นคือ คนที่มีความสามารถเป็นจำนวนมาก มีความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรมที่เปิดรับความแตกต่าง และหัวใจอบอุ่นของคนไทย ถ้าเราใช้ AI เพื่อเสริมสร้างให้คนไทยได้เรียนรู้ในแบบของตัวเอง พร้อมกับปลูกฝังคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่มั่นคง เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่งดงามทั้งในห้องเรียนและสังคมโดยรวม เพราะการศึกษาไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการเรียนหนังสือ แต่เป็นเรื่องของอนาคตประเทศ
“สุดท้ายแล้ว AI ไม่ได้กำหนดอนาคตเรา แต่การใช้ AI อย่างมีปัญญา (AI Literacy) ต่างหากที่กำหนดอนาคต หัวใจของการศึกษาไทยในยุคนี้จึงไม่ใช่การเรียนรู้จากเทคโนโลยี แต่มันคือการเรียนรูเหนือเทคโนโลยี มีทักษะ ให้เด็กคิดเป็น มีหัวใจที่เข้าใจผู้อื่น กล้าสร้างสิ่งใหม่ และรับผิดชอบต่อสังคมที่ตนเป็นส่วนหนึ่ง เมื่อเด็กไทยเติบโตด้วยทักษะเหล่านี้พวกเขาจะไม่ใช่แค่ผู้ตามโลก แต่จะเป็นผู้ออกแบบโลก และเมื่อเด็กไทยผลิบาน ประเทศไทยจะผลิบานตามไปด้วย” พิชญาทิ้งท้าย

