ผู้ว่า ธปท.เผยเงินบาทแข็งค่าหลุด 31 บาท เหตุราคาทองคำปรับตัวสูง-เงินทุนไหลเข้า-ดอลลาร์อ่อนค่า ย้ำ ธุรกรรมทองคำทำบาทแข็งยิ่งขึ้น เร่งออกประกาศ 2 ฉบับ สั่งร้านทองรายงานธุรกรรม คุมเพดานซื้อขายทองคำสกุลเงินบาทบนออนไลน์ 50-100 ล้านบาท คาดประกาศภายใน 23-29 มกราคมนี้
เมื่อวันที่ 21 มกราคม นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าหลุด 31 บาทต่อดอลลาร์ ต้องยอมรับว่ามีแรงกดดดันต่อค่าเงินดอลลาร์ค่อนข้างเยอะ ทั้งเรื่องปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดดอกเบี้ยนโยบาย และการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ (De-Dollarization) รวมถึงปัจจัยแมคโครของสหรัฐที่กดดันดอลลาร์อ่อนค่า ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลต่อการปรับขึ้นและลงของทิศทางค่าเงินบาท รวมถึงปัจจัยดุลบัญชีเดินสะพัด และพอร์ตลงทุนของต่างประเทศ
อย่างไรก็ดี “ทองคำ” เป็นปัจจัยเข้ามาเสริม หรือ Amplifier ค่าเงินบาทที่แข็งค่าแล้วให้แข็งค่ามากขึ้น ซึ่งหากดูค่าเงินบาทที่แข็งค่าในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มาจากโฟลว์ของทองคำที่มีสัดส่วนการขายทองคำถึง 35% ของธุรกรรมอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ดังนั้น การเข้าไปดูธุรกรรมทองคำเป็นเรื่องสำคัญ แต่อาจจะไม่ได้ทำให้ค่าเงินบาทหยุดแข็งค่าในทันที เนื่องจากยังมีกระแสเงินทุนไหลเข้า (Fund Flow) ที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรมากขึ้นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่ง ธปท.ไม่สามารถควบคุมได้
ดังนั้น ในส่วนของธุรกรรมทองคำ ธปท.จะออกประกาศ 2 ฉบับ คือ 1.ฉบับแรกจะให้ผู้ประกอบธุรกิจที่มีการซื้อขายทองคำสกุลเงินบาทบนแพลตฟอร์มออนไลน์ 15 ราย ส่งข้อมูลรายงาน เช่น ใครซื้อ-ใครขายเกิดจุดที่กำหนดหรือมอนิเตอร์ไว้ อาทิ เกิน 20 ล้านบาท เพื่อให้ ธปท.มีข้อมูลเพียงพอ และสามารถออกประกาศในระยะถัดไปได้
และ 2.ประกาศเจ้าพนักงาน กำหนดเพดานควบคุมการซื้อขายทองคำสกุลเงินบาทบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันกำลังพิจารณาวงเงินอยู่ที่ 50-100 ล้านบาทต่อคนต่อวัน ซึ่งปัจจุบันวงเงินดังกล่าวมีสัดส่วนการเทรดทองคำราว 1-1.5% แต่หากดูในแง่มูลค่าถือว่าค่อนข้างเยอะ เนื่องจากพฤติกรรมคนไทยจะกระจายการซื้อทองในช่วงราคานิ่งๆ แต่ในช่วงราคาขึ้นจะมีการเทขายฝั่งเดียว ซึ่งจะกระทบเงินบาท อย่างไรก็ดี การกำหนดเพดานการซื้อขายจะไม่กระทบในส่วนของคนที่มีทองคำอยู่แล้ว รายย่อย และร้านทอง โดยประกาศดังกล่าวน่าจะออกมาได้ภายในวันที่ 23-29 มกราคมนี้ โดยคาดว่าจะเริ่มใช้จริงได้ภายในเดือนมีนาคม 2569 เนื่องจากจะต้องให้ร้านทองทำระบบ ซึ่งจะต้องใช้เวลา
“ธปท.ไม่สามารถคุมตลาดให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าได้ตามใจ หรือการเข้าไปดูแลแทรกแซง (intervene) เหมือนในช่วงปี 40 ไม่ได้ เพราะเรามีเรื่องของข้อตกลงห้ามบิดเบือนค่าเงินเพื่อผลทางการค้า หรือ currency manipulation เราทำได้จำกัดมากขึ้น ทำให้ผลมีจำกัด และกระแสเงินทุนที่ไหลเข้ามายังเป็นปกติ เป็นการลงทุนในตลาดหุ้นและบอนด์ของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งนี้ หากเราสามารถทำเรื่องทองได้สมบูรณ์ จะช่วยเรื่องค่าเงินบาทได้บ้าง แต่ Position ไม่รู้จะอยู่ตรงไหน แต่อยากเห็นบาทอ่อนตามปัจจัยพื้นฐาน แต่เราไม่ได้อยู่ในจุดที่คุมดอลลาร์อยู่ตรงไหนได้” นายวิทัยระบุ
นายวิทัยระบุอีกว่า ดังนั้น สิ่งที่ธปท.ดูแลได้จะมีด้วยกัน 2 เรื่อง คือ 1.ใส่ข้อจำกัดบางอย่าง เช่น คนไทยที่มีการนำเงินเข้าเกิน 200,000 ดอลลาร์ จะต้องมีการตรวจเข้มขึ้น 2.การตรวจธุรกรรมร้านทอง ที่มีการขายเงินดอลลาร์และซื้อบาท โดยไม่มีธุรกรรมทองคำ และ 3.คลายเกณฑ์การนำรายได้กลับเข้าประเทศ (Repatriation) โดยขยายวงเงินจาก 1 ล้านดอลลาร์ เป็น 10 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจากเดิมผู้ประกอบการจะต้องขายดอลลาร์ทันที
“ธปท.ใส่เกณฑ์และบอกทิศทางตลาด โดยเราเป็น Bookkeeper แต่ก็มีคนมักเข้าใจผิดว่า ธปท.คุมค่าเงินได้ ซึ่งการซื้อขายดอลลาร์เป็นเรื่องของตลาด ไม่เกี่ยวกับ ธปท. โดย ธปท.จะเข้าไปในตลาดเพื่อเข้าไปดูแลแทรกแซงในยามที่ค่าเงินบาทแข็งค่าและอ่อนค่าผิดปกติ และขณะเดียวกัน ธปท.เห็นธุรกรรมแค่ 40% ที่เป็น On Shore แต่อีก 60% ที่เป็น Off Shore ไม่เห็น” ผู้ว่า ธปท.กล่าว
นายวิทัยกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกรณีที่มีการเสนอแนวคิดปรับเปลี่ยนกรอบนโยบายการเงิน จากกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) เป็นเป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Targeting) นั้น มองว่ากรอบนโยบายทั้ง 2 แบบ มีทั้งข้อดีและข้อด้อย ซึ่งจะต้องประเมินว่าข้อด้อยของการใช้กรอบนโยบายเงินเฟ้อมีอะไร จนต้องเปลี่ยนไปใช้อย่างอื่นหรือไม่ ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศเปิด ไม่เหมือนกับประเทศสิงคโปร์และฮ่องกง นอกจากนี้ จะต้องดูความสามารถด้วย เช่น การเปลี่ยนเป็นอัตราแลกเปลี่ยนจะต้องมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศค่อนข้างเยอะ และทรัพยากรด้านอื่นๆ เพียงพอหรือไม่ ดังนั้น จึงต้องวิเคราะห์พิจารณาให้ดี เพราะมีทั้งข้อดีและข้อด้อย

