ดีเบตเวทีหอการค้า 8 พรรคชูแนวคิดแก้หนี้ ดึงเอไอปราบคอร์รัปชั่น
=เสรีโซลาร์หลังคาบ้านไปต่อ
ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีเวทีเสวนานโยบายพรรคการเมือง จัดโดย หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดย นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องเดินไปข้างหน้าผ่านการเปิดเสรีพลังงานสะอาด เพราะหากไม่มีพลังงานสะอาดจะไม่มีนวัตกรรม เพราะจะโดนเก็บภาษีคาร์บอนในต่างประเทศ ซึ่งเป็นการกีดกันทางการค้า ที่ผ่านมาสมัยเป็นรัฐบาลพรรคได้ผลักดันกฎหมายเปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์ แต่กฎหมายหายไปตามการเปลี่ยนรัฐบาล ดังนั้นจะสานต่อ

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า การป้องปรามและการลงโทษ เสนอเรื่องราชการ 1 คำขอ หลายใบอนุญาตจบแค่คำขอเดียว อาทิ ต้องการเปิดโฮมสเตย์จะต้องขอหลายใบอนุญาตมากเพื่อประกอบกิจการ แต่มองว่าเราต้องการให้จบลงใน 1 คำขอ หากช้าที่หน่วยงานใดก็เท่ากับเป็นจุดอ่อนของระบบราชการ และข้าราชการขี้โกง จะมีการตัดสินโทษอย่างเด็ดขาดคือ การประหารชีวิต มีการเตรียมกฎหมายไว้แล้ว เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในด้านการใช้กฎหมายเหมือนประเทศจีน ที่สามารถลดการคอรัปชั่นได้
=แก้หนี้ปลดโซ่ฐานพีระมิด
นายพงศ์ศรัณย์ อัศวชัยโสภณ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จะปลดโซ่ตรวนที่พันธนาการในฐานพีระมิด หนี้ของคนออกก่อน แต่จะทำแบบมีเงื่อนไขเพื่อป้องกันความเสี่ยงทางศีลธรรม (โมรอลฮาดสาด) ในการก่อหนี้ โดยจะสร้างโอกาสให้คนมีรายได้เพิ่มขึ้น อาทิ เกษตรกร มีนโยบายประกันกำไร 30% ทำให้เกษตรกรกล้าเปลี่ยนเป็นผู้ประกอบการ เอสเอ็มอีหรือสตาร์ตอัพ รัฐบาลต้องส่งเสริมผ่านการให้แต้มต่อ ทั้งการซื้อสินค้าจากกลุ่มผู้ประกอบการนี้มากขึ้น หรือทำให้เอสเอ็มอีสามารถประกอบกิจการได้ง่ายขึ้น

นายพงศ์ศรัณย์ กล่าวว่า เพื่อแก้การคอร์รัปชันในไทย จะให้การขอใบอนุญาตจากภาครัฐ หรือขอข้อมูลต่างๆ จากภาครัฐอยู่บนแพลตฟอร์มเดียวกัน สามารถตรวจสอบได้ อำนวยความสะดวกต่อประชาชนใช้งานได้จริง ขณะเดียวที่การใช้งบประมาณในเรื่องอะไรก็ตาม จะสร้างระบบแสดงผล (แดชบอร์ด) แบบเรียลไทม์ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้
=ยันไทยไม่ทนทุกปัญหา
นายวีระพงษ์ ประภา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ทนกับปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในไทย โดยมีเป้าหมายในการสร้างจีดีพีไทยให้โต 5% ภายใน 4 ปี ผ่าน 4 วิธี ได้แก่ 1.การปฏิรูประบบภาครัฐและบทบาท รัฐผู้ผลักดัน ชี้ทางยุทธศาสตร์ใหม่ในการลงทุน ไม่ขวางทางด้วยกฎหมายที่ล้าสมัยหรือมีความเหลื่อมล้ำ ภายในเวลา 90 วัน จะมีซูเปอร์แอพวางกำหนดแม่บท 1 ฉบับเพื่อแก้ไขกฎหมายที่มีความล้าสมัย ทำให้ธุรกิจไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.