พิพัฒน์ แถลงผลสอบเครนถล่มรถไฟ ความผิดพลาดอิตาเลียนไทย ชงบอร์ด รฟท.เลิกสัญญา เตรียมปิดพระรามสอง 60 วัน
เมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ห้องราชดำเนิน ชั้น 2 อาคารราชรถสโมสร กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการแถลงข่าวความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีเครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงตกทับขบวนรถไฟ ช่วงลำตะคอง – สีคิ้ว และช่วงกุดจิก – โคกกรวด โดยระบุว่า เหตุการณ์สร้างความเสียหาย ทำให้ผู้บาดเจ็บ 66 ราย และเสียชีวิต 30 ราย ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น สาเหตุหลักเกิดจากความผิดพลาดของผู้รับเหมาเอกชน คือ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ที่ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน “การปิดทาง” ตามที่กำหนดไว้ในสัญญา โดยไม่มีการแจ้งสถานีรถไฟเพื่อระงับการเดินรถก่อนเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่ก่อสร้าง

ส่งผลให้เครนหรือ Launcher Gantry เคลื่อนตัวขณะขบวนรถไฟวิ่งผ่าน ซึ่งถือเป็นการละเมิดสัญญาอย่างร้ายแรง ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างการตรวจสอบเอกสารด้านวิศวกรรม เพื่อประกอบการพิจารณาเพิ่มเติม กระทรวงคมนาคมมีความจำเป็นต้องยกเลิกสัญญากับผู้รับเหมา โดยรักษาการผู้ว่าการ รฟท. จะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย และเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท.พิจารณาตัดสินใจขั้นสุดท้ายในวันที่ 29 มกราคมนี้
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีคานปูนและเครนก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 สายทางยกระดับบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว ช่วงเอกชัย – บ้านแพ้ว ตอน 7 ถล่ม บนถนนพระราม 2 เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา เกิดขึ้นในช่วงที่ไซต์งานหยุดทำงานแล้ว ภายหลังเวลา 05.00น. ตามเงื่อนไขการคืนผิวจราจรให้ประชาชน ส่งผลให้ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุได้ว่าเกิดจากความบกพร่องของอุปกรณ์ ความประมาทเลินเล่อ หรือเป็นเหตุสุดวิสัย จำเป็นต้องรอผลการสืบสวนด้านเทคนิคและวิศวกรรมอย่างละเอียด เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย จึงยังไม่ตัดสินใจยกเลิกสัญญาในระยะนี้
“เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย กระทรวงคมนาคมร่วมกับกรมทางหลวง กำหนดมาตรการเร่งด่วน จะปิดการจราจรถนนพระราม 2 บริเวณพื้นที่ก่อสร้างที่เกิดเหตุทั้งหมด 100% เป็นระยะเวลาประมาณ 60 วัน เพื่อรื้อถอนสะพาน 2 ช่วงที่ได้รับความเสียหายรุนแรงจากการกระแทกของเครน และเร่งก่อสร้างโครงสร้างที่ค้างบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีนให้แล้วเสร็จ เพื่อนำอุปกรณ์ชั่วคราวและนั่งร้านขนาดใหญ่ออก ลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุซ้ำ พร้อมแนะนำให้ประชาชนวางแผนการเดินทางและใช้เส้นทางเลี่ยง เช่น มอเตอร์เวย์ M81 ถนนบรมราชชนนี และถนนเพชรเกษม
ขณะเดียวกัน กรมทางหลวงยกระดับการกำกับดูแลการทำงานของผู้รับเหมา โดยสั่งเปลี่ยนทีมควบคุมการใช้งาน Launcher Gantry เป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง พร้อมตรวจสอบอุปกรณ์และแบบคำนวณใหม่ทั้งหมด รวมทั้งขอความร่วมมือจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเป็นบุคคลที่สาม เพื่อกำกับดูแลด้านความปลอดภัยในทุกขั้นตอนอย่างเข้มงวด ในระยะยาว จะเร่งผลักดันมาตรการยกระดับความปลอดภัยในโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภค โดยเตรียมหารือกับกรมบัญชีกลางเพื่อเพิ่มบทลงโทษในสัญญา สำหรับกรณีเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง โดยเฉพาะเหตุที่มีผู้เสียชีวิต หรือ จะต้องกำหนดค่าปรับในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อให้ผู้รับเหมาคำนึงถึงความปลอดภัยสาธารณะเป็นลำดับแรก พร้อมเร่งรัดให้ระบบจัดชั้นและตัดคะแนนผู้รับเหมา หรือ “ระบบสมุดพก” มีผลบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว”
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่าทั้งนี้ อุบัติเหตุบนถนนพระราม 2 ส่งผลให้แผนการเปิดให้บริการทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 ซึ่งเดิมคาดว่าจะเปิดเส้นทางหลักในช่วงเดือนเมษายน และทางขึ้น-ลงในเดือนมิถุนายน จำเป็นต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยกระทรวงคมนาคมยืนยันว่าจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก พร้อมขออภัยในความไม่สะดวกจากผลกระทบด้านการจราจร และจะเร่งสื่อสารข้อมูลต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความเข้าใจ”
