หน้าแรก เศรษฐกิจ ทองทะยาน นิวอ...

ทองทะยาน นิวออลไทม์ไฮ ทองแท่งแตะ 69,000 ครั้งแรก

19.01.26 | 10:54 น.

ทองทะยาน นิวออลไทม์ไฮอีกครั้งตามทองโลก ทองแท่งแตะ 69,000 ครั้งแรก หลังทรัมป์ฟ้องพาวเวลล์-ความขัดแย้งอิหร่านปะทุ จับตาดอกเบี้ยเฟด-คดี ลิซ่า คุก

เมื่อวันที่ 19 มกราคม ราคาทองคำ 96.5% ปรับขึ้น 2 ครั้ง รวม 550 บาทในเช้านี้ ทำให้ราคาทองคำทำสถิตินิวออลไทม์ไฮอีกครั้งตามทองโลก

โดยสมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาครั้งที่ 1 เวลา 09.04 น. ทองคำ 96.5% ปรับขึ้น 500 บาท และครั้งที่ 2 เวลา 09.33 น. ปรับขึ้นอีก 50 บาท รวมเป็นปรับขึ้น 550 บาทเมื่อเทียบกับราคาปิดก่อนหน้า ทำให้ราคาทองคำแท่ง รับซื้อบาททองคำละ 68,900 บาท ขายออกบาททองคำละ 69,000 บาท ทองรูปพรรณ รับซื้อบาททองคำละ 67,522.64 บาท ขายออก 69,800 บาท ซึ่งถือว่าราคาทองคำแท่งแตะ 69,000 บาทเป็นครั้งแรก

ทั้งนี้นับแต่ต้นปี 2569 ราคาทองคำแท่ง 96.5% ปรับขึ้นมาแล้ว 4,050 บาทจากปี 2568

ขณะที่ทองคำโลก (Gold Spot) ปรับราคาครั้งที่ 2 ขึ้นมาอยู่ที่ 4,660.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

Advertisement

ร้านทองฮั่วเซ่งเฮงมองว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้นจากการที่ความเป็นอิสระของเฟดถูกคุกคามจาก ปธน.ทรัมป์, ความไม่สงบในอิหร่านยังคงตึงเครียด และสภาพคล่องของเงินดอลลาร์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าในทางเศรษฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ยังคงมีปัจจัยสำคัญต่อราคาทองที่ส่งผลต่อเนื่องมาจากอดีต และปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสัปดาห์นี้โดยตรง ดังนี้

@ปธน.ทรัมป์สั่งฟ้องนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด

เมื่อวันจันทร์ที่ 12 มกราคม อัยการสหรัฐได้เริ่มต้นการสอบสวนทางอาญาต่อ นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของเฟดมูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์ โดยพาวเวลล์ได้แถลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคมว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 9 มกราคม เฟดได้รับหมายเรียกจากคณะลูกขุนใหญ่ (Grand Jury Subpoenas) และคำขู่ว่าจะมีการฟ้องร้องทางอาญาจากกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการไปให้การต่อสภาคองเกรสของพาวเวลล์เมื่อปี 2025 ในเรื่องการปรับปรุงอาคารเฟด โดยพาวเวลล์ได้กล่าวว่า คำขู่ว่าจะฟ้องอาญานี้ คือผลพวงจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐกำหนดอัตราดอกเบี้ยโดยอิงจากการประเมินที่ดีที่สุดของเราเพื่อรับใช้สาธารณชน มากกว่าที่จะทำตามความต้องการของประธานาธิบดี และพาวเวลล์ยังได้กล่าวย้ำว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่งเพราะการสอบสวนนี้

และในวันที่ 13 มกราคม กลุ่มอดีตประธานเฟด นางเจเน็ต เยลเลน, นายเบน เบอร์นันเก้ และนายอลัน กรีนสแปน ร่วมกับอดีตรัฐมนตรีคลังอีก 4 ท่านจากทั้งรัฐบาลพรรครีพับลิกันและเดโมแครต รวมถึงนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำในสหรัฐ ได้ออกมาประสานเสียงสนับสนุน นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด พร้อมแสดงความกังวลอย่างรุนแรงต่อกรณีที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐข่มขู่จะดำเนินคดีอาญาต่อประธานเฟด โดยคนทั้ง 2 กลุ่มเหล่านี้ได้ระบุว่า การกระทำดังกล่าวคือวิธีการกำหนดนโยบายการเงินในประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีสถาบันรัฐอ่อนแอ ซึ่งจะส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่ออัตราเงินเฟ้อและการทำงานของระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง

