หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘เอสซีจี’ปักห...

‘เอสซีจี’ปักหมุดเวียดนาม‘บ้านหลังที่สอง’ ต้นทุนต่ำ กำไรโต…รุกตลาด Net Zero เต็มสูบ

26.01.26 | 12:21 น.

‘เอสซีจี’ปักหมุดเวียดนาม‘บ้านหลังที่สอง’
ต้นทุนต่ำ กำไรโต…รุกตลาด Net Zero เต็มสูบ

เมื่อเอ่ยถึงประเทศที่ถูกจับตามองว่าเป็นดาวรุ่งเศรษฐกิจแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ย่อมมี ‘เวียดนาม’ ติดอันดับต้นๆ

จากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่พุ่งแรงแบบก้าวกระโดด ตัวเลขจีดีพีขยายตัวแซงหน้าหลายประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยสำคัญไม่ได้มีเพียงแรงงานต้นทุนต่ำ หรือฐานการผลิตที่แข็งแกร่งเท่านั้น หากยังรวมถึงภูมิประเทศที่เอื้อต่อการค้าและการขนส่งอย่างยิ่ง เวียดนามมีแนวชายฝั่งทะเลยาวตลอดประเทศ เชื่อมต่อกับแม่น้ำสายสำคัญหลายแห่ง ทำให้ระบบโลจิสติกส์ ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางทะเล เชื่อมโยงภาคการผลิตเข้ากับตลาดโลกได้

ท่ามกลางศักยภาพทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เอสซีจี ได้พาคณะสื่อมวลชนเดินทางสู่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เพื่อเยี่ยมชมธุรกิจ PRIME Group ผู้นำตลาดวัสดุตกแต่งพื้นผิวอันดับ 1 ของเวียดนาม ซึ่งเอสซีจีอยากยกระดับให้เป็น บ้านหลังที่สอง ระหว่างวันที่ 17-19 ธันวาคมที่ผ่านมา

Advertisement

จีดีพีพุ่งแรงขึ้นแท่นฐานผลิตโลก

จงเจริญ จอมจักร์ ผู้ช่วยประธานหอการค้าไทย เวียดนาม กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของเวียดนามในปัจจุบันกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยจำนวนประชากรกว่า 106 ล้านคน โดย GDP ในไตรมาส 3 ปี 2568 มีมูลค่ากว่า 3.27 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะขยายตัวได้ถึง 8% ในช่วงสิ้นปี

จากอัตราการเติบโตดังกล่าว เวียดนามตั้งเป้าให้ GDP เติบโตมากกว่า 10% ภายในปี 2573 อีกทั้งยังถือเป็น ‘ประตูสู่ตลาดโลก’ เนื่องจากมีแรงงานวัยทำงานคิดเป็นประมาณ 60-70% ของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้เวียดนามมีฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ได้แก่ จำนวนประชากรกว่า 106 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน ต้นทุนการผลิตที่สามารถแข่งขันได้ โดยค่าแรงต่ำกว่าประเทศไทยประมาณ 15-20% และค่าไฟฟ้าต่ำกว่าประเทศไทยราว 30-35% และเสถียรภาพทางการเมืองค่อนข้างดี และมีนโยบายระยะยาวที่ชัดเจน

ในปีที่ผ่านมา เวียดนามมีมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทำสถิติสูงถึง 38.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ประเทศนี้กลายเป็นจุดหมายสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามอง

“โครงสร้าง GDP ของเวียดนามแบ่งออกเป็นหลายส่วนสำคัญ ประกอบด้วย 60% มาจากการบริโภคภายในประเทศ เนื่องจากประชากรจำนวนมากและมีอายุเฉลี่ย 32 ปี โดยราว 70% อยู่ในวัยทำงาน ส่งผลให้กำลังซื้อสูง อุตสาหกรรมอาหาร เช่น เนื้อหมู ปลา และไข่ มีอัตราการเติบโตถึง 20% ในช่วง 4 ปีย้อนหลัง

ต่อมา 20% มาจากการลงทุน โดยเฉพาะ FDI ซึ่งเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณ 10% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลมุ่งดึง Global Brands เข้ามาตั้งฐานการผลิต และนำ Ecosystem ที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุน บริษัทแม่

รวมทั้ง 10% จากภาครัฐ (Government) ผ่านนโยบายการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ถนน และสาธารณูปโภคต่างๆ โดยมีโครงการโครงสร้างพื้นฐานระดับหลายพันโครงการที่ต้องแล้วเสร็จภายใน 10 ปี และเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนประมาณ 50% เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว

