หน้าแรก เศรษฐกิจ ส.อ.ท.ชี้ เงิ...

ส.อ.ท.ชี้ เงินเลือกตั้งโปร่งใสกระตุ้นศก.ได้ ชงรัฐบาลใหม่เข้มปราบทุนเทา

25.01.26 | 16:40 น.

ส.อ.ท.ชี้ เงินเลือกตั้งโปร่งใสกระตุ้นศก.ได้ ชงรัฐบาลใหม่เข้มปราบทุนเทา

นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในช่วงเลือกตั้ง 2569 ที่มีข้อสังเกตเงินสดสะพัดแสนล้านบาทนั้น มองว่าหากจำนวนเงินที่พรรคการเมืองนำไปใช้ช่วงเลือกตั้ง เป็นการใช้สำหรับแค่การหาเสียงอย่างโปร่งใส หรือ การโฆษณานำไปใช้โฆษณาและประชาสัมพันธ์นโยบายของพรรคการเมือง ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สามารถยอมรับได้ และอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายดังกล่าว อาทิ ค่าน้ำมันรถ ค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง ค่าป้ายหาเสียง ค่าโปสเตอร์ หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการหาเสียง หากมีการใช้จ่ายอย่างถูกต้องและมีการแจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างครบถ้วนและโปร่งใส ก็ถือว่าเป็นการใช้เงินในระบบที่สามารถตรวจสอบได้

นายนาวา กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม หากเงินที่ถูกกล่าวถึงเป็นการจ่าย ‘ใต้โต๊ะ’ เพื่อซื้อเสียง ถือเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้ โดยให้เหตุผลสำคัญ 3 ประการ ดังนี้

1.เป็นเงินนอกระบบ โดย เม็ดเงินที่ใช้ซื้อเสียงไม่สามารถตรวจสอบที่มาได้ และรัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีเพื่อนำมาพัฒนาประเทศต่อได้

2.ตรวจสอบไม่ได้ ดังนั้น ตนจึงสนับสนุนให้พรรคการเมืองใช้งบประมาณตามที่แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อความโปร่งใส

Advertisement

3.เชื่อมโยงทุนสีเทา โดยตั้งข้อสังเกตว่าเงินที่นำมาจ่ายใต้โต๊ะอาจมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจผิดกฎหมายหรือ ‘ทุนเทา’ ซึ่งขัดกับหลักการของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ยึดหลัก ‘ซีโร่คอร์รัปชัน’ และ เอกชนต้องการให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยเงินในระบบที่รัฐรับรู้และตรวจสอบได้ มากกว่าเงินจากการซื้อเสียงที่ทำลายระบบการเมือง

ชงรัฐบาลใหม่เข้มปราบทุนเทา

นายนาวา กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอแนะถึงการปราบทุนเทาทั้งระบบนั้น ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ตนต้องการให้รัฐบาลมีมาตรการที่เข้มข้นมากขึ้นในการสกัดและแก้ไขปัญหาทุนเทา โดยเฉพาะเงินนอกระบบที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ ย้ำว่าประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาเรื้อรังที่ต้องได้รับการจัดการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ที่ผ่านมาหลายพรรคการเมืองได้เข้าหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งข้อเสนอสำคัญที่ภาคเอกชนย้ำกับทุกพรรค คือ การขจัดทุนเทานอกระบบ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจหวยใต้ดิน การพนันผิดกฎหมาย สแกมเมอร์ หรือการจ่ายเงินใต้โต๊ะ

นายนาวา กล่าวว่า ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เคยประเมินว่า เงินนอกระบบซึ่งรวมถึงทุนเทา มีสัดส่วนทางเศรษฐกิจสูงถึงประมาณ 48% ถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก เมื่อเทียบกับภาคธุรกิจในระบบที่ต้องจ่ายค่าจ้างแรงงาน เสียภาษี และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างครบถ้วน ขณะที่เงินนอกระบบเหล่านี้ ภาครัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ หากปล่อยไว้จะยิ่งบิดเบือนระบบเศรษฐกิจ ภาคเอกชนอยากเห็นรัฐบาลใหม่เข้มงวดกว่าเดิม อะไรที่ผิดกฎหมายก็ต้องไม่ปล่อยให้มีการหลบเลี่ยง และต้องดำเนินการลงโทษอย่างจริงจัง

ขอรัฐหนุนเอกชนใช้ของไทย

นายนาวา กล่าวว่า นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังเสนอให้รัฐบาลใหม่เดินหน้าส่งเสริมการใช้สินค้า “Made in Thailand” อย่างเป็นรูปธรรม ไม่จำกัดเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ แต่ควรขยายไปถึงภาคเอกชน โดยสอดคล้องกับแนวคิดของ กกร. ภายใต้กรอบ “Reinvent Thailand” ซึ่งเสนอให้บริษัทเอกชนที่เลือกใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศได้รับแรงจูงใจ เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล

นายนาวา กล่าวว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่หลายพรรคการเมือง อาทิ พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคเศรษฐกิจใหม่ ได้รับข้อเสนอของภาคเอกชนไปพิจารณา และบางพรรคได้นำไปบรรจุเป็นนโยบายของพรรคแล้ว โดยเฉพาะแนวทางสนับสนุน SMEs และการใช้สินค้า Made in Thailand ซึ่งภาคเอกชนต้องการเห็นการผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติจริง

กฎหมายมีครบแต่บังคับใช้อ่อน

นายนาวา กล่าวว่า สำหรับคำถามถึงความเข้มแข็งของกฎหมายไทยในการสกัดกั้นทุนเทา ตนมองว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายที่ยังไม่เข้มงวดเพียงพอ แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายจำนวนมากรองรับอยู่แล้วก็ตาม ยกตัวอย่างกรณีกฎหมายป้องกัน “นอมินี” ที่ชาวต่างชาติเข้ามาถือหุ้นหรือซื้อกิจการโดยไม่ถูกต้อง รวมถึงกรณีการนำเข้าสินค้าที่หลบเลี่ยงภาษี หรือการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้าเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) ซึ่งล้วนมีกฎหมายควบคุมอยู่แล้ว แต่การตรวจสอบและการบังคับใช้ยังไม่เข้มงวด

“ปัญหาหลักคือหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ไม่กล้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ ทั้งที่กฎหมายมีอยู่แล้ว ตัวอย่างในอดีตเมื่อผู้บริหารทางการเมืองใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ก็สามารถปราบโรงงานสีเทาและทุนเทาได้เป็นจำนวนมาก” นายนาวากล่าว
และว่า อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า อาชญากรรมรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะในมิติด้านดิจิทัล เช่น ขบวนการสแกมเมอร์ อาจเป็นเรื่องที่กฎหมายยังไม่ทันต่อสถานการณ์ และจำเป็นต้องมีการปรับปรุงเพิ่มเติม แต่เห็นว่าเป็นเพียงส่วนน้อย เนื่องจากกระบวนการออกหรือแก้ไขกฎหมาย โดยเฉพาะพระราชบัญญัติ ใช้เวลานานหลายปี ดังนั้นในระยะสั้น สิ่งที่ทำได้เร็วที่สุด คือการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างจริงจัง เข้มงวด และไม่ปล่อยให้เจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลอยตัว