
เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 เกิดเหตุลอบวางเพลิงสายไฟฟ้าแรงสูงบริเวณ สถานีไฟฟ้า Lichterfelde ณ กรุงเบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมนี ประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานก้าวหน้าที่สุดของยุโรป ส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์ไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ หรือ Blackout กระทบครัวเรือนราว 45,000 หลัง กิจการห้างร้านกว่า 2,000 แห่ง และในบางพื้นที่ไฟฟ้าไม่สามารถกลับมาใช้งานได้จนถึงวันที่ 8 มกราคม หรือกว่า 5 วัน ที่ประชาชนต้องอยู่แบบไม่มีไฟฟ้า ไม่มีระบบทำความร้อน การสื่อสารและการขนส่งหยุดชะงักเป็นวงกว้าง ท่ามกลางอุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง
เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า แม้ในเมืองหลวงของประเทศพัฒนาแล้ว โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานก็ยังมีจุดเปราะบาง
ที่สามารถสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ได้อย่างรวดเร็ว
สิ่งที่เกิดขึ้นที่เบอร์ลินไม่ใช่เพียงปัญหาทางเทคนิค แต่เป็น บทเรียนสำคัญที่ทำให้เราตระหนักว่า แผนพัฒนาพลังงานของประเทศที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติ ไม่ควรมองแค่ในมิติด้านต้นทุนค่าครองชีพ เทคโนโลยี หรือสิ่งแวดล้อมเท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงมิติด้านความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งหมายถึงความสามารถในการส่งไฟฟ้าและพลังงานอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ รวมไปถึงการวางแผนรับมือความเสี่ยงในการเกิดวิกฤตการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน ทั้งจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือแม้แต่ภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ๆ ที่นำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น การใช้โดรน หรือการโจมตีทางไซเบอร์ที่มุ่งเน้นเป้าหมายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสนามบิน หรือคลังน้ำมัน ซึ่งกำลังปรากฏให้เห็นมากขึ้นในหลายประเทศอีกด้วย
ในประเด็นการหารือบนเวทีระดับสากล ความมั่นคงทางพลังงานมักถูกจำกัดว่าเป็นการเลือกข้างระหว่างการใช้พลังงานฟอสซิลกับพลังงานหมุนเวียน หรือการเลือกระหว่างการพึ่งพาการนำเข้ากับการพัฒนาการผลิตในประเทศ แต่ในความเป็นจริง หัวใจของความมั่นคงทางพลังงาน คือความสามารถของระบบในการทำงานอย่างต่อเนื่องภายใต้สถานการณ์ที่ผิดปกติ เพราะโรงพยาบาล ระบบขนส่ง โครงสร้างดิจิทัล และการสื่อสาร ล้วนพึ่งพาพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า หรือเชื้อเพลิง ดังนั้น หากห่วงโซ่ของพลังงานสะดุด ความเสียหายจะเกิดขึ้นทันที และมักขยายตัวเร็วกว่าที่คาด
สำหรับประเทศไทย เหตุการณ์ในกรุงเบอร์ลินไม่ใช่ข่าวไกลตัว หากแต่เป็นสัญญาณเตือนที่ควรใส่ใจอย่างจริงจัง หากมองจากสภาวการณ์ปัจจุบันจะพบว่า เรากำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านพลังงานในรูปแบบต่างๆ ที่มีแนวโน้มรุนแรงและน่าวิตกยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนทางเศรษฐกิจ หรือแม้แต่ภัยพิบัติจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ในขณะที่สังคมและเศรษฐกิจมีเวลาฟื้นตัวน้อยลง ในบริบทเช่นนี้ ความยืดหยุ่น (resilience) ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องมาจากการวางแผนและการเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า