และ 5% จากการค้าระหว่างประเทศและความยั่งยืน ผ่านการทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าในระยะยาว” จงเจริญกล่าว

จงเจริญเล่าทิ้งท้ายว่า รัฐบาลเวียดนามยังเดินหน้าผลักดันการปฏิรูปอุตสาหกรรม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ผ่านการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนและเศรษฐกิจหมุนเวียน

ทุ่มลงทุนปักหลักบ้านหลังที่สอง

ทำความรู้จักเอสซีจีไปกับ กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการเอสซีจี ประจำประเทศเวียดนาม กล่าวว่า เอสซีจีได้เข้าไปลงทุนในประเทศเวียดนามตั้งแต่ปี 1992 หรือกว่า 32 ปีที่ผ่านมา โดยนำความเชี่ยวชาญด้านสินค้าและวัสดุที่ถนัดเข้าไปพัฒนาและลงทุน เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของประเทศเวียดนาม
“เอสซีจีถือเป็นหนึ่งในบริษัทต่างชาติกลุ่มแรกๆ ที่เข้ามาลงทุนในเวียดนาม โดยเริ่มจากการศึกษาและทำความเข้าใจตลาดอย่างลึกซึ้ง จนปัจจุบันเอสซีจีมองเวียดนามมากกว่าการเป็นตลาดคือการเป็น ‘บ้านหลังที่สอง’ ในมุมมองการลงทุน

โดยเป็นประเทศยุทธศาสตร์สำคัญของกลุ่มเอสซีจี ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน 28 บริษัท คิดเป็นประมาณ 28% ของสินทรัพย์รวมของเอสซีจี” กุลเชฏฐ์กล่าว

การลงทุนดังกล่าวครอบคลุมธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจเคมีภัณฑ์ ซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง บรรจุภัณฑ์ และโลจิสติกส์ โดยมีการดำเนินงานครอบคลุมทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ของเวียดนาม ซึ่งฐานการดำเนินงานหลักของเอสซีจีอยู่ในภาคใต้ของประเทศ

สำหรับแนวคิดการดำเนินธุรกิจ เอสซีจีขับเคลื่อนภายใต้กลยุทธ์ Regional Optimization ประกอบด้วย 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1.การทดแทนการนำเข้า เพื่อรองรับการบริโภคภายในประเทศ 2.การเติบโตไปพร้อมกับตลาด เนื่องจากการพัฒนาอุตสาหกรรมจำเป็นต้องใช้วัสดุ (Material) เป็นปัจจัยหลัก และ 3.การส่งออกสู่ตลาดโลก ซึ่งปัจจุบันเอสซีจีในเวียดนามมีสัดส่วนการส่งออกประมาณ 20%

“ธุรกิจหลักของเอสซีจีในเวียดนาม ได้แก่ โรงงานปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในภาคใต้ของประเทศ ซึ่งเริ่มกลับมาดำเนินการผลิตและสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับโครงการปรับปรุงต้นทุนการผลิตและการสร้างฐานตลาดภายในประเทศ ขณะที่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์มีโครงสร้างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ส่วนธุรกิจเซรามิกมีการเติบโตอย่างโดดเด่น โดยเป็นผู้นำตลาดวัสดุตกแต่งพื้นผิวอันดับหนึ่งในเวียดนาม ภายใต้ SCGD ในธุรกิจ PRIME GROUP” กุลเชฏฐ์ระบุ

ทั้งนี้ PRIME GROUP ซึ่งเป็นธุรกิจเรือธง (Flagship) ที่เอสซีจีเข้าถือหุ้นตั้งแต่ปี 2555 และเป็นผู้นำตลาดวัสดุตกแต่งพื้นผิวอันดับ 1 ในเวียดนาม จะเป็นกำลังสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้างของเอสซีจี และผลักดันสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำในระดับอาเซียนต่อไป

“มองไปข้างหน้าในช่วง 3 ปี เอสซีจีในเวียดนามยังมีโอกาสเติบโตสูง โดยปัจจัยที่ต้องเร่งพัฒนาเพิ่มเติม ได้แก่ การนำเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติ (Automation) มาใช้ การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคู่กับการเติบโตภายใต้ 4 กลยุทธ์หลัก การบริหารจัดการโรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม” กุลเชฏฐ์ทิ้งท้าย

