=แบงก์คาดจีดีพีปี69โต2%
ที่โรงแรม ดิ แอทธินี่ โฮเทล แบงค็อก นายทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เปิดเผยถึงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ว่า ธนาคารฯ คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2% ในปี 2569 โดยแรงส่งทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังอยู่ในระดับจำกัด ก่อนจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนด้านการค้าและการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองยังคงเป็นปัจจัยกดดันการขยายตัวในระยะสั้น ขณะที่นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและมาตรการการคลังแบบเฉพาะจุดคาดว่าจะช่วยรองรับความเสี่ยงด้านลบได้ในระดับหนึ่ง โดยในช่วงครึ่งปีแรกคาดการณ์จีดีพีเติบโตเพียง 0.7% และครึ่งปีหลังเติบโต 3.4% หลังจากที่ผ่านการเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และมีการแถลงนโยบายต่อสภาฯ
นายทิม กล่าวว่า ด้านอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะติดลบต่อเนื่องจนถึงช่วงกลางปี 2569 จากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอและราคาพลังงานที่ลดลง เปิดโอกาสให้การดำเนินนโยบายยังคงอยู่ในทิศทางผ่อนคลาย โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงสู่ระดับ 1% ภายในสิ้นปี 2569 เพื่อสนับสนุนภาวะการเงินและการขยายตัวของสินเชื่อ
=หวังตรุษจีนไทยหนุนนทท.จีน
นายทิม กล่าวว่า ภาคการท่องเที่ยวยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568 อยู่ที่ 26.9 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 82% ของระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนยังอยู่ต่ำกว่าระดับในอดีต แต่คาดว่าการฟื้นตัวตามฤดูกาลในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2569 จะช่วยหนุนจำนวนนักท่องเที่ยวในระยะสั้น ควบคู่กับอุปสงค์ที่ปรับดีขึ้นจากตลาดสำคัญอื่นๆ อย่างไรก็ดี การเร่งตัวของการเติบโตอย่างยั่งยืนยังจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติม
นายทิม กล่าวว่า ด้านการคลัง คาดว่าการขาดดุลงบประมาณในปีงบประมาณ 2569 จะปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.4% ของจีดีพี แม้ว่าการปรับฐานะการคลังจะต้องใช้เวลา แต่ฐานะการคลังของประเทศยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และคาดว่าประเทศไทยจะยังคงรักษาอันดับความน่าเชื่อถือระดับลงทุน (investment grade) ไว้ได้
=จับตาบาทแข็ง-ทองพุ่ง
นายทิม กล่าวถึงกรณีค่าเงินบาทแข็งว่า คาดว่าในช่วงระยะใกล้นี้มีความยากที่ค่าเงินจะกลับไปอ่อน เนื่องจากค่าเงินบาทยังคงแข็งต่อเนื่อง โดยปี 2568 ค่าเงินบาทแข็งค่า 8% ส่วนปี 2569 แข็งค่าเพิ่ม 1.5% ในระยะเวลาไม่ถึงเดือน อย่างไรก็ตาม เห็นถึงความพยายามของทางธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ ในการรับมือและแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทแข็ง อาทิ มาตรการควบคุมการซื้อ-ขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มที่ใช้เงินบาท หรือมาตรการที่เกี่ยวเนื่องกับการแลกเงิน เป็นต้น หากมาตรการต่างๆประสบความสำเร็จ คาดว่าตั้งแต่ช่วงกลางปี-ปลายปี ค่าเงินบาทจะสะท้อน fundamental ของไทย รวมทั้งทำให้เกิดค่าเงินบาทอ่อน
นายทิม กล่าวถึงกรณีที่ราคาทองคำโลกขึ้นเหนือระดับ 5100 ดอลลาร์ ว่า ธนาคารฯ มองว่าราคาทองคำปีนี้ขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาไม่ถึงเดือน ซึ่งเกือบถึงเป้ารายปีที่ระดับ 5150 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม มองว่ายังมีโอกาสที่ราคาทองคำจะขึ้นต่อ ทั้งนี้ธนาคารฯ ต้องติดตามอย่างใกลิชิดในส่วนมาตรการของแบงก์ชาติ และความร่วมมือจากผู้ค้าทอง ที่จะร่วมมือเทรดทองเป็นดอลลาร์ภายในช่วงกลางปี เพื่อช่วยเรื่องค่าเงินบาทแข็ง หรือเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับโฟลว์ทองคำ ว่าจะสามารถช่วยสกัดเงินบาทแข็งได้มากน้อยขนาดไหน
=มีเสถียรภาพการเมืองแต่อายุรบ.สั้น
นายทิม กล่าวถึงปัจจัยการเมืองในประเทศที่ส่งผลต่อการเข้ามาลงทุนว่า การเมืองไทยปีนี้น่าจะผ่านไปได้อย่างราบรื่น มองว่านักลงทุนต่างชาติไม่ได้มีมุมมองด้านลบหรือความเสี่ยงทางการเมืองของไทยมากนัก เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมาไทยมีเสถียรภาพทางการเมือง ไม่เกิดการประท้วง แต่อาจจะมีประเด็นที่เกี่ยวกับอายุของรัฐบาลที่สั้น หากจะให้เป็นภาพบวกมากกว่านี้ อยากเห็นรัฐบาลใหม่อยู่ได้นานเพื่อผลักดันนบายที่เกี่ยวกับการกระตุ้นสั้นและการลงทุนระยะยาว สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ควรเร่งดำเนินการในปีนี้ มองว่าควรเร่งการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก

