
เงิน ทอง ทองแดง สินแร่สามบทบาทในโลกเศรษฐกิจ
ในช่วงปีที่ผ่านมาราคาสินแร่มีค่าหลากหลายชนิดต่างปรับตัวขึ้น กลายเป็นพระเอกของโลกการเงินอย่างที่นักลงทุนหลายท่านไม่ทันตั้งตัว
แรงที่สุดคือราคาแร่เงินพุ่งเกือบ 200% จาก 30 ดอลลาร์/ออนซ์ มาที่ 90 ดอลลาร์/ออนซ์
ราคาทองคำปรับตัวขึ้น 60% มาที่ระดับ 4,560 ดอลลาร์/ออนซ์
ขณะที่ราคาสินแร่อุตสาหกรรมอย่างทองแดงก็ไม่น้อยหน้า ปรับตัวขึ้นกว่า 30% มาที่ระดับ 12,800 ดอลลาร์/ตัน เช่นกัน
นักลงทุนหลายท่านเริ่มมองหาจุดร่วมของการปรับตัวขึ้น และตั้งคำถามว่า ปีนี้สินแร่มีค่าจะไปต่อหรือพอได้แล้ว ผมถือเป็นจังหวะที่ดีที่เราจะมาเรียนรู้อดีตและมองอนาคตของสินแร่สำคัญเหล่านี้ไปพร้อมกัน
เริ่มที่ “เงิน” เป็นสินแร่ที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด จากเงินตราสู่วัตถุดิบเทคโนโลยี ทำให้ราคามีความผันผวนมากที่สุด
ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แร่เงินถูกใช้เป็นส่วนประกอบของเงินเหรียญและทุนสำรองในหลายประเทศ ดีมานด์หลักมาจากเหรียญกษาปณ์และเครื่องประดับ ขณะที่อุปทานหลัก 70% มาจากผลพลอยได้จากเหมืองโลหะอื่น
ต่อมา เมื่อโลกเลิกมาตรฐานเงิน บทบาทด้านการเงินลดลง อุปสงค์จากฝั่งอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นแทนที่เพราะคุณสมบัติทางเคมีที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มโลหะนำไฟฟ้า นำความร้อนได้ดี ทนการกัดกร่อน และมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ
สำหรับโลกการเงินปัจจุบัน โครงสร้างดีมานด์ของตลาดประกอบด้วย ภาคอุตสาหกรรมจริง 50-60% ตลาดการเงิน/การเก็งกำไร 30-40% และทุนสำรองของประเทศ 0-10%
ที่แร่เงินถูกใช้ในการเก็งกำไรมากที่สุดมาจากขนาดตลาดเงินที่เล็กเงินทุนไหลเข้าไม่มากก็ทำให้ราคาขยับแรง มีเรื่องราวซื้อขายได้สองฝั่งพร้อมกัน ทั้ง Safe haven รองจากทอง และโลหะเทคโนโลยี นอกจากนี้ก็ไม่มีธนาคารกลางหรือรัฐเป็นผู้เล่นใหญ่ที่มักควบคุมเสถียรภาพของราคาด้วย
ช่วงที่ดีที่สุดของเงินในอดีตคือทศวรรษ 1970-1980 ที่เงินเฟ้อสูง การเก็งกำไรสูง ส่วนช่วงแย่ที่สุดคือหลังปี 1980 ที่ฟองสบู่โลกการเงินแตก ดอกเบี้ยขึ้น จนราคาเงินปรับตัวลงมากกว่า 90%
“ทองคำ” เป็นสินแร่ที่มีเรื่องราวมั่นคงที่สุด และมีบทบาทที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การเงิน และภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ทองคำเป็นพื้นฐานของระบบเงินตราและทุนสำรองระหว่างประเทศมาตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยคุณสมบัติทางเคมีที่เสถียรที่สุดในธรรมชาติ ไม่เป็นสนิม และไม่เสื่อมคุณภาพตามกาลเวลา
ระบบเงินตราใช้มาตรฐานทองคำ (Gold Standard) อย่างแพร่หลายช่วงศตวรรษ 19-20 ต่อเนื่องมาถึงระบบ Bretton Woods (ดอลลาร์ผูกกับทองคำ) ดีมานด์หลักจึงมาจากธนาคารกลาง และการใช้เป็นเครื่องประดับ ขณะที่อุปทานมาจากเหมืองทองคำและการรีไซเคิล
เมื่อโลกเลิกผูกค่าเงินกับทองคำในปี 1971 บทบาทของทองคำเปลี่ยนจากเงินของรัฐมาเป็นหลักประกันของความเชื่อมั่น เช่น ทุนสำรองระหว่างประเทศ ส่วนในมุมตลาดการเงิน ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยต่ำ และป้องกันความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
ปัจจุบันโครงสร้างดีมานด์ของทองคำประกอบด้วย เครื่องประดับและอุตสาหกรรมประมาณ 40-50% การลงทุนราว 30-40% และทุนสำรองของธนาคารกลางประมาณ 10-30% ทำให้ทองคำไม่ถูกเก็งกำไรมากเท่าเงิน