PRIMEแกร่งส่งออก24ประเทศ

ด้าน นำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เอสซีจี เดคคอร์ มุ่งมั่นเติบโตเป็นหนึ่งในเสาหลักทางธุรกิจในประเทศเวียดนาม โดยมีฐานการผลิตอยู่ภายในประเทศ และทำตลาดทั้งผลิตภัณฑ์ตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ แบรนด์ที่คุ้นเคย
ในประเทศไทยคือ COTTO ขณะที่แบรนด์หลักในเวียดนามคือ PRIME ซึ่งมีกำลังการผลิตใกล้เคียงกับประเทศไทย รวมถึงฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย

สำหรับ PRIME เอสซีจี เดคคอร์ได้เข้าไปลงทุนตั้งแต่ปี 2555 หรือกว่า 13 ปีที่ผ่านมา ทำให้มีความเข้าใจตลาดเวียดนามอย่างลึกซึ้ง ปัจจุบัน PRIME มีบริษัทในเครือ 14 บริษัท มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 80 ล้านตารางเมตรต่อปี และส่งออกสินค้าไปกว่า 24 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมอาเซียน เอเชีย ยุโรป แอฟริกา อเมริกา และโอเชียเนีย ภายใต้เครือข่ายของเอสซีจี เดคคอร์ โดยมีพนักงานรวมมากกว่า 3,000 คน

ในด้านผลิตภัณฑ์ สัดส่วนกว่า 90% เป็นกลุ่มเซรามิก โดยบริษัทเดินหน้าขยายพอร์ตสินค้าและเพิ่มศักยภาพฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง โรงงานตั้งอยู่ทั้งในภาคเหนือและภาคกลางของเวียดนาม ซึ่งเอื้อต่อการขนส่งภายในประเทศ นอกจากนี้ PRIME ยังมีโรงงานผลิตวัตถุดิบ (Material) และโรงงานบรรจุภัณฑ์ของตนเอง ทำให้โครงสร้างการผลิตครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

“นับตั้งแต่การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอสซีจี เดคคอร์ได้ลงทุนในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง รวมมูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและเพิ่มกำลังการผลิต โดยมองเห็นทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจเวียดนามที่ชัดเจน ทั้งการขยายตัวของชนชั้นกลางและการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงพรีเมียม ซึ่งนิยมใช้กระเบื้อง Glazed Porcelain (GP) ส่งผลให้ความต้องการกระเบื้อง GP เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นำพลระบุ

ปัจจุบัน PRIME มีรายได้จากการขายประมาณ 5,500 ล้านบาท โดยเอสซีจี เดคคอร์ (SCGD) มุ่งลงทุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน และขยายกลุ่มสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ที่เน้นฟังก์ชั่นด้านสุขภาพและความปลอดภัย ซึ่งมียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งของการเติบโตมาจากการเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้อง GP จาก 19 ล้านตารางเมตรในปี 2568 (คิดเป็น 25% ของกำลังการผลิตทั้งหมด) เป็น 25.6 ล้านตารางเมตรในปี 2569 และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 45 ล้านตารางเมตร หรือ 50% ของกำลังการผลิตทั้งหมดในอนาคต

เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก และใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบด้านต้นทุน PRIME จึงถูกพัฒนาให้เป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักของ SCGD สนับสนุนกลยุทธ์ Regional Optimization สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนขณะเดียวกัน PRIME ยังลงทุนติดตั้งระบบ Biomass Gasifier ใช้พลังงานชีวมวลทดแทนถ่านหินในโรงงาน Pho Yen เพื่อลดต้นทุนพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

นอกจากนี้ SCGD ยังเตรียมขยายธุรกิจสุขภัณฑ์ COTTO สู่ตลาดอาเซียน โดยมีตัวแทนจำหน่ายในประเทศเวียดนามกว่า 44 ราย รวมถึงต่อยอดไปยังสินค้าเกี่ยวเนื่อง เช่น ปูนกาวซีเมนต์และยาแนวกระเบื้อง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศทางธุรกิจในภูมิภาคต่อไป

“ไม่เพียงเท่านี้ เอสซีจีให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาดและการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันใช้พลังงานแสงอาทิตย์คิดเป็น 4.4% ของการใช้ไฟฟ้ารวม และใช้เชื้อเพลิงชีวมวลประมาณ 35% ของการใช้พลังงานทั้งหมด พร้อมปรับเปลี่ยนจากการใช้ถ่านหินมาเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล” นำพลทิ้งท้าย

ซีเมนต์คาร์บอนต่ำอีก 5 ปีโต 1.4 เท่า

ปิดท้ายที่ วิเชษฐ์ ชูเชื้อ Country Director-Vietnam ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง กล่าวว่า ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่เอสซีจีให้ความสำคัญมาโดยตลอด และถือเป็นจุดแข็งหลักขององค์กร โดยเฉพาะแนวคิดด้าน Green และการลดการปล่อยคาร์บอน

เอสซีจีจึงนำแนวคิดดังกล่าวเข้ามาขับเคลื่อนธุรกิจในประเทศเวียดนาม พร้อมมุ่งสร้างการรับรู้ด้านสิ่งแวดล้อมให้กับผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมในเวียดนาม ซึ่งนับเป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญ เนื่องจากเอสซีจียึดถือเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นแกนหลักของการดำเนินธุรกิจ

“เป้าหมายคือ เมื่อสังคมเวียดนามพูดถึงคำว่า GREEN หรือ CARBON จะนึกถึงเอสซีจีในฐานะผู้นำที่ให้ความสำคัญและเริ่มดำเนินการในเรื่องนี้มาก่อนใคร” วิเชษฐ์กล่าว

สำหรับเหตุผลที่เลือกเวียดนามเป็นฐานการลงทุน เวียดนามจะเป็น ‘บ้านหลังที่สอง’ ของเอสซีจีในอนาคต อีกทั้งประเทศเวียดนามมีที่ตั้งติดทะเล ทำให้มีความได้เปรียบด้านการขนส่งและต้นทุนโลจิสติกส์ที่ค่อนข้างต่ำ ขณะเดียวกัน ตลาดการส่งออกก็เป็นอีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญที่เอสซีจีให้ความสนใจและเข้ามาลงทุนอย่างจริงจัง

ในด้านศักยภาพตลาดปูนซีเมนต์ โอกาสการทำปูนซีเมนต์อีกเท่าไหร่ เวียดนามอยู่ที่ประมาณ 605 กิโลกรัมต่อคน ไทยอยู่ที่ประมาณ 570 กิโลกรัมต่อคน ญี่ปุ่นประมาณ 1,000 กิโลกรัมต่อคน และจีนสูงถึง 1,400 กิโลกรัมต่อคน

“ปัจจุบันยอดขายธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างของเอสซีจีในเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 9,000 ล้านบาท และคาดว่าภายใน 5 ปีข้างหน้ายอดขายจะเติบโตเพิ่มขึ้นราว 1.4 เท่า จากการขยายฐานกำลังการผลิตและการขยายเครือข่ายการจัดจำหน่าย (Distribution Network)

ในส่วนของเงินลงทุนที่ผ่านมา ธุรกิจผลิตภัณฑ์ก่อสร้างได้ลงทุนในเวียดนามไปแล้วประมาณ 10,000 ล้านบาท และยังมีความมุ่งมั่นที่จะลงทุนเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับตลาดที่กำลังเติบโต และผลักดันให้เวียดนามก้าวขึ้นเป็นบ้านหลังที่สองของเอสซีจีในอนาคต” วิเชษฐ์ระบุ

Network เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดยเอสซีจีมีคู่ค้ากว่า 200 ราย ซึ่งสามารถเติบโตได้จาก Network ที่เราสร้างไว้ อีกทั้งเศรษฐกิจเวียดนามในปี 2568 ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมและภาคก่อสร้าง จากการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ส่งผลให้ความต้องการวัสดุก่อสร้างและปูนซีเมนต์ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำที่เติบโตสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล

“กลยุทธ์ด้านการลงทุนและการเสริมศักยภาพด้านต้นทุนการผลิตภายใต้แนวคิด Regional Optimization มีส่วนสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้เอสซีจี โดยยกระดับเวียดนามให้เป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกสินค้าคุณภาพสู่ตลาดโลก

รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของวัสดุตกแต่งพื้นผิวคุณภาพสูง และวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเมืองสีเขียว และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในเวียดนามและภูมิภาคอย่างยั่งยืน” วิเชษฐ์ทิ้งท้าย

เชื่อมั่นว่าเวียดนามจะก้าวขึ้นเป็น “บ้านหลังที่สอง” พร้อมปักหมุดเป็นฐานการผลิตตลาดเซรามิก วัสดุพื้นผิวตกแต่ง ส่งออกสู่ตลาดโลกอย่างแท้จริง