‘พสุ’ชู‘กฎหมายศักดิ์สิทธิ์’นำพา‘เมืองไทยผลิบาน’
ธีมทำงานยึด ‘การตั้งคำถาม’
ปี 2568 รายได้เราเพิ่มได้ต่อเรื่อยๆ เราครบครัน ทั้งพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในพราวกรุ๊ป ยังมีโรงแรม สวนน้ำ ศูนย์การค้า สันทนาการ จากธีมการทำธุรกิจของบริษัทชัดเจนขึ้น ปี 2568 รุกทำเลภูเก็ตมากขึ้น และจะมากขึ้นในปี 2569 เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯซึมต่อเนื่องช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราวางตัวเป็นธุรกิจจุดหมายปลายทางที่เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย มากกว่าที่นอน มีพราววิลล่า ที่อยู่ร่วมได้กับท้องที่ ได้มูลค่าเพิ่มเป็นบ้าน ที่ไม่แค่อยู่อาศัย ที่ให้ความสุขความสบายจนอยากมาอีก โดยมองเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มองหาที่พักผ่อนและทำงานได้ด้วย จะทำอย่างไรให้โครงการตอบโจทย์ซื้อเป็นที่อยู่อาศัย หรือซื้อเพื่อการลงทุน คนที่เคยมาพักแล้วต้องมาซ้ำ หรืออยู่นานขึ้น นานวันก็อยากซื้อเลย เพื่อเป็นที่พักผ่อน หรือซื้อเพื่อการลงทุนในอนาคต ดังนั้น ต้องทำอย่างไรให้เขาได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด มีความสุขมากสุด โครงการใหม่จะครบตอบโจทย์ทุกด้าน
เมื่อมีวิสัยทัศน์มีปรัชญาการทำงานว่าครอบคลุมอะไรบ้าง ก็ปรับการทำงานให้ได้ตามเป้าหมายเหล่านั้นิ “ให้ผลิบานได้มากที่สุด” ทั้งทำงานร่วมกันและผลักดันในสิ่งที่เป็นไปได้ เช่น เป็นโปรเจ็กต์ที่มีจุดเด่นชัดเจนที่สุดความอาภัพของธุรกิจอสังหาฯคือ ใครๆ ก็ทำได้ ไม่ว่าจะเล็ก กลาง ใหญ่ เช่น ซื้อห้องโครงการหนึ่ง ไม่อยากใช้เงินมาก เริ่มลงทุน 2 ล้านบาท อาทิ ทำเลแถวรัชดาฯ แล้วปล่อยเช่า ก็ถือว่าทำธุรกิจอสังหาฯแล้ว หรือสร้างห้องแถวใช้เงินหลักไม่กี่แสนบาท ถือว่าทำอสังหาฯแล้ว ดังนั้น เน้นสิ่งที่จะทำได้ดี
อีกเรื่องที่สำคัญ คือ ทีมงานและทำอย่างไรให้เป็นทีมแข็งแรง เริ่มจากคัดเลือกหัวหน้าทีมที่ดี คนอื่นที่ตามทีมมาก็ต้องดี เชื่อว่าเมื่อเราเลือกหัวหน้านกยูงแล้ว ก็จะมีนกยูงตามมา ไม่ใช่ได้นกพิราบ หรืออีกา ส่วนจะเป็นนกยูงสวยหรือไม่สวย แต่ก็เป็นนกยูง เมื่อผู้นำแถวแรก แถวสองเริ่มต้นถูก ระบบการทำงานที่ดีที่เก่งก็ตามมา สามารถตอบสนองได้ทั้งลูกค้า กรรมการ ผู้ถือหุ้น แม้แต่ภาคสังคม ขณะเดียวกันในองค์กรต้องทำสภาพแวดล้อมที่ดี เพื่อทำงานได้อย่างเต็มที่ พร้อมปรับเปลี่ยนให้ทันเหตุการณ์ โดยเชื่อมขอบเขตการทำงานที่ชัดเจน ส่วนตัวผมจะไม่เข้าไปแทรกแซงกรอบการทำงาน แต่ก็มีการตรวจสอบตลอดเวลา โดยเป้าหมายให้บริษัทบริหารโดยมืออาชีพให้มากที่สุด และในระยะยาว บริษัทไม่ใช่กงสีครอบครัวบริหารเฉพาะคนในครอบครัว จากบริษัทๆ เล็ก มีเป้าหมายต้องโตและเป็นบริษัทน่าสนใจต่อการลงทุนในสายตานักลงทุน จึงต้องดึงดูดคนเก่งคนใหม่ๆ เข้ามาทำงาน
ผมตั้งคำถามกับทุกอย่าง ทั้งขั้นตอนการทำงาน วิธีการทำงาน มีการตั้งคำถามเสมอ หลายครั้งมักได้รับคำตอบว่า คนนั้นคนนี้ บริษัทนั้นบริษัทนี้ เขาทำแบบนี้ ผมก็ถามจำเป็นต้องทำตามหรือ และจะได้อะไรใหม่ๆ ต้องอธิบายให้ได้ วันนี้การลงทุนอสังหาฯต่อโครงการ ที่ทำกันก็จะเริ่มจากซื้อที่ดิน ออกแบบ ขอใบอนุญาต จากนั้นเริ่มขาย ก่อสร้าง และโอนสิทธิเป็นเจ้าของ ผมถามกลับ ทุกวันนี้เศรษฐกิจไม่ดี เศรษฐกิจมีความท้าทาย ลูกค้าซื้อแล้วจะมีกำไรไหม นักท่องเที่ยวที่เป็นเป้าหมายมีมากพอไหม หรือจำเป็นต้องรอใบอนุญาตแล้วขาย แต่มองว่าควรหาวิธีขายโครงการให้ได้ตั้งแต่แรก ขายล่วงหน้าเลย ทำอย่างไรให้ลูกค้าเห็นแล้วจองเลย และขายได้ล่วงหน้า 20% แม้ค่าใช้จ่ายอาจมากแต่ระยะเวลาทำงานแคบลง ย่อมคุ้มกว่า หรือคริปโทเคอร์เรนซีวันนี้มีกฎหมายดูแลมากต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้รับเงินได้ อย่าบอกว่าไม่ได้ แต่ผมบอกต้องทำให้ได้ แต่อยู่ในกรอบกฎหมายและทำได้ขนาดไหน ก็ต้องปรับวิธีการมาใช้ ในโลกปัจจุบันความไม่แน่นอนเยอะ “การตั้งคำถาม” ตลอดเวลาจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
อีกเรื่องที่องค์กรต้องเจอ คือ เมื่อบริษัทโตมากขึ้น พนักงานอายุน้อยหรือเข้ามารับงานครั้งแรกจะมากขึ้น ซึ่งมุมมองและวิธีการรุ่นใหม่จะไม่เหมือนรุ่นก่อน ไม่มาแบบทำเวลานี้ออกเวลานั้น เพื่อให้อยู่ได้นาน ต้องหล่อเหล็กให้เขาแข็งขึ้น ยอมรับพื้นฐานความจริงการทำงานในภาวะปัจจุบัน ส่วนตัวไม่ชอบการประชุมที่ต้องมีคนเต็มห้องหรือจำนวนคนมากเกินไป แค่มานั่งฟัง ไม่พูด ไม่รู้ว่าจะตอบอะไร ไม่ใช่การทำงานของผม ผมเชื่อว่าการประชุมต้องกระชับผู้เข้าประชุมต้องรอบรู้ ต้องเก่งกับเวลา ซึ่งกลุ่มเป้าหมายเราคือต่างชาติ แต่ปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวมาไทยน่าจะจบแค่ 30 ล้านคน จากคาดไว้ 35 ล้านคน หากปี 2569 เท่าเดิมได้ถือว่าดีแล้ว
เศรษฐกิจ 2569 ยังแย่โตต่ำ 2%
สภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังมองว่าปี 2569 แย่กว่าปี 2568 ที่จีดีพีไม่น่าโตถึง 2% เพราะปลายปีก่อนภาคใต้เจอฝนชุกและท่วมหนัก โดยเฉพาะหาดใหญ่ กระทบต่อจีดีพีถึง 0.5% ในไตรมาสสุดท้าย หรือ “โกลบอลเซค” ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปี 2569 โตต่ำ และเศรษฐกิจหลายสถาบันมองว่าโตเพียง 1.6-1.7% วิเคราะห์บนปัจจัยต่างๆ เช่น ภาคท่องเที่ยว ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีก่อน รัฐบาลจีนออกมาตรการเพิ่มท่องเที่ยวในจีนแทนไปนอก ก็ยังไม่ได้ช่วยอะไร ตอนนี้อสังหาฯจีนแย่ลงมาก ก่อนหน้าคนจีนไม่เคยมีบ้าน ก็แห่ซื้อบ้าน จนพัฒนาล้นตลาด ราคาอสังหาฯลดลงแต่สินเชื่อคงค้างมากกว่า ปล่อยขายถูก ปล่อยยึดก็มากขึ้น คนจีนกำลังซื้อลดลง เงินใช้จ่ายและเที่ยวนอกประเทศก็ลดลง รัฐบาลจีนเพื่อปั๊มเศรษฐกิจให้โต 4.5% ก็ต้องอัดส่งออกให้มากขึ้น จนเห็นสินค้าราคาถูกไปทั่วโลก และเพิ่มจูงใจเที่ยวในประเทศ แม้ความขัดแย้งจีนกับญี่ปุ่น ปิดสวิตช์ไปเที่ยวญี่ปุ่น จะมาเที่ยวไทยแทน
ก็ไม่มากอะไร อีกทั้งปี 2569 เจอข้อสรุปมาตรการภาษีและมาตรการไม่เกี่ยวกับภาษีของสหรัฐ ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง เอสเอ็มอีอ่อนแอ หนี้สินสูง ตอนนี้หนี้ครัวเรือนไทยยังสูงถึง 88% ต่อจีดีพีประเทศ รัฐจะออกมาตรการยกหนี้หรือถ้าทำก็ต้องใช้เวลา เทคโนโลยีเอไอก็กำลังเข้ามา แม้การลงทุนด้านเอไอและดาต้าเซ็นเตอร์ไทยจะมาช้าไปก็ตาม หรือไทยจะพึ่งพาการลงทุนต่างชาติ ในอุตสาหกรรมสมัยใหม่แต่ต้องบาลานซ์ด้วย เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนและญี่ปุ่น รวมถึงมองปัญหาแรงงานด้วย หากเปิดลงทุนโรงงานไฮเทคมูลค่าสูงๆ แต่ใช้แรงงานคนไทยไม่กี่สิบคน ต้องดูเรื่องคุ้มค่ากับสิทธิประโยชน์ที่ให้เขา ส่วนที่ยืดเยื้อคงเป็นภูมิรัฐศาสตร์
ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์ เท่าเดิมหรือแย่ ขึ้นกับว่าผู้ลงทุนมีจุดขายโดดเด่นแค่ไหน เมื่อน้ำลง ปลาใหญ่ไม่ว่ายลงน้ำก็จะตายน้ำตื้น บางปีเราอาจต้องยอมเสียสละบ้าง ไม่จำเป็นต้องโตทุกปี แต่ในสถานการณ์แย่ ควรประคองตัวให้ได้ รอจนเห็นอนาคตที่ดีขึ้น เมื่อกลับมาโตจะกลายเป็นโตร้อยเท่า สะท้อนให้เห็นว่าที่ผ่านมาเรามีประสิทธิผล สามารถปรับตัวและอยู่ในโซนความปลอดภัย
สะกิดหนอง ‘กฎหมาย’ ถนนสู่เมืองไทยผลิบาน
เมืองไทยจะผลิบานได้ ต้องเริ่มจากการแก้เรื่องกฎหมายล้าสมัย กฎระเบียบไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ สำคัญสุดคือกฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ จะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ยกตัวอย่าง ดึงการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ จะซื้อที่ดินในอีอีซี ถ้ากฎหมายแรงพอ ไม่มีใครกล้าแฝงเป็นทุนเทา หรือกล้ามากว้านซื้อที่ดินแล้วไปทำอย่างอื่นที่ผิดวัตถุประสงค์ หรือแผนไฟฟ้าสีเขียว กฎหมายที่เกี่ยวข้องและแผนพลังงานแห่งชาติยังไม่ชัดเจน แผนพลังงานแห่งชาติ 25 ปี 30 ปี ยาวไปไหม เพราะสถานการณ์เปลี่ยนตลอด กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่แค่เนื้อหากฎหมายไม่ให้ผิด คนร่างกฎหมายหรือคนรักษากฎหมาย ต้องให้ถูกต้องด้วย ยกตัวอย่างการลงทุนโครงการที่ภูเก็ต จะซื้อที่ดินแปลงหนึ่งต้องเช็กความถูกต้องเรื่องเอกสารสิทธิ ใช้กำลังคนมากเป็น 30% ของงานด้านพัฒนาธุรกิจ คือดูเรื่องกฎหมาย เพราะต้องเช็กอย่างละเอียดเพื่อป้องกันปัญหาทุกด้าน เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวพันหลายด้าน แค่โฉนดที่ดินเป็นครุฑดำแล้ว พอไปเช็กอีกหลายที่เป็นครุฑแดง หรือครุฑเขียว เมื่อไปเช็กเอกสารอ้างว่าหาย แหว่งบ้าง หรือตัวหนังสือไม่ชัดบ้าง วันนี้ถ้านำระบบบล็อกเชนมาใช้ สามารถตรวจความถูกต้องของเอกสารสิทธิได้ที่เดียว เพราะหากเช็กไม่ละเอียด พอลงทุนไปแล้วมีปัญหา จะกระทบทั้งลูกค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้น และภาพลักษณ์ของบริษัท อีกทั้งลดปัญหาใช้ช่องโหว่หาผลประโยชน์ด้วย อย่างปัญหาสแกมเมอร์ในวันนี้ ส่วนหนึ่งเพราะกฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์
อย่างไรก็ตาม กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ฉะนั้น เรื่องเผชิญหน้าที่สามารถแก้ไขได้เลย มี 3 เรื่อง ได้แก่ 1.จบปัญหาชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ยิ่งปล่อยยืดเยื้อจะกระทบวงกว้างไปเรื่อยๆ ทั้งความเป็นอยู่และเศรษฐกิจ 2.อยากให้ใช้ประโยชน์เรื่องทรัพย์อิงสิทธิ (กำหนดสิทธิการใช้ประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ เพื่อพาณิชย์ และอุตสาหกรรม โดยเป็นสิทธิการใช้ประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์) การเปิดช่องให้ใช้ประโยชน์มากขึ้น ทั้งปล่อยเช่า 99 ปี เพื่อเป็นใบประกอบการกู้เงิน เปิดโอกาสต่างชาติรายใหญ่มาลงทุนที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และเขตเศรษฐกิจพิเศษ (อีอีซี)เท่านั้น ควรทำได้ทั้งประเทศ เปิดโอกาสทำบ้านเพื่อคนไทย หรือเปิดให้ฝรั่งไปภูเก็ตซื้อวิลล่า เพียงแก้ พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง และ 3.บริหารจัดการเกษตรยั่งยืน คลายปัญหาเกษตรที่ผูกปมอยู่ในคลายออก เช่น ปัญหาข้าวล้นตลาด ราคาตกต่ำ ก็ควรลดพื้นที่ปลูก กำหนดโซนปลูก คุมปริมาณผลผลิตที่เหมาะสม พัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ๆลดต้นทุนการเกษตรแบบระยะยาว ควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำ แก้ท่วมหรือแล้งอย่าให้ซ้ำซ้อน ท่วมใหญ่ครั้งนี้น่าตกใจว่าหน่วยงานดูแลน้ำของประเทศไทยมีถึง 37 หน่วยงาน และควรทบทวนร่วมกัน เพื่อให้ระบบสั่งการได้เร็ว ลดความเสียหายได้ทันเวลาจะดีกว่าไหม