ขณะที่หลายประเทศยังถกเถียงเรื่องพลังงานในเชิงนโยบาย ต้นปีนี้รัฐบาลจีนได้เริ่มต้นดำเนินแผนพัฒนาเศรษฐกิจจีนระยะปี 2569-2573 ซึ่งให้ความสำคัญกับการเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมดั้งเดิมและภาคพลังงานในฐานะ ความมั่นคงของชาติ โดยส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่ชัดเจน ผ่านการประกาศให้ Sinopec Group หนึ่งในบริษัทพลังงานและปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีสินทรัพย์รวมกว่า 2.7 ล้านล้านหยวน และ China National Aviation Fuel Group (CNAF Group) ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานเชื้อเพลิงการบินรายใหญ่ที่สุดของจีน ดูแลระบบจัดเก็บและเติมน้ำมันอากาศยานในสนามบินทั่วประเทศกว่า 250 แห่ง เข้าสู่กระบวนการควบรวมกิจการ
นักวิเคราะห์มองว่า ประเด็นสำคัญในการควบรวมกิจการครั้งนี้ไม่ใช่การจัดโครงสร้างรัฐวิสาหกิจ แต่คือแนวคิดของการ จัดระเบียบภาคพลังงานใหม่ โดยมุ่งสร้างการบูรณาการที่แข็งแกร่งขึ้นในห่วงโซ่ด้านพลังงานและเชื้อเพลิงการบิน
เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในระยะยาว ชัดเจนแล้วว่าประเทศมหาอำนาจไม่ได้มองพลังงานเป็นแค่เพียงสินค้าโภคภัณฑ์ หากแต่พลังงานคือหนึ่งใน ระบบความมั่นคง ของประเทศ
สำหรับประเทศไทย บริบทของเรามีความท้าทายที่เฉพาะตัว ประเทศไทยนำเข้าพลังงานสุทธิในสัดส่วนมากกว่า 75% ของความต้องการทั้งหมด ในขณะที่ไทยกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและโลจิสติกส์ภูมิภาค ดังนั้น ความต่อเนื่องของระบบพลังงานของไทยจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัจจัยด้านต้นทุน แต่ควรคำนึงถึงเงื่อนไขพื้นฐานของความ เชื่อมั่นจากนักลงทุนและคู่ค้า เพราะเมื่อระบบพลังงานหยุดชะงัก ไม่ใช่เพียงไฟฟ้าที่ดับ แต่ความเชื่อมั่น และความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็จะสะดุดไปพร้อมกัน
หากมองให้ดีจะพบว่า บทเรียนจากยุโรปและจีนเกิดจากต้นตอของปัญหาเดียวกัน คือความมั่นคงทางพลังงาน และแน่นอนว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนเป็นสิ่งจำเป็นในโลกปัจจุบัน แต่หากขาดการออกแบบระบบให้ยืดหยุ่น อาจสร้างความเปราะบางรูปแบบใหม่ ทั้งจากโครงข่ายไฟฟ้าที่ไม่พร้อมรองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน การกักเก็บพลังงานที่ยังจำกัด หรือความเสี่ยงด้านไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น การบริหารสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ ต้นทุน ความมั่นคง และความยั่งยืนจึงเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึง
ภาครัฐจำเป็นต้องมองพลังงานในมิติความมั่นคงอย่างจริงจัง โดยการเปลี่ยนแนวคิดสู่การลงมือทำ การลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อจัดการกับปัญหาความไม่มีเสถียรภาพของพลังงานหมุนเวียนเป็นสิ่งจำเป็น การกระจายความเสี่ยงของแหล่งพลังงาน การลงทุนในโครงข่ายและระบบสำรอง รวมถึงมีกลไกบริหารวิกฤตที่ทดสอบได้จริง ไม่ใช่เพียงอยู่บนกระดาษ สำหรับภาคธุรกิจ การบริหารความเสี่ยงและความต่อเนื่องทางธุรกิจควรถูกยกระดับเป็นวาระสำคัญของบริษัท ต้องมีการประเมินผลกระทบจากการหยุดชะงักของพลังงานหลักของธุรกิจ มีแผนสำรอง มีอุปกรณ์สำรอง และทดสอบแผนเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอ
ส่วนภาคสังคม จำเป็นต้องเข้าใจว่าความมั่นคงไม่เกิดขึ้นเอง แต่ต้องอาศัยการลงทุนระยะยาว การบำรุงรักษา และการวางแผนที่ดี แม้ประโยชน์จะไม่ปรากฏชัดเจนในชีวิตประจำวัน แต่ระบบที่ทำงานเงียบๆ อยู่เบื้องหลังเหล่านี้ต้องการการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
ปี 2569 กำลังบอกเราว่า ความไม่แน่นอนเป็นภาวะปกติใหม่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เราจะทำนายวิกฤตครั้งต่อไปได้หรือไม่ หากแต่คือ เมื่อเกิดเหตุที่ทำให้ระบบพลังงานของเราหยุดชะงัก เราจะมีความพร้อมและความสามารถในการต้านทานการหยุดชะงักดังกล่าวได้แค่ไหน จุดเปราะบางด้านพลังงานของไทยอยู่ตรงไหน ใครเป็นผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน
และท้ายที่สุด เรากำลังคิดเรื่องพลังงานในฐานะ ต้นทุนค่าครองชีพ หรือ ความมั่นคงของประเทศ เพราะหากเรายังมองพลังงานเป็นเพียงแค่ต้นทุนค่าครองชีพ
เราอาจต้องพบกับบททดสอบการเอาชีวิตรอดโดยไม่ใช้พลังงานเป็นเวลา 5 วัน!

