คมนาคม เร่งเยียวยาผู้เสียชีวิตรายละ 1.5 ล้าน เหตุเครนทับรถไฟ ลั่นพร้อมรับ หากถูกฟ้องหลังเลิกสัญญา
เมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปพ.) บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ถึงความคืบหน้าการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุเครนก่อสร้างพังถล่มทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 เส้นทางสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์–อุบลราชธานี บริเวณช่วงสถานีหนองน้ำขุ่น–สีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ว่า จากการตรวจสอบและพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (DNA) ยืนยันยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ รวมทั้งสิ้น 30 ราย (จากเดิมที่มีรายงาน 32 ราย) ในส่วนของผู้บาดเจ็บมีทั้งหมด 69 ราย รักษาตัวจนกลับบ้านได้แล้ว 54 ราย ยังคงเหลือพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 15 ราย ในจำนวนนี้มีผู้บาดเจ็บรุนแรง 6 ราย เช่น กระดูกหัก แต่ทั้งหมดอยู่ในอาการปลอดภัยแล้ว โดยผู้ป่วยทุกรายได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการเยียวยาชดเชยสำหรับ ผู้เสียชีวิต เบื้องต้นจะได้รับเงินรวมรายละประมาณ 1,510,000 บาท ประกอบด้วย 1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินสงเคราะห์รายละ 20,000 บาท นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ 2.กรมธรรม์ประกันภัย 1,000,000 บาท 3.การรถไฟแห่งประเทศไทย 340,000 บาท 4.บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด (มหาชน) 150,000 บาท รวมเงินช่วยเหลือที่ยืนยันแล้วไม่น้อยกว่า 1,510,000 บาทต่อราย
ทั้งนี้ ยังอาจมีเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมจากหน่วยงานอื่น อาทิ พรบ. ค่าตอบแทนผู้เสียหาย กองทุนช่วยเหลือผู้เสียหายในคดีอาญา กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย และสิทธิประโยชน์ด้านประกันสังคม ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียด
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เบื้องต้นตนได้สั่งการให้สำนักงาน คปภ. และบริษัท ทิพยประกันภัย เร่งรัดการจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นจากกรมธรรม์ประกันภัยประเภท CAR ของผู้รับเหมา กรณีผู้เสียชีวิต รายละ 1,000,000 บาท จ่ายทันที ลดขั้นตอนเอกสารให้เหลือน้อยที่สุด และไม่ให้ครอบครัวผู้สูญเสียต้องรอหรือวิ่งตามระบบราชการ
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ส่วนผู้บาดเจ็บทุกรายที่อยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ จะได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ โดยค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจะได้รับการดูแลตามสิทธิ พร้อมความคุ้มครองจากกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งมีวงเงินรวมกว่า 583 ล้านบาท และ สามารถรองรับค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้ากรณีการพิจารณายกเลิกสัญญากับบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด โดยเฉพาะ 2 สัญญาที่เกิดเหตุปัญหาขึ้น ทั้ง บริเวณช่วงสถานีหนองน้ำขุ่น–สีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และ ถนนพระราม 2 ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการหารือและพิจารณาแนวทางดำเนินการ เพื่อหาข้อยุติว่าจะสามารถยกเลิกสัญญาได้อย่างไร
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า ทั้ง 2 สัญญาดังกล่าวเป็น “สัญญาทางปกครอง” ซึ่งภาครัฐมีอำนาจเหนือกว่าสัญญาเอกชนทั่วไป และสามารถยกเลิกสัญญาได้ตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะการคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
“แม้การยกเลิกสัญญาอาจนำไปสู่การฟ้องร้องหรือร้องเรียนในภายหลัง ผมก็พร้อมรับสภาพและรับผิดชอบในฐานะผู้บอกเลิกสัญญา เพื่อรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม” นายพิพัฒน์ กล่าว
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าในการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงนั้น ทางกระทรวงได้กำหนดกรอบเวลาไว้ 1 สัปดาห์ ซึ่งจะครบกำหนดในวันศุกร์ที่ 23 มกราคม 2569 เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการเรียกร้องค่าเสียหายและการฟ้องร้องทางกฎหมายต่อไป โดยในขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกหรือโครงสร้างของผลการสอบสวนได้ทั้งหมด ต้องรอสรุปความชัดเจนอีกครั้ง
ส่วนประเด็นการประมูลงานในอนาคต จะต้องหารือกับกรมบัญชีกลางเพื่อพิจารณาเรื่องการลดชั้นผู้รับเหมาหรือการติดชื่อในรายการทิ้งงาน (Blacklist)
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระทรวงคมนาคมจึงมีแนวคิดที่จะจัดทำ ‘ประกันภัยผู้โดยสาร’ ให้ครอบคลุมทุกคนที่ใช้บริการระบบราง โดยมอบหมายให้กรมการขนส่งทางราง (ขร.) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล (Regulator) พิจารณา ใช้อำนาจตามกฎหมายในการออกกฎกระทรวงหรือข้อบังคับ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยสาธารณะ (Public Safety) ให้แก่ประชาชน โดยแนวทางจะเป็นการรวมค่าเบี้ยประกันไปกับค่าโดยสาร เช่นเดียวกับระบบขนส่งประเภทอื่น เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนทันทีหากเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน โดยคาดว่าจะเห็นผลเป็นรูปธรรมภายในรัฐบาลรักษาการชุดนี้ โดยตั้งเป้าให้ทันภายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงที่มีประชาชนใช้บริการขนส่งสาธารณะจำนวนมาก แม้ว่าจะเป็นช่วงรอยต่อของรัฐบาลก็ตาม