การปฏิรูปภาคเกษตรไทย ซื้อหนี้เกษตรมาบริหารเอง เพื่อลดภาระหนี้เกษตรกร เชื่อมข้อมูลทั้งการปลูก ขาย ส่งออก เทคโนโลยีทำงานร่วมกัน รวมกลุ่มของเกษตรกรให้มีอำนาจต่อรองมากขึ้น 3.เปิดฐานข้อมูลให้เกิดความโปร่งใส สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น และ 4.เร่งเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเปิดตลาดใหม่ นำสินค้าและบริการไปขายในเวทีโลก โดยเน้นแนวคิดการเมืองสุจริต เศรษฐกิจโต รักษาความยุติธรรมเพื่อความเป็นผู้นำในภูมิภาค

นายวีระพงษ์ กล่าวว่า ระบบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐไทย ไม่มีการตรวจสอบประวัติด้านความปลอดภัยของบริษัทที่เข้ามาประมูลโครงการต่างๆ ทำให้บริษัทที่ไร้คุณภาพและประสิทธิภาพสามารถเข้าถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้กับประเทศได้ โดยเสนอแนวทางปฏิรูปการทำงาน ภายใน 90 วันแรกจะสร้างแพลตฟอร์มส่องรัฐ เฝ้าสอดส่องการประมูลงานร่วมกัน กำหนดกติกาที่สังคมคิดว่ามีประสิทธิภาพและคุณภาพในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
=แช่แข็งหนี้ช่วยคนไทย
น.ส.อนุสรี ทับสุวรรณ พรรคโอกาสใหม่ กล่าวว่า เพื่อทำให้คนไทยอยู่ดีกินดี จะดำเนินการดังนี้ 1.คนมีหนี้สินอยู่เยอะมาก จะแช่แข็งหนี้ภายในช่วง 3 ปีแรก มีศูนย์บริหารหนี้เพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งหยุดดอกเบี้ยและการหยุดฟ้องร้อง 2.เอสเอ็มอี ที่เป็นฐานรากของประเทศจะต้องไปต่อได้ ผ่านการหาแหล่งทุนในอัตราดอกเบี้ยเป็นธรรม รัฐบาลต้องส่งเสริมกฎระเบียนเพื่อให้เอสเอ็มอีไปได้แบบไม่ลำบาก วันสต็อบเซอร์วิสต้องเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่อยู่แค่การประกาศนโยบายเท่านั้น และ 3.เกษตรกรจะต้องมีผลิตภัณฑ์ที่ใช้นวัตกรรมใหม่มากขึ้น ไม่ใช่สินค้าราคาถูกเท่านั้น ขณะเดียวกันจะมุ่งไปถึงการพัฒนาเศรษฐกิจผ่านการส่งออกและการท่องเที่ยว เน้นการส่งออกสินค้าคุณภาพสูง ไม่สามารถแข่งขันสินค้าราคาต่ำเหมือนที่ผ่านมาได้ เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวต้องมีคุณภาพ ไม่ใช่ทัวร์ศูนย์เหรียญ แต่เป็นท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือเชิงกีฬา เพื่อไปให้ทันบริบทโลก

น.ส.อนุสรี กล่าวว่า การแก้ปัญหาการคอร์รัปชัน ที่ถือเป็นการขโมยโอกาสของประเทศ จะนำระบบเอไอเข้ามาใช้ เพื่อสร้างความโปร่งใส ลดการใช้ดุลยพินิจ หรืออำนาจผูกขาดของคนเพียงไม่กี่คนอนุมัติ แต่ต้องเปิดกว้างให้ประชาชนเป็นภาคสังคมเข้ามาตรวจสอบโครงการต่างๆ ผ่านแอนตี้การคอร์รัปชันแพลตฟอร์ม
=คืนชีพศก.ดันไทยเสือตัวที่ 5