จากปัจจัยข้างต้น อาจส่งผลให้ตลาดขาดความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์ จากการที่ความเป็นอิสระของเฟดกำลังถูกการเมืองเข้ามาลิดรอนสิทธิในการควบคุมดอกเบี้ยนโยบายให้มีความเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ทองคำมีการปรับตัวขึ้น ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในยามที่ค่าเงินอ่อนค่า

@ความไม่สงบของอิหร่าน อาจจุดชนวนความขัดแย้ง

ปธน.ทรัมป์ได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 12 มกราคม ว่า สหรัฐกำลังพิจารณาทางเลือกต่างๆ เพื่อตอบโต้อิหร่าน หลังมีรายงานการปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงอย่างรุนแรงจนนำไปสู่การสูญเสียชีวิต และในวันที่ 13 มกราคม ปธน.ทรัมป์ ได้ออกมาเรียกร้องให้ชาวอิหร่านเดินหน้าการประท้วงเพื่อต่อต้านรัฐบาลของผู้นำสูงสุด นายอยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ต่อไป และให้ชาวอิหร่านเข้ายึดครองสถาบันต่างๆ ของรัฐหากเป็นไปได้ นอกจากนี้ ทรัมป์ได้ประกาศยกเลิกการประชุมทั้งหมดกับเจ้าหน้าที่อิหร่านจนกว่าการสังหารผู้ประท้วงจะยุติลง และย้ำถึงมาตรการภาษี 25% ต่อประเทศใดก็ตามที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน ทั้งนี้ สำนักข่าวสิทธิมนุษยชน (HRANA) รายงานว่า มียอดผู้เสียชีวิตที่ได้รับการยืนยันแล้วกว่า 3,428 ราย และมีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 18,000 ราย รวมถึงระบบการสื่อสารส่วนใหญ่ยังคงถูกตัดขาด

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 14 มกราคม กลุ่มประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย นำโดยซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ กำลังพยายามล็อบบี้สหรัฐไม่ให้เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เนื่องจากเกรงว่าจะถูกลากเข้าสู่สงครามระดับภูมิภาคที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ หากสหรัฐตัดสินใจใช้กำลังทางทหาร ด้านอิหร่านก็ได้ประกาศเตือนว่าพร้อมจะโจมตีทรัพย์สินของสหรัฐและอิสราเอลเป็นการโต้ตอบทันที

ส่งผลให้ในวันที่ 15 มกราคม ปธน.ทรัมป์ได้กล่าวว่า สหรัฐอาจชะลอปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านออกไปก่อน หลังจากได้รับคำยืนยันจากแหล่งข่าวสำคัญจากอีกฝั่งหนึ่งว่าอิหร่านจะยุติการใช้ความรุนแรงและหยุดการสังหารประชาชนที่เข้าร่วมการประท้วงระลอกใหญ่ทั่วประเทศ โดยทรัมป์ได้อ้างว่าการเข่นฆ่าได้หยุดลงแล้ว และจะรอดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยย้ำว่าหากมีการใช้ความรุนแรงต่อผู้ประท้วงอีกครั้ง ตนจะโกรธมากและพร้อมจะพิจารณาทางเลือกทางทหารใหม่อีกรอบ ในขณะที่ทางฝั่งอิหร่านยังคงมาตรการปิดกั้นอินเตอร์เน็ตทั่วประเทศเพื่อควบคุมกระแสการประท้วง ในขณะที่สหรัฐยังคงมีการวางกำลังพลในกาตาร์และฐานทัพอื่นๆ อย่างระมัดระวัง และทางฝั่งอิหร่านเองก็ยังคงยืนกรานเตือนสหรัฐไม่ให้ทำผิดพลาดซ้ำรอยเหตุการณ์โจมตีในเดือนมิถุนายน 2025

จากปัจจัยที่ได้กล่าวไปในข้างต้น การประท้วงในอิหร่าน และการกล่าววาจาของ ปธน.ทรัมป์ อาจเป็นการยั่วยุให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความตึงเครียด ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้น จากความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ

@กระทรวงการคลังสหรัฐ และเฟด กำลังเพิ่มสภาพคล่องให้ดอลลาร์อ่อนค่า

ต่อเนื่องมาจากวันที่ 11 ธันวาคม-7 มกราคม เฟด / กระทรวงการคลังสหรัฐ / บัญชีออมทรัพย์ของกองทุน (Reverse Repurchase Agreement หรือ RRP) มียอดสะสมสภาพคล่องสุทธิ 83,572 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่เฟดได้รายงานตัวเลขสภาพคล่องล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มกราคม-14 มกราคม ดังนี้ 1.เฟดดูดสภาพคล่องออกสุทธิ (-6,773) ล้านดอลลาร์ 2.กระทรวงการคลังอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 18,757 ล้านดอลลาร์

3.บัญชีออมทรัพย์ของกองทุน (Reverse Repurchase Agreement หรือ RRP) อัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 30,364 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้สภาพคล่องของเงินดอลลาร์ (Net Liquidity) = 42,348 ล้านดอลาร์ ทั้งนี้ หากรวมเอา Net Liquidity ทั้งหมดมารวมกันตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม-14 มกราคม มารวมกัน จะมีสภาพคล่องสุทธิทั้งสิ้น 125,920 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจกระตุ้นให้ดอลลาร์อ่อนค่าจากอุปทานของเงินในระบบปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดเงินเฟ้อและเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในยามที่เงินเฟ้อทรงตัวสูง

@เฟดอาจยังคงดอกเบี้ย 3.50-3.75% อีกระยะหนึ่ง

นายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก แสดงความเห็นเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2026 โดยคาดว่าเงินเฟ้อจะแตะจุดสูงสุดในช่วงครึ่งปีแรกก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 2.5% ในช่วงปลายปี โดยประธานเฟดนิวยอร์กมองว่าผลกระทบจากภาษีนำเข้าจะเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว (One-off effects) ที่จะเกิดขึ้นเพียงในปีนี้เท่านั้น และมองว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันที่ 3.5%-3.75% อยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว

ในขณะที่ประธานเฟดสาขาฟิลาเดเฟีย / มินนิอาโปลิส ได้ออกมากล่าวเมื่อวันที่ 14 และ 15 มกราคมตามลำดับ โดยกล่าวว่า หากอัตราเงินเฟ้อสามารถลงมาสู่ 2% ได้อย่างมีเสถียรภาพ (เงินเฟ้อเดือนธันวาคม อยู่ที่ 2.7%) อาจเป็นปัจจัยให้เฟดสามารถลดดอกเบี้ยในภายหลังเพื่อเป็นการรักษาเสถียรภาพของตลาดแรงงาน

อีกทั้งผู้ว่าการเฟด นายไมเคิล บาร์ ได้ให้ความเห็นว่า อัตราดอกเบี้ยของเฟด ณ ปัจจุบันที่ 3.50%-3.75% อยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว ทั้งนี้ หากพิจารณาถึงอัตราดอกเบี้ยพันธบัตร (Treasury constant maturities) อายุ 10 ปี ณ วันที่ 15 มกราคม จะอยู่ที่ 4.17% มาหักลบกับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรหลักหักเงินเฟ้อ (Inflation indexed) อายุ 10 ปี ณ วันที่ 12 มกราคม จะอยู่ที่ 1.88% จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อที่ตลาดคาดการณ์ในอีก 10 ปีจะยังคงอยู่ที่ 2.29% ซึ่งถือว่ายังอยู่สูงกว่าเงินเฟ้อที่เฟดคาดการณ์ (Dot Plot) อยู่ที่ 1.8% เอาไว้มาก

อีกทั้งตัวชี้วัดภาวะเศรษฐกิจถดถอยอันเกิดจากอัตราการว่างงาน (Sahm Rule Recession) ณ เดือนธันวาคม 2025 ยังอยู่ที่ 0.35 หน่วย (หากทะลุ 0.50 เสี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย) จึงอาจส่งผลให้เฟดยังคงเลือกที่จะตรึงดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีแรก เพื่อติดตามดูทิศทางอัตราเงินเฟ้อและเสถียรภาพตลาดแรงงานอย่างใกล้ชิดก่อนที่จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย

จากปัจจัยข้างต้น ส่งผลให้เฟดอาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับ 3.50%-3.75% ในอีกระยะหนึ่ง เพื่อเป็นการรักษาระดับตลาดแรงงานให้คงตัว ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวสูงกว่าเป้าหมายของเฟด ในขณะที่ตลาด CME FedWatch ได้คาดการณ์ถึง 95.0% แล้วว่าเฟดอาจคงดอกเบี้ย 3.50%-3.75% ในการประชุม FOMC ปลายเดือนมกราคมนี้ซึ่งอาจเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ

@ศาลนัดไต่สวนนางลิซ่า คุก ผู้ว่าการเฟด

ในวันพุธที่ 21 มกราคม ศาลสูงสุดมีกำหนดรับฟังคำให้การในคดีที่เกี่ยวข้องกับความพยายามของ ปธน.ทรัมป์ ในการไล่ นางลิซ่า คุก ผู้ว่าการเฟดออกจากตำแหน่ง โดยเมื่อปี 2025 เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารได้กล่าวหาว่า คุก “ทุจริตการจำนอง” (Mortgage Fraud) โดยระบุว่าคุกได้แจ้งข้อมูลเท็จเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยหลักในเอกสารขอกู้เงิน ในขณะที่นายอทิตยา ภาเว (Aditya Bhave) นักเศรษฐศาสตร์จาก Bank of America ได้ระบุว่า หากศาลตัดสินคัดค้านนางลิซ่า คุก จะเพิ่มโอกาสอย่างมากที่พาวเวลล์จะถูกปลดโดยอ้างอิงจากการสอบสวนของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ (DoJ)

ซึ่งก่อนหน้านี้ ผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐ นายเจีย คอบบ์ ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้มีคำสั่งระงับการปลดผู้ว่าการเฟด ลิซ่า คุก ของ ปธน.ทรัมป์ โดยศาลได้อนุญาตให้เธอยังคงดำรงตำแหน่งต่อไปได้ในระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งหากศาลฎีกาได้มีการยืนกรานตามศาลแขวงสหรัฐ อาจส่งผลให้แรงกดดันทางการเมืองที่มีต่อเฟดเบาบางลง และอาจเป็นปัจจัยกดดันให้ตลาดทองคำปรับตัวลง

@สรุป:

Gold Bullish

    • ปธน.ทรัมป์สั่งฟ้องนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด
    • สหรัฐ-อิหร่านยังคงตึงเครียด แม้ยุติชั่วขณะ
    • กระทรวงการคลังสหรัฐ และเฟด กำลังเพิ่มสภาพคล่องให้ดอลลาร์อ่อนค่า

Gold Bearish

  • เฟดอาจยังคงดอกเบี้ย 3.50-3.75% อีกระยะหนึ่ง
  • ศาลนัดไต่สวนนางลิซ่า คุก ผู้ว่าการเฟด

@ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้

-การจ้างงานนอกภาคเกษตรรายสัปดาห์จาก ADP
-ดัชนีการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน / ทั่วไป เทียบรายเดือน / รายปี เดือน พ.ย.
-จีดีพีไตรมาส 3 (ประมาณการครั้งที่ 3) q/q และดัชนีราคาจีดีพีไตรมาส 3 (ประมาณการครั้งที่ 3) q/q
-จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
-การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)
-ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต / ภาคการบริการ เดือน ม.ค.
-ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดย ม.มิชิแกน เดือน ม.ค.

@แนวโน้มราคาทอง

ราคาทองคำโลกในสัปดาห์นี้คาดว่ากราฟทางเทคนิคมีลักษณะเป็น Rising Wedge โดยมีแนวโน้ม “ย่อตัวลงก่อนปรับตัวขึ้นต่อ” จากปัจจัยลบทางด้านความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิหร่านได้ลดระดับความรุนแรงลงชั่วขณะ และกรรมการเฟดยังมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อไม่ลดลง ซึ่งอาจทำให้ทองคำปรับตัวลงทดสอบแนวรับสำคัญที่ 4,460 และ 4,390 ดอลลาร์ ซึ่งอาจกระตุ้นให้ตลาดมีการปรับฐานลงอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิหร่านกลับมาร้อนระอุอีกครั้ง, ตลาดกังวลความเป็นอิสระหลัง ปธน.ทรัมป์ฟ้องนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด และสภาพคล่องเงินดอลลาร์เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจส่งผลให้ทองคำปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 4,700 และ 4,800 ดอลลาร์ ซึ่งอาจกระตุ้นแรงซื้อในตลาดทองคำรอบใหม่ได้เช่นกัน

สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง ใกล้บริเวณ 67,500 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 67,000 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 69,300 บาท และ 69,800 บาท


ที่มา : ฮั่วเซ่งเฮง