ช่วงที่ดีที่สุดของทองคำในอดีตคือทศวรรษ 1970 และช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008-2011 มักเป็นช่วงที่เงินเฟ้อสูง หรือความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินสั่นคลอน ขณะที่ช่วงแย่ที่สุด คือทศวรรษ 1980-1990 เมื่อดอกเบี้ยจริงสูง เศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่ง และโลกกลับมาเชื่อมั่นในระบบการเงิน
สุดท้าย “ทองแดง” เป็นสินแร่ที่ผูกกับเศรษฐกิจจริงมากที่สุด และแทบไม่มีบทบาทในฐานะสินทรัพย์เก็งกำไรทางการเงินในอดีต
ทองแดงถูกใช้เป็นวัตถุดิบหลักของการพัฒนาโลกยุคอุตสาหกรรมนับตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า โทรศัพท์ รถยนต์ เครื่องจักร และโครงสร้างพื้นฐาน เพราะคุณสมบัติทางเคมีที่เหมาะสมสำหรับระบบไฟฟ้าและอุตสาหกรรม นำไฟฟ้าได้ดีมากรองจากเงินแต่มีต้นทุนต่ำกว่า นำความร้อนได้ดี แข็งแรง และยืดหยุ่น จึงเหมาะกับการใช้งานในระบบขนาดใหญ่ ตั้งแต่สายไฟ หม้อแปลง ไปจนถึงมอเตอร์และเครื่องจักรหนัก
ดีมานด์ของทองแดงเติบโตควบคู่ไปกับการลงทุนและการขยายตัวของเมือง ในเชิงโครงสร้าง ดีมานด์ของทองแดงมากกว่า 85-90% มาจากภาคเศรษฐกิจจริง อีกประมาณ 10-15% มาจากตลาดการเงินและการเก็งกำไรผ่านตลาดฟิวเจอร์ส หรือกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ และแทบไม่มีบทบาทในฐานะทุนสำรองของประเทศ ขณะที่อุปทานต้องพึ่งพาเหมืองขนาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนสูง และใช้เวลานานในการพัฒนา
แม้ทองแดงจะมีความยืดหยุ่นของอุปทานต่ำ แต่มักไม่ใช่สินแร่ที่นักเก็งกำไรนิยม เพราะราคาถูกขับเคลื่อนด้วยคำสั่งซื้อขายจริงของภาคอุตสาหกรรม ตลาดมีขนาดใหญ่และลึก การปั่นราคาทำได้ยาก อีกทั้งการถือครองมีต้นทุนด้านการขนย้ายและการจัดเก็บสูง ต่างจากทองหรือเงินที่ถือในรูปสินทรัพย์การเงินได้ง่าย
ช่วงที่ดีที่สุดของทองแดงในอดีตคือทศวรรษ 2000 จากการเติบโตของจีนและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทั่วโลก ขณะที่ช่วงแย่ที่สุดคือ Great Depression และวิกฤตการเงินโลกปี 2008 เมื่อเศรษฐกิจโลกหยุดลงทุนพร้อมกัน ทำให้ราคาทองแดงปรับตัวลงมากกว่า 60%
รู้อย่างนี้นักลงทุนควรลงทุนในสินแร่ปีนี้อย่างไร
ตรงไปตรงมาที่สุดสำหรับตลาดการเงินคือทองคำ นักลงทุนสามารถลงทุนเป็นสัดส่วนสินทรัพย์ทางเลือกสายปลอดภัยได้ สัดส่วนที่เหมาะสมคือ 5-10% ของพอร์ต ในปัจจุบันสามารถลงทุนได้ง่าย ซื้อขายได้ทั้งช่วงเช้าและกลางคืนผ่าน SET ด้วย DR GOLDUS19 ที่ลงทุนใน SPDR Gold ETF ตลาดสหรัฐ
เงินมักตามทองคำมาเป็นลำดับสอง เริ่มขึ้นจริงเมื่อทองยืนระดับสูง นักลงทุนเริ่มมองว่าทองแพง แต่ต้องการเก็งกำไรแร่มีค่าต่อ เช่น ปลายปีที่แล้วการเก็งกำไรที่สะดวกที่สุดของนักลงทุนไทยตอนนี้คือกองทุนรวม เช่น DAOL-SILVER ที่ลงทุนใน Global X Silver Miners ETF หรือ A-SLVP ที่ลงทุนใน iShares MSCI Global Silver and Metals Miners ETF
ราคาทองแดงมักปรับตัวขึ้นตามมาทีหลังสุด เพราะต้องรอแรงตอบสนองจากเศรษฐกิจจริง คำสั่งซื้อ การลงทุน และปริมาณความต้องการที่สูงขึ้นก่อน
สำหรับนักลงทุนไทย การลงทุนในทองแดงยากกว่าทองคำและเงินเล็กน้อย เพราะต้องลงทุนตรงผ่าน ETF ต่างประเทศ เช่น Global X Copper Miners ETF (COPX) ที่ประกอบด้วยกลุ่มบริษัทเหมืองขุดทองแดงทั่วโลก หรือ United States Copper Index Fund (CPER) ที่ใช้สถานะฟิวเจอร์สสร้างพอร์ตตามราคาทองแดงในตลาด COMEX
โดยสรุป ผมมองว่าการปรับตัวขึ้นของเงิน ทองคำ และทองแดงในปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นภาพสะท้อนของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงพร้อมกันหลายมิติ สินแร่แต่ละชนิดจึงตอบโจทย์ความกลัว ความหวัง และการเติบโต ในจังหวะและสัดส่วนที่แตกต่างกันไปครับ