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ พรรคประชาชน กล่าวว่า เราจะปลุกเสือตัวที่ 5 ด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ผ่าน 5 เรื่อง ได้แก่ 1.กวาดล้างนอมินี ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ กำกับแพลตฟอร์ม คุมค่าจีพี และสินค้าเถื่อน ป้องกันสินค้าต่างชาติตัดราคา โดยเพิ่มมาตรการทางการค้า อาทิ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด 2.หวยใบเสร็จ กระตุ้นกำลังซื้อ เชิญคนเข้าระบบภาษี 3.คืนภาษีมูลค่าเพิ่มถึง 50,000 บาท ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ 4.แพลตฟอร์มการค้ากลางแบบเปิดของไทยโอซีเอ็น เป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมสินค้าจากผู้ประกอบการทั้งประเทศไทย แบรนด์สินค้าต่างๆ เมื่อสินค้ารวมกันเป็นล้านชิ้น มีช่องทางออกหลายช่องทาง โอกาสการขายก็มีเพิ่มขึ้น และ 5.เปลี่ยนช่องทางนำเข้า เป็นประตูส่งออกสินค้าไทยไปอาเซียนและทั่วโลก GEG (Globa Export Gateway)

นายภาวุธ กล่าวว่า การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น มีส้มไม่ทนโกงปิดทุกช่องโหว่แก้โกงให้ถึงราก ได้แก่ 1.เปิดทุกข้อมูลให้เป็นสาธารณะ เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น 2.ใช้เทคโนโลยีตรวจสอบอัตโนมัติ ลดอำนาจคน ลดการใช้ดุลพินิจ เปลี่ยนเป็นดิจิทัลพินิจ 3.สร้างกลไกตรวจสอบและคุ้มครอง ได้แก่ ออกระเบียบสำนักนายก โดยบังคับให้นำเงินนอกงบประมาณทั้งหมดเข้าสู่ระบบ GFMIS และการเสริมกลไกแฉโกง ปลอดภัย ได้เงิน โดยปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อคุ้มครองและให้รางวัลแก่ผู้แจ้งเบาะแส 4.สืบต่อ Data Bureau สอดส่องข้อมูลการเงิน สินทรัพย์ 5. “ปราบ” ระบบภายในตำรวจ โดยยุติตั๋วตำรวจ รวมถึงสร้างกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระในการบังคับและตรวจสอบ 6.ปรับสวัสดิการและภารกิจให้ตำรวจ ทำสวัสดิการให้เป็นธรรม และโอนถ่ายภารกิจ สร้างการถ่วงดุล เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และ7.ปฏิรูปโครงสร้างองค์กรตำรวจ โดยปฏิรูปสู่ 3 โครงสร้างตำรวจที่ทันสมัย ตอบโจทย์ประชาชน ทั้งตำรวจพื้นที่ ตำรวจส่วนกลาง และตำรวจส่วนตรวจสอบ
=ต้านโกง-สร้างเครื่องจักรศก.ใหม่
นายคเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวว่า แนวทางต่อต้านการคอร์รัปชัน 3 ข้อ ได้แก่ 1.สร้างเครื่องจักรใหม่ให้เศรษฐกิจ เสนอให้จัดตั้งทีมไทย โดยให้บีโอไอ อีอีซี และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เป็นหัวหอกในการดึงและจัดทำแพคเกจให้นักลงทุนที่มีความสนใจในอุตสาหกรรมที่ส่งเสริม อาทิ อุตสาหกรรมเอไอ เฮลเทค ไบโอเทคต่างๆ 2.