โบรกเกอร์ ชี้ อิตาเลียนไทยรับเหมาอุบัติเหตุซ้ำๆ มีผลต่อราคาหุ้น เอื้อรายอื่นได้ส่วนแบ่งเค้กเพิ่ม
เมื่อวันที่ 16 มกราคม นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากกรณีอุบัติเหตุเครนก่อสร้างตกทับขบวนรถไฟโดยสาร บริเวณ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต รวมถึงอุบัติเหตุเครนหล่นเส้นทางพระราม 2 ขาออก ซึ่งมีผู้เสียชีวิตด้วยเช่นกัน โดยบริษัทผู้รับผิดชอบงานคือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ที่ได้ประกาศแสดงความรับผิดชอบผ่านจดหมายแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยเบื้องต้นมองว่ามีผลกระทบต่อราคาหุ้นของบริษัทแน่นอนแต่ยังไม่ใช่ในระยะเริ่มต้น เพราะตอนนี้อยู่ในกระบวนการเจรจาระหว่างรัฐบาลและเอกชน ในการยกเลิกสัญญาว่าจ้างหรือขึ้นบัญชี ซึ่งยังไม่สามารถทำได้อย่างชัดเจน แต่การประมูลงานของบริษัทในช่วงต่อจากนี้คงไม่ได้ประมูลงานง่ายเหมือนเดิม และจำนวนงานของทั้งภาครัฐและเอกชนอาจลดลง เพราะอุบัติเหตุใหญ่ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากผู้รับเหมารายเดียว
นายณัฐพลกล่าวว่า บริษัทผู้รับเหมารายใหญ่ที่รับงานภาครัฐเยอะๆ จะได้ประโยชน์มากสุดจากกรณีนี้ ได้แก่ สเตคอน กรุ๊ป ช.การช่าง และยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง ซึ่งทั้ง 3 บริษัทราคาหุ้นตอบรับเชิงบวกขึ้นมาช่วง 1-2 วันนี้ เพราะเมื่อผู้เล่นเดิมได้ส่วนแบ่งเค้กน้อยลง ผู้เล่นรายอื่นก็จะได้ส่วนแบ่งเค้กมากขึ้นแทน แต่ในภาพรวมทั้งเซกเตอร์ของหุ้นก่อสร้างคงไม่ได้มีผลกระทบอะไร เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อจากนี้ ยังต้องอาศัยการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งธุรกิจรับเหมาก่อสร้างก็มีความสำคัญกับการประมูลดำเนินการโครงการของรัฐบาล
“การแข่งขันที่ลดลง จะทำให้ผู้ประกอบการมีโอกาสได้งานมากขึ้น เพราะผู้เล่นลดลง สามารถแบ่งงานได้ดีขึ้น รวมถึงบริษัท อิตาเลียนไทย ต้องยอมรับว่ามีการประมูลงานด้วยราคาที่ต่ำมาก ทำให้ผู้ประกอบการรายอื่นไม่สามารถแข่งขันได้ เพราะโครงสร้างกำไรจะลดลง เมื่ออิตาเลียนไทยประมูลงานภาครัฐน้อยลง ผู้เล่นรายอื่นก็สามารถประมูลงานตามราคาจริงของกลไกตลาดได้ มีศักยภาพในการทำงานและทำกำไรได้มากขึ้น มีผลต่อคุณภาพงานที่ดี ไม่ใช่เน้นเรื่องราคาแต่ลดคุณภาพจนเกิดปัญหาอย่างภาพที่เห็น” นายณัฐพลกล่าว
นายณัฐพล กล่าวว่า หุ้นกลุ่มก่อสร้างไม่ได้มีผลกระทบต่อภาพรวมตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะน้ำหนักมีน้อยมาก เพียง 0.4% เท่านั้นของภาพรวม มูลค่าประมาณ 7 หมื่นล้านบาท จากมูลค่าตลาดรวมที่ 15 ล้านล้านบาท โดยช่วงต่อจากนี้ ประเมินว่า แม้รัฐบาลอยากให้มีการลงทุนแบบร่วมลงทุนรัฐและเอกชน (พีพีพี) แต่ก็ถือเป็นตัวแปรที่ต้องมีการลงทุนจากภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป หุ้นกลุ่มก่อสร้างจึงไม่ได้มีผลในภาพรวม เพราะเป็นกลุ่มที่มีความจำเป็นในการใช้งาน แต่การรับงานภาครัฐในอนาคตอาจมีความล่าช้าลง เพื่อเพิ่มความละเอียดของการพิจารณาด้านต่างๆ ไม่ใช่เพียงราคาเท่านั้น ต้องมีมาตรฐาน และสืบประวัติการทำงานที่ผ่านมาด้วย