ด้าน นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า กรมทางหลวงจะดำเนินการควบคู่กัน 3 แนวทาง คือ 1. การตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ โดยมีทั้งคณะกรรมการของกระทรวงและกรมทางหลวง 2. ให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบเงื่อนไขในสัญญาและเอกสารแนบท้าย เพื่อพิจารณาสิทธิในการบอกเลิกสัญญา และ 3. ตั้งคณะกรรมการเตรียมความพร้อมกรณีบอกเลิกสัญญา โดยเชิญผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุดและกรมบัญชีกลางเข้าร่วม เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรอบคอบ ถูกต้องตามกฎหมาย และคุ้มครองประโยชน์ของรัฐ
“ยอมรับว่า การปิดการจราจร 100% ระยะเวลา 60 วัน จะส่งผลกระทบต่อประชาชนแน่นอน แต่ย้ำว่าเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อความปลอดภัยสูงสุด พร้อมขออภัยในความไม่สะดวก โดยกรมทางหลวงจะเร่งประชาสัมพันธ์ข้อมูลด้านการบริหารจัดการจราจรและเส้นทางเลี่ยงอย่างต่อเนื่อง” นายปิยพงษ์ กล่าว

ต่อมา นายพิพัฒน์ เป็นประธานสักขีพยานพิธีมอบเงินเยียวยาแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์คานปูนและเครนก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษหมายเลข 82 (M82) พังถล่มบนถนนพระราม 2 โดยมีผู้บริหารกระทรวงคมนาคม นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง อธิบดีกรมการขนส่งทางราง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย, ผู้บริหารบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) และครอบครัวผู้เสียชีวิต ร่วมพิธี
นายปิยพงษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันได้รับเงินสงเคราะห์พระราชทาน 20,000 บาท วันนี้จะมีการมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติม เป็นเงินชดเชยเยียวยาจากบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) รายละ 1,150,000 บาท นอกจากนี้มีเงินช่วยเหลือเยียวยาเพิ่มเติมจากกระทรวงคมนาคม และ กรมทางหลวง ตลอดจนสิทธิความคุ้มครองของหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ
ด้านนายสุเมธ สุรบถโสภณ รองประธานบริหารอาวุโส บริษัท ITD เปิดเผยว่า บริษัท อิตาเลียนไทยฯ พร้อมเข้าสู่ทุกกระบวนการตรวจสอบและรับผิดชอบตามผลการตรวจสอบโดยไม่มีข้อแก้ตัวต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่นิ่งนอนใจ พร้อมรับผิดชอบต่อความผิดพลาดทุกประการ รวมถึงให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบอย่างเต็มที่ ส่วนการเยียวยา บริษัทได้เร่งจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ครอบครัวผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตทันที โดยไม่รอขั้นตอนเอกสารที่ซับซ้อน พร้อมเตรียมเงินเยียวยารายละกว่า 1 ล้านบาท ควบคู่กับค่าชดเชยจากบริษัทประกันภัยและรฟท.
“เนื่องจากทั้ง 2 โครงการอยู่ในช่วงเร่งรัดงานก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผน ทำให้บริษัทต้องเช่าเครื่องจักร (Launcher Crane) เพิ่มเติมในบางจุด ยืนยันว่าเครื่องจักรที่เช่ามาได้รับตรวจสอบจากบริษัทที่ปรึกษาและผู้ควบคุมงานอย่างเข้มงวดก่อนใช้งาน และมีการตรวจสอบการรับน้ำหนักตามมาตรฐานวิศวกรรมสม่ำเสมอโดยอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น อาจมีสาเหตุจากความบกพร่องในขั้นตอนการปฏิบัติงานของบุคคลหรือเหตุสุดวิสัย ซึ่งบริษัทพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและรับผิดชอบตามข้อเท็จจริง พร้อมขอให้สังคมเข้าใจว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นอุบัติเหตุจากการปฏิบัติงาน ไม่ได้สะท้อนภาพรวมของทุกโครงการของบริษัท
ส่วนข้อสงสัยเรื่องปัญหาขาดสภาพคล่องของบริษัทจนนำไปสู่การลดมาตรฐานความปลอดภัยนั้น ขอยืนยันหนักแน่นว่า “ไม่เป็นความจริง” ปัญหาทางการเงินไม่ได้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพวัสดุหรือความปลอดภัยแต่อย่างใด และไม่มีการลดสเปกงานก่อสร้างตามที่มีกระแสตั้งข้อสังเกตพร้อมกันนี้ ITD ยืนยันว่าบริษัทมีมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด มีคณะกรรมการความปลอดภัยกลางตรวจสอบทุกไซต์งาน และได้ตั้งชุดทำงานพิเศษเพื่อพิจารณาเพิ่มบทลงโทษกรณีพนักงานประมาทเลินเล่ออย่างรุนแรง” นายสุเมธ กล่าว