รื้อระบบการส่งเสริมเอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพ โดยจะตั้งหน่วยงานเอสเอ็มอี-สตาร์ทอัพ โปรโมชั่น เอเจนซี ทำหน้าที่ประสานงานให้เอสเอ็มอีทุกราย ติดต่อเจ้าภาพได้ในที่เดียว อาทิ ขอใบอนุมัติ ขอแหล่งเงินทุน ขอความรู้ด้านอัพสกิลหรือรีสกิล และ 3.เรื่องหนี้ครัวเรือน จะทำการรีไฟแนนซ์ให้คนที่มีสภาพติดเอ็นพีแอล หรือหนี้เสีย ส่วนคนที่มีวินัยทางการเงินดี รัฐบาลจะเจรจากับธนาคารพาณิชย์ให้ลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่าย ส่วนผู้สูงอายุ จะมีโครงการ 60 ปี ลบหนี้ ล้างหนี้ให้ผู้สูงอายุ

นายคเณศ กล่าวว่า ระบบเก่าในการป้องกันคอร์รัปชั่นของไทยใช้ไม่ได้ผลแล้ว ต้องลดบทบาทให้คนเข้าไปมีอำนาจในการอนุมัติเพื่อลดการคอร์รัปชัน โดย 1.นำระบบบล็อกเชนเข้ามาเก็บข้อมูลไว้อย่างเปิดเผยและตรวจสอบได้ ซึ่งหากมีการแก้ไขจะทราบว่าใครเป็นคนแก้ 2.ระบบศูนย์รวบรวมการจัดซื้อจัดจ้างของประเทศที่เป็นหนึ่งเดียวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากระบบจะรู้ว่าโครงการใดมีค่าใช้จ่ายอะไรที่ผิดปกติหรือไม่ โดยจะใช้ระบบเอไอในการเข้าไปจับสิ่งผิดปกติ การใช้ data bureau ช่วยลดขั้นตอน และทำให้ทุกอย่างเปิดเผยต่อประชาชน และ 3.การเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ หากทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและเข้าร่วมตรวจสอบได้ เชื่อว่าการคอร์รัปชั่นในภาครัฐจะน้อยลง
=ดึงไทยพ้นระบบอุปถัมภ์
นายโภคิน พลกุล พรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า ประเทศไทยอยู่ในอำนาจนิยมแบบที่เรียกว่าระบบอุปถัมภ์ที่นำมาซึ่งความลำบากและความเหลื่อมล้ำมากมาย สะท้อนจากคน 1% มีทรัพย์สินมากถึง 50% ของภาพรวม ความเหลื่อมล้ำจึงมีมหาศาล หากจะทำให้ประเทศเดินต่อไปได้ จำเป็นต้องกำหนดทิศทางการพัฒนาบนพื้นฐานของจุดแข็งที่มีอยู่ ปัญหาใหญ่ของประเทศคือคนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ โดยเฉพาะกลุ่มคนจนและใกล้จนกว่า 20 ล้านคน รัฐต้องจัดหาเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้กู้ใช้รายละประมาณ 10,000 บาท และผู้กู้ต้องรักษาประวัติเครดิตได้ ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีสัดส่วนถึง 87% หรือประมาณ 2.8 ล้านราย ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบธนาคารและอยู่นอกระบบเป็นจำนวนมาก จะเติบโตได้จำเป็นต้องสนับสนุนทั้งเงินทุนที่เข้าถึงได้ และการเข้าถึงเทคโนโลยี องค์ความรู้ต่างๆ หากรัฐบาลออกพันธนบัตรเงินกู้อย่างมากก็ในอัตรา 3% กู้มาแล้วให้ประชาชนไม่เกิน 12% แต่ไม่ใช่การแจก หากทำแบบนี้ เชื่อว่าคนจะมีพลังหายใจมากขึ้น และสามารถพาเศรษฐกิจไทยไปได้

“ปัญหาการคอร์รัปชันของไทย โออีซีดีระบุว่า เราสียจีดีพีไป 3% จากการคอร์รัปชัน ถือว่าเป็นเม็ดเงินมหาศาลมากประมาณ 5 แสนล้านบาท หากแก้ไม่ได้จะกินคนตัวเล็กหมด ประเทศจึงต้องพ้นจากการทุจริต ทั้งภาคการเมืองและภาคราชการ ต้องแก้ไขปัญหารัฐธรรมนูญต้องให้มี ปปช.ภาคประชาชน ทำงานควบคู่กับภาครัฐ โดยยึดแนวคิดตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่เปิดโอกาสให้ประชาชน 50,000 รายชื่อ สามารถเข้าชื่อถอดถอนนักการเมืองที่ทุจริตได้ พร้อมทั้งออกกฎหมายเฉพาะจุดที่จำเป็น ไม่ได้ยกเลิกกฎหมายทั้งหมด และจัดทำแพลตฟอร์มประเมินการทำงานของข้าราชการ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์สำคัญในการเลื่อน ลด ปลด หรือย้ายตำแหน่ง โดยให้อำนาจประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอย่างชัดเจน” นายโภคิน กล่าว
=ไทยติดวังวนปรสิตศก.
นายนรุตม์ชัย บุนนาค พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า นโยบาย 3 เสาหลักในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ไปข้างหน้า ได้แก่ 1.ลดหนี้ ผู้ประกอบการที่มีรายได้หรือมีหนี้สินจำนวน 2 แสนบาท จะพักหนี้ให้ ส่วนผู้ประกอบการที่เป็นลูกค้าชั้นดีมูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท ขอให้มีการพักดอกและพักเงินต้นเป็นระยะเวลา 1 ปี ส่วนลูกหนี้ที่ประวัติไม่ดีนัก จะมีการพักดอกเบี้ยเป็นเวลา 1 ปี และไม่สามารถกู้เพิ่มได้เป็นเวลา 2 ปี 2.การแข่งขันที่เป็นธรรม ลดทุนผูกขาด และ 3.การผลักดันเกษตรให้เติบโตระดับโลก อาทิ สร้างแหล่งน้ำ 1 ชุมชนเพื่อลดภัยแล้งและลดต้นทุนการผลิต ขณะที่ต้องแก้ปัญหาอื่นด้วย ทั้งไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย แต่หลายคนยังมีความสามารถอยู่ หากนำความคิดของผู้สูงวัยเป็นที่ปรึกษาจะทำให้ไทยเติบโตได้ก้าวกระโดด การแก้ปัญหาน้ำท่วม ที่มีการประเมินว่าจะท่วมกรุงเทพฯในอนาคต โดยเชื่อว่าทั้ง 3 เสาหลักจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตได้

“การคอร์รัปชัน เกิดมาจากปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่ดี จึงมีการเสาะแสวงหา ก่อให้เกิดธุรกิจสีดำธุรกิจสีเทา เราต้องไปดูว่าธุรกิจใดปรับเปลี่ยนให้เป็นสีขาวได้ อาทิ การปล่อยเงินกู้ หรือการจ่ายส่วย หากผลักดันให้เป็นธุรกิจที่ขาวได้ ภาครัฐจะได้รับรายได้มากขึ้นผ่านการเก็บภาษี เราต้องมีองค์กรอิสระเพียง 1 องค์กรเพื่อให้ประชาชนมาแจ้งเบาะแสการคอร์รัปชันได้ มีเงินรางวัลให้เมื่อคดีสิ้นสุด และมีการคุ้มครองความปลอดภัยผู้มาแจ้งเบาะแส ซึ่งต้องทำให้เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะควรนำเทคโนโลยีเข้ามาตรวจสอบการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ เชื่อว่าจะสามารถปราบคอร์รัปชันได้อย่างสิ้นซาก และทำให้ไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน” นายนรุตม์ชัย กล่าว

